Numbered Discourses: Tens, Elevens

摩诃蒙固佛教大学泰文版 · Sutta Piṭaka — The Basket of Discourses · 卷 38 · 595 页

由 AI 根据整卷内容摘要(共 141 个主题)——点击即可跳到该主题开始的位置。

  1. 页 1–4 กิมัตถิยสูตร: ลำดับเหตุปัจจัยจากศีลถึงวิมุตติ (เปิดเล่ม ๓๘ ทสกนิบาต) เมื่อพระอานนท์ทูลถามว่าศีลที่เป็นกุศลมีอะไรเป็นผล พระพุทธเจ้าทรงแสดงลำดับธรรม ๑๑ ขั้นต่อเนื่องเป็นเหตุเป็นผล คือ ศีลนำไปสู่ความไม่ร้อนใจ ปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สุข สมาธิ ญาณทัสสนะตามจริง ความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด จนถึงวิมุตติญาณทัสสนะ แสดงว่าศีลเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่ความหลุดพ้นได้เองตามธรรมชาติ เป็นสูตรแรกเปิดเล่มที่ ๓๘ อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต
  2. 页 5–6 เจตนาสูตร: ผู้มีศีลสมบูรณ์ไม่ต้องตั้งเจตนาให้เกิดผลดี พระพุทธเจ้าตรัสว่าบุคคลผู้มีศีลสมบูรณ์ไม่จำเป็นต้องตั้งเจตนาปรารถนาให้อวิปปฏิสาร ปราโมทย์ ปีติ ไปจนถึงวิมุตติญาณทัสสนะเกิดขึ้น เพราะธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นเองตามธรรมดาเมื่อเหตุก่อนหน้าสมบูรณ์แล้ว เปรียบเหมือนธรรมทั้งหลายไหลหลั่งเข้าหากันจนบริบูรณ์ นำจากวัฏสงสารสามภูมิไปสู่นิพพาน สะท้อนหลักความเป็นไปตามเหตุปัจจัยฝ่ายกุศล
  3. 页 7–8 สีลสูตร: อุปมาต้นไม้กิ่งใบวิบัติ-สมบูรณ์กับผลของศีล พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าเมื่อศีลวิบัติ อวิปปฏิสารก็ขาดเหตุ ปราโมทย์ ปีติ จนถึงวิมุตติญาณทัสสนะก็พลอยขาดเหตุตามไปด้วย เปรียบเหมือนต้นไม้ที่กิ่งใบเสียหาย กระพี้แก่นก็ไม่บริบูรณ์ ตรงข้ามกัน เมื่อศีลสมบูรณ์ ธรรมทั้งสายก็เจริญบริบูรณ์ตามกัน เหมือนต้นไม้ที่กิ่งใบสมบูรณ์ย่อมมีกระพี้แก่นบริบูรณ์ ตอกย้ำว่าศีลเป็นรากฐานที่ขาดไม่ได้ของการเจริญธรรมขั้นสูง
  4. 页 9–10 อุปนิสาสูตร: พระสารีบุตรแสดงลำดับธรรมจากศีลถึงวิมุตติ ท่านพระสารีบุตรแสดงธรรมแก่ภิกษุด้วยเนื้อหาเดียวกับที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในสีลสูตร คือศีลวิบัติทำให้อวิปปฏิสารและธรรมขั้นสูงขาดเหตุตามลำดับ ส่วนศีลสมบูรณ์ทำให้ทุกขั้นเจริญบริบูรณ์ โดยใช้อุปมาต้นไม้กิ่งใบเช่นเดิม แสดงให้เห็นว่าพระอัครสาวกสอนธรรมสอดคล้องเป็นแบบเดียวกับพระบรมศาสดา
  5. 页 11–12 อานันทสูตร: พระอานนท์แสดงลำดับธรรมจากศีลถึงวิมุตติ ท่านพระอานนท์แสดงธรรมแก่ภิกษุด้วยเนื้อหาเดียวกับสีลสูตรและอุปนิสาสูตร คือลำดับเหตุผลจากศีลไปจนถึงวิมุตติญาณทัสสนะ พร้อมอุปมาต้นไม้กิ่งใบวิบัติหรือสมบูรณ์ อรรถกถาอธิบายว่าอุปนิสาสูตรกับอานันทสูตรต่างกันเพียงถ้อยคำของพระเถระผู้แสดง คือพระสารีบุตรกับพระอานนท์ เนื้อหาสาระเป็นอย่างเดียวกัน
  6. 页 13–14 สมาธิสูตร: สมาธิที่ไม่ยึดธาตุหรือฌานเป็นอารมณ์ มีนิพพานเป็นอารมณ์ พระอานนท์ทูลถามว่าภิกษุจะเข้าสมาธิโดยไม่สำคัญมั่นหมายในธาตุดินน้ำไฟลม ฌานอรูปทั้งสี่ หรือโลกนี้โลกหน้าเป็นอารมณ์ได้อย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าภิกษุพึงมีความสำคัญเพียงว่า นั่นสงบ นั่นประณีต คือความระงับสังขารทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความดับ คือนิพพาน จึงจะมีสมาธิเช่นนั้นได้ ชี้ให้เห็นสมาธิขั้นสูงสุดที่มีนิพพานแทนสิ่งปรุงแต่งทั้งปวง
  7. 页 15–16 สาริปุตตสูตร: พระสารีบุตรเล่าประสบการณ์สมาธิที่ป่าอัมพวัน "การดับภพเป็นนิพพาน" พระอานนท์นำคำถามเดียวกันเรื่องสมาธิที่ไม่ยึดธาตุหรือฌานเป็นอารมณ์ไปถามพระสารีบุตร ท่านตอบว่าเคยเข้าสมาธิเช่นนั้นได้จริงที่ป่าอัมพวันใกล้เมืองสาวัตถี โดยมีสัญญาเกิดดับสลับกันว่า "การดับภพเป็นนิพพาน" เปรียบเหมือนเปลวไฟที่มีเชื้อ เปลวหนึ่งเกิดเปลวหนึ่งดับสลับกันไป เป็นการยืนยันประสบการณ์ตรงของพระอัครสาวกว่าสมาธิขั้นสูงสุดที่มีนิพพานเป็นอารมณ์เป็นไปได้จริง
  8. 页 17–19 สัทธาสูตร-สันตสูตร: ธรรม ๑๐ ที่ทำให้ภิกษุบริบูรณ์รอบด้าน (จบอานิสังสวรรคที่ ๑) พระพุทธเจ้าตรัสองค์ธรรม ๑๐ ที่ภิกษุพึงบำเพ็ญให้ครบเพื่อความเลื่อมใสโดยรอบ คือ ศรัทธา ศีล พหูสูต เป็นธรรมกถึก กล้าเข้าสู่บริษัท ทรงวินัย อยู่ป่า ได้ฌาน ๔ และทำให้แจ้งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ (สัทธาสูตร) ส่วนสันตสูตรแสดงธรรมชุดเดียวกันแต่เปลี่ยนข้อท้ายเป็นการถูกต้องวิโมกข์อันสงบไม่มีรูปด้วยกาย เป็นการปิดท้ายอานิสังสวรรคที่ ๑
  9. 页 20–22 วิชชยสูตร: ธรรม ๑๐ รวมปุพเพนิวาสานุสติและทิพยจักษุ (รวมพระสูตรในวรรคที่ ๑) แสดงธรรม ๑๐ ประการทำนองเดียวกับสัทธาสูตร แต่แทรกความสามารถระลึกชาติก่อนได้หลายภพและเห็นการจุติอุปบัติของสัตว์ด้วยทิพยจักษุก่อนถึงขั้นเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ ปิดท้ายด้วยรายชื่อพระสูตรทั้ง ๑๐ ในอานิสังสวรรคที่ ๑ ตั้งแต่กิมัตถิยสูตรถึงวิชชยสูตร (พบข้อความ "จบอานิสังสวรรคที่ ๑" ปรากฏซ้ำสองครั้งในต้นฉบับ ที่หน้า ๑๙ และหน้า ๒๒ น่าจะเป็นความคลาดเคลื่อนของต้นฉบับ)
  10. 页 23–25 เสนาสนสูตร: ภิกษุองค์ ๕ + เสนาสนะองค์ ๕ ทำให้สิ้นอาสวะเร็ว (เริ่มนาถกรณวรรคที่ ๒) เปิดวรรคที่ ๒ นาถกรณวรรค พระพุทธเจ้าตรัสว่าภิกษุผู้มีศรัทธา อาพาธน้อย ไม่โอ้อวด ปรารภความเพียร และมีปัญญาเห็นความเกิดดับ เมื่อได้อยู่ในเสนาสนะที่ไม่ไกลไม่ใกล้เกินไป สงบเงียบ หาปัจจัยสี่ได้ง่าย และมีพระเถระผู้รู้คอยไขข้อสงสัย จะสามารถทำให้แจ้งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติได้ในเวลาไม่นาน
  11. 页 26–28 อังคสูตร-สังโยชนสูตร: อุดมบุรุษผู้ละองค์ ๕ และสังโยชน์ ๑๐ ประการ อังคสูตรแสดงว่าภิกษุผู้ละนิวรณ์ ๕ ได้แล้วและสมบูรณ์ด้วยศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ของพระอเสขะ ชื่อว่าเป็นอุดมบุรุษผู้อยู่จบพรหมจรรย์ ส่วนสังโยชนสูตรแจกแจงสังโยชน์ ๑๐ คือเบื้องต่ำ ๕ (สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามฉันทะ พยาบาท) และเบื้องบน ๕ (รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา) อันเป็นเครื่องผูกสัตว์ไว้ในวัฏสงสาร
  12. 页 29–35 ขีลสูตร: ตะปูตรึงใจ ๕ และเครื่องผูกพันใจ ๕ ที่ต้องละเพื่อความเจริญ พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ที่ยังละตะปูตรึงใจ ๕ (สงสัยในพระศาสดา ธรรม สงฆ์ สิกขา และโกรธเพื่อนพรหมจรรย์) และเครื่องผูกพันใจ ๕ (ยังกำหนัดในกาม กาย รูป ติดสุขนอนหลับ และประพฤติพรหมจรรย์เพื่อหวังเป็นเทพ) ไม่ได้ ย่อมเสื่อมจากกุศลธรรมเหมือนพระจันทร์ข้างแรม แต่ถ้าละได้ทั้งหมดย่อมเจริญเหมือนพระจันทร์ข้างขึ้น เตือนอุปสรรคภายในจิตที่ขัดขวางความเพียร
  13. 页 36–38 อัปปมาทสูตร: ความไม่ประมาทเป็นยอดของกุศลธรรมทั้งปวง พระพุทธเจ้าทรงยกอุปมาหลายชุดแสดงว่าความไม่ประมาทเป็นยอดของกุศลธรรมทั้งหมด เปรียบเหมือนพระตถาคตเป็นยอดของสัตว์ทั้งปวง รอยเท้าช้างเป็นยอดของรอยเท้าสัตว์บก ดอกมะลิเป็นยอดของกลิ่นหอมจากดอกไม้ และแม่น้ำใหญ่ทั้งหลายไหลรวมสู่มหาสมุทร อรรถกถาเล่าเกร็ดว่าพระเจ้าภาติยมหาราชทรงทดลองอบห้องด้วยดอกไม้หอมหลายชนิดแล้วพบว่ากลิ่นดอกมะลิโดดเด่นที่สุดจริง
  14. 页 39 อาหุเนยยสูตร: บุคคล ๑๐ จำพวกผู้เป็นนาบุญของโลก พระพุทธเจ้าทรงแจกแจงบุคคล ๑๐ จำพวกที่ควรแก่ของทำบุญและเป็นนาบุญของโลก ได้แก่ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า ท่านผู้เป็นอุภโตภาควิมุต ปัญญาวิมุต กายสักขี ทิฏฐิปัตตะ สัทธาวิมุต ธัมมานุสารี สัทธานุสารี และโคตรภูบุคคล แสดงลำดับขั้นของผู้บรรลุธรรมตั้งแต่ปุถุชนใกล้อริยะจนถึงพระพุทธเจ้า
  15. 页 40–44 ปฐมนาถสูตร: ธรรมกระทำที่พึ่ง ๑๐ ประการสำหรับภิกษุ พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่าภิกษุควรมีที่พึ่งของตนเอง เพราะผู้ไม่มีที่พึ่งย่อมอยู่เป็นทุกข์ ทรงแสดงธรรม ๑๐ ประการที่เป็นที่พึ่งได้ คือ มีศีล เป็นพหูสูต มีมิตรดี เป็นผู้ว่าง่าย ขยันช่วยกิจของหมู่คณะ ใคร่ในธรรม ปรารภความเพียร สันโดษในปัจจัยสี่ มีสติ และมีปัญญาเห็นความเกิดดับ เป็นคุณสมบัติที่ทำให้ภิกษุพึ่งตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น
  16. 页 45–48 ทุติยนาถสูตร: ธรรมเดียวกันที่ทำให้พระเถระเมตตาอนุเคราะห์สั่งสอน แสดงธรรม ๑๐ ประการเดียวกับปฐมนาถสูตร แต่เน้นว่าเมื่อภิกษุมีคุณธรรมเหล่านี้ ภิกษุผู้เป็นเถระ มัชฌิมะ และนวกะย่อมเห็นว่าเธอเป็นผู้ควรว่ากล่าวสั่งสอน จึงอนุเคราะห์แนะนำ ทำให้ภิกษุนั้นมีแต่ความเจริญในกุศลธรรมไม่มีความเสื่อม ชี้ให้เห็นว่าคุณธรรมส่วนตัวเป็นเหตุดึงดูดความช่วยเหลือจากหมู่สงฆ์
  17. 页 49–55 อริยวสสูตร (ปฐม-ทุติย): ธรรมเป็นที่อยู่แห่งพระอริยะ ๑๐ ประการ (จบนาถกรณวรรคที่ ๒) แสดงธรรมเป็นที่อยู่ของพระอริยะทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต ๑๐ ประการ คือ ละองค์ ๕ (นิวรณ์) ประกอบองค์ ๖ (อุเบกขาในอารมณ์ ๖) รักษาจิตด้วยสติอย่างเดียว มีธรรมพักพิง ๔ (เสพ อดกลั้น เว้น บรรเทา) บรรเทาปัจเจกสัจจะของสมณพราหมณ์ต่างๆ ละการแสวงหากาม ภพ พรหมจรรย์ ดำริไม่ขุ่นมัว กายสังขารสงบด้วยจตุตถฌาน จิตหลุดพ้นจากราคะโทสะโมหะ และปัญญารู้ชัดว่าละกิเลสเด็ดขาดแล้ว ปิดท้ายนาถกรณวรรคที่ ๒
  18. 页 56–63 สีหสูตร: กำลังของตถาคต ๑๐ ประการ อุปมาราชสีห์และตระกูลช้าง (เริ่มมหาวรรคที่ ๓) เปิดวรรคที่ ๓ มหาวรรค ด้วยอุปมาราชสีห์ที่บันลือสีหนาทก่อนออกหากิน เปรียบกับพระตถาคตผู้แสดงธรรมแก่บริษัทด้วยกำลังญาณ ๑๐ ประการ เช่น รู้ฐานะและอฐานะ รู้วิบากกรรม รู้จริตอัธยาศัยสัตว์ ระลึกชาติได้ และทำให้แจ้งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ อรรถกถาขยายความกำลังพระวรกายเทียบกับตระกูลช้าง ๑๐ ตระกูลที่ทวีกำลังกันเป็นทอดจนถึงกำลังนารายณ์ของพระพุทธเจ้า เนื้อหายังไม่จบเมื่อสิ้นหน้า ๖๓
  19. 页 64–70 สีหสูตร: กำลังของพระตถาคต ๑๐ ประการ (พระสูตรตอนปลาย+อรรถกถา) พระพุทธเจ้าตรัสกำลังพระญาณ ๑๐ ประการที่ทรงอาศัยปฏิญาณพระองค์เป็นผู้เลิศ บันลือสีหนาทในบริษัทดุจราชสีห์ ได้แก่ รู้ฐานะ-อฐานะ รู้วิบากกรรม รู้ปฏิปทาทุกคติ รู้โลกธาตุต่างๆ รู้อัธยาศัยสัตว์ รู้อินทรีย์ยิ่งหย่อน รู้ฌานวิโมกข์ ระลึกชาติได้ มีทิพยจักษุ และสิ้นอาสวะ อรรถกถาขยายความละเอียด เปรียบกำลังพระวรกายกับกำลังช้าง ๑๐ ตระกูลทวีคูณกันจนเท่า "กำลังนารายณ์" และอธิบายพระญาณแต่ละข้อพร้อมความสัมพันธ์กับพระสัพพัญญุตญาณ
  20. 页 71–75 อธิมุตติสูตร: พระพุทธเจ้าตรัสกำลัง ๑๐ ประการแก่พระอานนท์ พระอานนท์เข้าเฝ้า พระพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องเดียวกับสีหสูตร คือกำลังตถาคต ๑๐ ประการที่ทำให้ทรงแสดงธรรมได้อย่างแกล้วกล้า รู้ว่าธรรมใดมีอยู่หรือไม่มี เลวหรือประณีต โดยตรัสว่ายถาภูตญาณนี้ยอดเยี่ยมกว่าญาณทั้งปวง ไม่มีญาณอื่นประณีตกว่า อรรถกถาอธิบายคำว่า "อธิมุตติบท" ว่าหมายถึงธรรมคือขันธ์อายตนะธาตุ หรือทิฏฐิต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงแสดงเหมือนกัน
  21. 页 76–79 กายสูตร: ธรรมที่ละด้วยกาย วาจา และปัญญา พระพุทธเจ้าตรัสแยกธรรมสามประเภท คือสิ่งที่ละได้ด้วยการสำรวมกาย สิ่งที่ละได้ด้วยวาจา และกิเลสอย่างโลภะ โทสะ โมหะ ริษยา ที่ละไม่ได้ด้วยกายวาจา ต้องเห็นแจ้งด้วยปัญญาจึงละได้ ทรงอธิบาย "ความริษยาอันชั่วช้า" (อิจฉาความเสื่อมของผู้อื่น) และ "ความปรารถนาอันชั่วช้า" (อยากให้คนรู้ว่าตนมีคุณธรรมที่ตนไม่มีจริง) พร้อมวิธีสังเกตว่าภิกษุถูกกิเลสเหล่านี้ครอบงำหรือไม่จากอาการที่แสดงออก
  22. 页 80–85 มหาจุนทสูตร: อย่าอวดอ้างความรู้-ภาวนาทั้งที่ยังมีกิเลสครอบงำ พระมหาจุนทะสอนภิกษุที่ชาติวัน แคว้นเจตี ว่าผู้ที่กล่าวอวดว่าตนรู้ธรรม เห็นธรรม หรือมีกายศีลจิตปัญญาอบรมดีแล้ว แต่ยังถูกโลภะ โทสะ ริษยา ความปรารถนาชั่วครอบงำอยู่ ย่อมเป็นเหมือนคนยากจนที่อวดมั่งมีแต่ใช้จ่ายจริงไม่ได้ ส่วนผู้ที่กิเลสเหล่านั้นไม่ครอบงำจึงจะกล่าวได้จริง เปรียบเหมือนคนมั่งคั่งจริงที่นำทรัพย์ออกใช้ได้เมื่อมีกิจ
  23. 页 86–87 กสิณสูตร: บ่อเกิดแห่งกสิณ ๑๐ ประการ พระพุทธเจ้าทรงแสดงกสิณ ๑๐ อย่างที่ผู้เจริญสมาธิพึงกำหนดจิตแผ่ไปทั่วโดยไม่มีประมาณ ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเบื้องขวาง ได้แก่ ปฐวี อาโป เตโช วาโย นีล ปีตะ โลหิตะ โอทาตะ อากาศ และวิญญาณกสิณ อรรถกถาอธิบายความหมายคำว่ากสิณ-อายตนะ และวิธีเจริญกสิณแต่ละอย่างโดยสังเขป พร้อมอ้างอิงถึงคัมภีร์วิสุทธิมรรคซึ่งกล่าวไว้พิสดารกว่า
  24. 页 88–91 กาลีสูตร: อุบาสิกากาลีถามพระมหากัจจายนะเรื่องกุมารีปัญหา อุบาสิกากาลีแห่งกุรรฆระถามท่านมหากัจจายนะถึงความหมายพุทธภาษิตที่ตรัสตอบธิดามาร ว่าพระองค์ทรงชนะกิเลสกองทัพแล้วอยู่ผู้เดียวโดยไม่ต้องเป็นมิตรกับใคร ท่านมหากัจจายนะอธิบายว่าสมณพราหมณ์บางพวกยึดสมาบัติกสิณต่างๆ เป็นประโยชน์สูงสุด แต่พระพุทธเจ้าทรงเห็นเบื้องต้น โทษ ทางออก และญาณทัสสนะเหนือกว่านั้นทั้งหมด จึงทรงสงบแห่งหทัยอย่างแท้จริง
  25. 页 92–101 ปฐมมหาปัญหาสูตร: ปัญหา-อุเทศ-ไวยากรณ์ ๑ ถึง ๑๐ ภิกษุถูกปริพาชกลัทธิอื่นถามว่าคำสอนของพระพุทธเจ้ากับของตนต่างกันอย่างไร พระพุทธเจ้าจึงสอนกรอบตอบปัญหาแบบ ๑-๑๐ ข้อ โดยผูกแต่ละจำนวนกับหมวดธรรม เช่น ๑ คือสัตว์ดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร ๒ คือนามรูป ๓ คือเวทนา จนถึง ๑๐ คืออกุศลกรรมบถ ทรงชี้ว่าไม่มีใครตอบปัญหานี้ได้นอกจากพระองค์และสาวก อรรถกถาอภิปรายลึกซึ้งเรื่อง "อาหาร" ว่าครอบคลุมถึงปัจจัยทุกชนิดรวมทั้งกรรมที่เป็นอาหารของสัตว์นรกและฌานที่เป็นอาหารของพรหมอสัญญีสัตว์
  26. 页 102–107 ทุติยมหาปัญหาสูตร: กชังคลาภิกษุณีไขปัญหามหาปัญหาแก่อุบาสก อุบาสกชาวกชังคละนำคำถามเดียวกันเรื่องปัญหา-อุเทศ-ไวยากรณ์ ๑ ถึง ๑๐ ไปถามกชังคลาภิกษุณี ท่านอธิบายโดยผูกแต่ละจำนวนกับหมวดธรรมคนละชุดจากพระสูตรก่อน เช่น ๔ คือสติปัฏฐาน ๕ คืออินทรีย์ ๗ คือโพชฌงค์ ๘ คืออริยมรรค เมื่อนำไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสสรรเสริญว่ากชังคลาภิกษุณีเป็นบัณฑิตมีปัญญามาก และคำตอบของท่านตรงกับที่พระองค์จะทรงพยากรณ์เอง แสดงว่าเนื้อความเดียวกันอธิบายได้หลายแง่มุม
  27. 页 108–116 ปฐมโกสลสูตร: ความไม่เที่ยงแม้ในสิ่งที่เลิศที่สุด พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าแม้พระเจ้าปเสนทิโกศลผู้เลิศในแคว้น ท้าวมหาพรหมผู้เลิศในพันโลกธาตุ เทพอาภัสสระผู้เลิศเมื่อโลกพินาศ กสิณ อภิภายตนะ ๘ (พรรณนาสีเขียวเหลืองแดงขาวอย่างวิจิตร) ปฏิปทา ๔ สัญญา ๔ ทิฏฐิ และวาทะสมณพราหมณ์เรื่องความหมดจดสูงสุด ล้วนแปรปรวนไม่เที่ยง อริยสาวกจึงหน่ายคลายกำหนัดได้ ท้ายสูตรทรงยืนยันว่าพระองค์บัญญัติความกำหนดรู้กาม รูป เวทนา และอนุปาทาปรินิพพานจริง แก้คำกล่าวตู่ของสมณพราหมณ์ภายนอก อรรถกถาเผยว่าตรัสเพื่อระงับภิกษุ ๕๐๐ รูปที่คิดจะสึก
  28. 页 117–120 ทุติยโกสลสูตร: พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงนอบน้อมพระพุทธเจ้า (เริ่มเรื่อง) พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จกลับจากชนะสงคราม เสด็จเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าถึงพระวิหาร ทรงซบพระเศียรจุ๊บพระบาททั้งสองด้วยความกตัญญูกตเวที ประกาศพระนามซ้ำด้วยความปีติ เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถามเหตุผล พระองค์ทรงเริ่มไล่เรียงเหตุแห่งความเลื่อมใส ได้แก่ พระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติเพื่อประโยชน์ชนหมู่มาก มีศีลบริสุทธิ์ ถือการอยู่ป่า สันโดษ เป็นนาบุญของโลก ทรงแสดงกถาขัดเกลากิเลสได้ง่าย ทรงได้ฌาน ๔ ทรงระลึกชาติได้มาก และมีทิพยจักษุ (เนื้อหายังไม่จบ ต่อในหน้าถัดไป)
  29. 页 121 จบอรรถกถาปฐมโกสลสูตร และทุติยโกสลสูตร: พระเจ้าปเสนทิโกศลถวายบังคม ท้ายอรรถกถาปฐมโกสลสูตรอธิบายว่าแม้ภาวะอันเลิศที่สุดก็ไม่เที่ยง จึงควรคลายกำหนัด ตามด้วยทุติยโกสลสูตร: พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จกลับจากชนะศึก เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าอย่างนอบน้อมที่สุด ซบและจุ๊บพระบาท แล้วกราบทูลเหตุผล 10 ประการที่ทรงเคารพเลื่อมใส เช่น ทรงบำเพ็ญประโยชน์แก่มหาชน มีศีล อยู่ป่า สันโดษ ทรงฌาน ระลึกชาติได้ มีทิพยจักษุ และบรรลุเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ แสดงความกตัญญูของกษัตริย์ต่อพระศาสดา
  30. 页 122–125 อรรถกถาทุติยโกสลสูตร: เหตุที่พระเจ้าปเสนทิโกศลกตัญญู จบมหาวรรคที่ ๓ อรรถกถาทุติยโกสลสูตรอธิบายเบื้องหลังว่าพระเจ้าปเสนทิโกศลเคยอ้วนเสวยข้าวมากจนพระพุทธเจ้าประทานโอวาทเป็นคาถาสอนให้รู้ประมาณในโภชนะ ทรงลดอาหารทีละน้อยจนพระวรกายเบาสบาย เป็นที่มาของความกตัญญู อีกทั้งอธิบายเหตุการณ์พระเจ้าปเสนทิโกศลรบชนะพระเจ้าอชาตศัตรูแย่งหมู่บ้านกาสีคาม จบด้วยการจบมหาวรรคที่ ๓ และรายชื่อพระสูตรทั้ง 10 สูตรในวรรคนี้
  31. 页 126–130 ปฐมอุปาลิสูตร: อำนาจประโยชน์ 10 ประการในการบัญญัติสิกขาบท พระอุบาลีทูลถามเหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทและแสดงปาติโมกข์ พระองค์ตรัสอำนาจประโยชน์ 10 ประการ เช่น เพื่อความตั้งมั่นของสงฆ์ ข่มคนหน้าด้าน คุ้มครองผู้มีศีลเป็นที่รัก ป้องกันอาสวะทั้งปัจจุบันและอนาคต สร้างศรัทธาแก่ผู้ยังไม่เลื่อมใสและเพิ่มศรัทธาแก่ผู้เลื่อมใสแล้ว ธำรงพระสัทธรรมและอนุเคราะห์พระวินัย อรรถกถาอธิบายความหมายแต่ละข้ออย่างละเอียด
  32. 页 131–135 ทุติยอุปาลิสูตร อุพพาหสูตร อุปสัมปทาสูตร สามเณรสูตร: คุณสมบัติภิกษุผู้ปกครอง ทุติยอุปาลิสูตรว่าด้วยเหตุ 10 ประการที่ต้องหยุดสวดปาติโมกข์ เช่น มีผู้ต้องปาราชิกนั่งในที่ประชุม ตามด้วยอุพพาหสูตรว่าด้วยคุณสมบัติภิกษุที่สงฆ์พึงแต่งตั้งให้ระงับอธิกรณ์ อุปสัมปทาสูตรและสามเณรสูตรว่าด้วยคุณสมบัติภิกษุผู้ให้อุปสมบทหรือดูแลสามเณร ต้องมีศีล เป็นพหูสูต จำปาติโมกข์ได้ และสามารถดูแลผู้ป่วยและอบรมศีล สมาธิ ปัญญาแก่ศิษย์ได้
  33. 页 136–140 อุปาลิสังฆเภทสูตร อุปาลิสามัคคีสูตร อานันทสังฆเภทสูตร: เหตุสงฆ์แตกและผลกรรม อุปาลิสังฆเภทสูตรและอุปาลิสามัคคีสูตรว่าด้วยวัตถุ 10 ประการที่ทำให้สงฆ์แตกกันหรือสามัคคีกัน คือการแสดงธรรม-วินัยผิดหรือถูกจากที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ตามด้วยอานันทสังฆเภทสูตรและอานันทสังฆสามัคคีสูตร พระอานนท์ทูลถามผลกรรมของผู้ทำลายสงฆ์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ทำลายสงฆ์ที่พร้อมเพรียงย่อมไหม้ในนรกตลอดกัป ส่วนผู้สมานสงฆ์ให้สามัคคีย่อมได้บันเทิงในสวรรค์ตลอดกัป
  34. 页 141–146 วิวาทสูตร วิวาทมูลสูตร กุสินาราสูตร: มูลเหตุวิวาทและการโจทผู้อื่นโดยธรรม วิวาทสูตร ปฐมวิวาทมูลสูตร และทุติยวิวาทมูลสูตรว่าด้วยมูลเหตุแห่งการทะเลาะวิวาทในสงฆ์ 10 ประการ ทั้งจากการแสดงธรรมวินัยผิดและจากการตัดสินอาบัติผิด ตามด้วยกุสินาราสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงสอนภิกษุผู้จะกล่าวโทษผู้อื่นว่าต้องพิจารณาตนเองก่อน 5 ข้อ (ความบริสุทธิ์ทางกายวาจา มีเมตตา เป็นพหูสูต) และต้องตั้งธรรม 5 ข้อไว้ในใจ เช่น พูดถูกกาล พูดจริง พูดอ่อนหวาน มีประโยชน์ และมีเมตตาจิต
  35. 页 147–150 ปเวสนสูตร: โทษ 10 ประการของภิกษุที่เข้าไปในพระราชวังชั้นใน ปเวสนสูตรว่าด้วยโทษ 10 ประการของภิกษุที่เข้าไปในพระราชวังชั้นใน เช่น ถูกสงสัยว่าลอบมีสัมพันธ์กับพระมเหสี ถูกกล่าวหาว่าเป็นเหตุให้พระมเหสีตั้งครรภ์ ถูกสงสัยเมื่อของหายหรือความลับรั่วไหล หรือเมื่อมีการแต่งตั้งตำแหน่งที่ไม่เป็นธรรม สะท้อนความละเอียดอ่อนของความสัมพันธ์ระหว่างสงฆ์กับราชสำนักในสมัยพุทธกาล
  36. 页 151–155 สักกสูตร: พระพุทธเจ้าตักเตือนชาวสักกะให้รักษาอุโบสถศีลเป็นนิตย์ สักกสูตร พระพุทธเจ้าทรงตักเตือนอุบาสกชาวสักกะที่รักษาอุโบสถศีล 8 ไม่สม่ำเสมอ ทรงเปรียบเทียบว่าแม้จะสะสมทรัพย์ได้มากมายก็ไม่อาจให้ความสุขเท่าการปฏิบัติธรรมเพียงช่วงสั้นๆ ผู้ปฏิบัติตามคำสอนแม้เพียงคืนเดียววันเดียวก็อาจได้เสวยสุขนับร้อยนับพันปีและบรรลุเป็นโสดาบันได้ อุบาสกจึงรับปากจะรักษาอุโบสถศีลตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไป
  37. 页 156–157 มหาลิสูตร: เหตุแห่งบาปกรรมและกัลยาณกรรม มหาลิสูตร กษัตริย์ลิจฉวีพระนามมหาลีทูลถามเหตุแห่งการทำบาปและกัลยาณกรรม พระพุทธเจ้าตรัสว่าโลภะ โทสะ โมหะ และอโยนิโสมนสิการ (จิตตั้งไว้ผิด) เป็นเหตุแห่งบาปกรรม ส่วนอโลภะ อโทสะ อโมหะ และโยนิโสมนสิการ (จิตตั้งไว้ชอบ) เป็นเหตุแห่งกัลยาณกรรม ธรรม 10 ประการนี้เป็นรากฐานที่ทำให้เกิดความประพฤติทั้งฝ่ายอธรรมและฝ่ายธรรมในโลก
  38. 页 158–162 อภิณหปัจจเวกขณธรรมสูตร: ธรรม 10 ประการที่บรรพชิตพึงพิจารณาเนืองๆ อภิณหปัจจเวกขณธรรมสูตร ธรรม 10 ประการที่บรรพชิตพึงพิจารณาเนืองๆ เป็นบทที่รู้จักกันดี ได้แก่ ตนมีเพศต่างจากคฤหัสถ์ เลี้ยงชีพด้วยผู้อื่น ต้องมีอากัปกิริยาต่างจากคฤหัสถ์ ตรวจสอบตนว่าบกพร่องศีลหรือไม่ เพื่อนพรหมจรรย์ติเตียนได้หรือไม่ ต้องพลัดพรากจากของรักแน่นอน มีกรรมเป็นของตน วันคืนล่วงไปทำอะไรอยู่ ยินดีในที่สงัดหรือไม่ และมีคุณวิเศษพอไม่เก้อเขินเมื่อถูกถาม
  39. 页 163–167 สรีรัฏฐธรรมสูตร และภัณฑนสูตร: ธรรมในสรีระ และเหตุแห่งความสามัคคีของสงฆ์ สรีรัฏฐธรรมสูตรว่าด้วยธรรม 10 ประการที่ตั้งอยู่ในสรีระซึ่งบรรพชิตพึงพิจารณาเนืองๆ เช่น ความหนาว ร้อน หิว กระหาย ปวดอุจจาระปัสสาวะ และความสำรวมกายวาจาอาชีพ ตามด้วยภัณฑนสูตรว่าด้วยธรรม 10 ประการที่ทำให้ภิกษุรักใคร่เคารพกันไม่วิวาทกัน เช่น มีศีล เป็นพหูสูต มีมิตรดี ว่าง่าย ขยันช่วยงานหมู่คณะ ใฝ่ธรรม เพียร สันโดษ มีสติ มีปัญญา ปิดท้ายปฐมปัณณาสก์
  40. 页 168–176 เริ่มทุติยปัณณาสก์: สจิตตสูตร สาริปุตตสูตร ฐิติสูตร อุปมาส่องกระจกดูจิตตน เริ่มทุติยปัณณาสก์ สจิตตวรรคที่ ๑ ด้วยสจิตตสูตรและสาริปุตตสูตรที่ใช้อุปมาการส่องกระจกดูใบหน้าว่ามีฝุ่นละอองหรือไม่ มาสอนภิกษุให้หมั่นพิจารณาจิตตนเองว่ามีอภิชฌา พยาบาท ถีนมิทธะ ฟุ้งซ่าน สงสัย โกรธ จิตเศร้าหมองอยู่มากหรือไม่ หากพบให้เพียรละโดยด่วนดุจดับไฟไหม้ผ้าไหม้ศีรษะ ตามด้วยฐิติสูตรว่าด้วยความเจริญ ความเสื่อม และความตั้งอยู่ของศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา
  41. 页 177–181 สมถสูตรที่ ๔ ว่าด้วยการฉลาดในวาระจิตตน และสิ่งที่ควรเสพ-ไม่ควรเสพ ภิกษุพึงพิจารณาว่าตนได้ความสงบจิตภายใน (สมถะ) และความเห็นแจ้งด้วยปัญญา (วิปัสสนา) แล้วหรือยัง หากขาดสิ่งใดพึงเร่งความเพียรให้ได้ทั้งสอง จากนั้นทรงแสดงหลักแบ่งจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ บ้านนิคม ชนบท และบุคคล ออกเป็น ๒ ฝ่ายคือที่ควรเสพและไม่ควรเสพ โดยดูว่าเมื่อเสพแล้วอกุศลธรรมเจริญหรือกุศลธรรมเจริญเป็นเกณฑ์ตัดสิน
  42. 页 182–185 ปริหานสูตรที่ ๕ พระสารีบุตรแสดงเหตุแห่งความเสื่อมและไม่เสื่อมในธรรม พระสารีบุตรตอบคำถามภิกษุทั้งหลายว่าบุคคลมีธรรมเสื่อมเพราะไม่ฟังธรรมใหม่ ลืมธรรมที่เคยฟัง ธรรมที่เคยเข้าใจเลือนหายไป และไม่รู้ธรรมที่ยังไม่รู้ ส่วนผู้ไม่เสื่อมมีลักษณะตรงข้าม ท่านสอนให้ภิกษุฉลาดในวาระจิตตนเองด้วยอุปมาส่องกระจกดูหน้า พิจารณาคุณธรรม ๑๐ ประการในตนว่ามีหรือไม่ แล้วเพียรทำให้บริบูรณ์
  43. 页 186 ปฐมสัญญาสูตรและทุติยสัญญาสูตร ว่าด้วยสัญญา ๑๐ ประการที่มีผลมาก ทรงแสดงสัญญา (การกำหนดหมายรู้) ๑๐ ประการที่เจริญแล้วมีผลมากหยั่งลงสู่อมตะ ได้แก่ อสุภสัญญา มรณสัญญา อาหาเรปฏิกูลสัญญา อนิจจสัญญา ปหานสัญญา วิราคสัญญา นิโรธสัญญา เป็นต้น สูตรที่สองแสดงชุดสัญญาอีกนัยหนึ่งซึ่งรวมอัฏฐิกสัญญาและสัญญาเกี่ยวกับซากศพระยะต่าง ๆ (ปุฬุวกะ วินีลกะ อุทธุมาตกะ) เพื่อคลายกำหนัดในกาย
  44. 页 187 มูลสูตรที่ ๘ ว่าด้วยธรรมทั้งปวงมีฉันทะเป็นมูล มีนิพพานเป็นที่สุด เมื่อถูกนักบวชนอกศาสนาถามว่าธรรมทั้งปวงมีอะไรเป็นมูล พระพุทธเจ้าทรงสอนภิกษุให้ตอบว่า มีฉันทะเป็นมูล มีมนสิการเป็นแดนเกิด มีผัสสะเป็นเหตุเกิด มีเวทนาเป็นที่ประชุมลง มีสมาธิเป็นประมุข มีสติเป็นใหญ่ มีปัญญาเป็นยิ่ง มีวิมุตติเป็นแก่น มีอมตะเป็นที่หยั่งลง และมีนิพพานเป็นที่สุด
  45. 页 188–190 ปัพพชิตสูตรที่ ๙ จิตของบรรพชิตที่อบรมดีแล้วย่อมได้ผล ๒ อย่าง ทรงสอนให้ภิกษุฝึกจิตด้วยอนิจจสัญญา อนัตตสัญญา อสุภสัญญา อาทีนวสัญญา และสัญญารู้ความเจริญเสื่อมของสัตวโลกและสังขารโลก จนอกุศลธรรมไม่อาจรัดรึงจิตได้ เมื่อจิตอบรมดีเช่นนี้แล้ว ภิกษุพึงหวังผล ๒ อย่างคือ บรรลุอรหัตผลในปัจจุบัน หรือเป็นพระอนาคามีหากยังมีอุปาทานเหลืออยู่
  46. 页 191–196 อาพาธสูตรที่ ๑๐ (คิริมานนทสูตร) ทรงแสดงสัญญา ๑๐ ประการรักษาอาพาธ พระคิริมานนท์อาพาธหนัก พระอานนท์ทูลขอให้เสด็จเยี่ยม แต่พระพุทธเจ้าให้พระอานนท์ไปแสดงสัญญา ๑๐ ประการแทน ได้แก่ อนิจจสัญญา อนัตตสัญญา อสุภสัญญา อาทีนวสัญญา ปหานสัญญา วิราคสัญญา นิโรธสัญญา สัพพโลเกอนภิรตสัญญา สัพพสังขาเรสุอนิจจสัญญา และอานาปานัสสติ เมื่อพระอานนท์นำไปแสดง อาพาธของพระคิริมานนท์ก็สงบระงับโดยพลัน
  47. 页 197–200 ยมกวรรคที่ ๒ อวิชชาสูตรที่ ๑ ลำดับอาหารของอวิชชาและของวิชชาวิมุตติ ทรงแสดงว่าอวิชชามีอาหารหล่อเลี้ยงเป็นลำดับ ตั้งแต่การไม่คบสัตบุรุษ ไม่ฟังสัทธรรม ไม่มีศรัทธา ทำใจไว้ไม่แยบคาย ขาดสติสัมปชัญญะ ไม่สำรวมอินทรีย์ ทุจริต ๓ จนถึงนิวรณ์ ๕ และอวิชชา เปรียบดังฝนเติมเต็มลำธารจนถึงมหาสมุทร ส่วนวิชชาและวิมุตติก็มีอาหารเป็นลำดับตรงข้าม เริ่มจากคบสัตบุรุษไปจนถึงโพชฌงค์ ๗
  48. 页 201–204 ตัณหาสูตรที่ ๒ ลำดับอาหารของภวตัณหา ซ้อนทับกับสายอวิชชา ทรงแสดงทำนองเดียวกับอวิชชาสูตร แต่ต้นทางเป็นภวตัณหาแทน โดยภวตัณหามีอวิชชาเป็นอาหาร อวิชชามีนิวรณ์ ๕ เป็นอาหาร ไล่ลงไปถึงการไม่คบสัตบุรุษเป็นจุดเริ่ม อรรถกถาอธิบายว่าสูตรแรกตรัสวัฏฏะมีอวิชชาเป็นมูล ส่วนสูตรนี้ตรัสวัฏฏะมีตัณหาเป็นมูล แล้วแสดงอาหารของวิชชาและวิมุตติซ้ำอีกครั้งด้วยอุปมาสายน้ำเติมมหาสมุทร
  49. 页 205–206 นิฏฐาสูตรที่ ๓ บุคคล ๑๐ จำพวกผู้เชื่อมั่นในพระตถาคต ผู้ใดเชื่อมั่นในพระพุทธเจ้าล้วนเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ แบ่งเป็น ๕ จำพวกที่บรรลุในโลกนี้ (พระโสดาบัน ๓ ประเภท พระสกทาคามี พระอรหันต์) และอีก ๕ จำพวกที่ละโลกนี้ไปแล้วจึงบรรลุ (พระอนาคามี ๕ ประเภทตามลักษณะการปรินิพพาน) แสดงลำดับขั้นของพระอริยบุคคลตามการบรรลุธรรม
  50. 页 207 อเวจจสูตรที่ ๔ บุคคล ๑๐ จำพวกผู้เลื่อมใสอย่างไม่หวั่นไหวในพระตถาคต เนื้อความคล้ายนิฏฐาสูตร แต่เน้นผู้เลื่อมใสอย่างไม่หวั่นไหว (อเวจจปสาทะ) ว่าเป็นผู้ถึงกระแสนิพพานแล้ว แบ่งเป็น ๕ จำพวกที่เชื่อมั่นสำเร็จในโลกนี้ และ ๕ จำพวกที่ละโลกไปแล้วจึงเชื่อมั่น อรรถกถาอธิบายว่าโสตาปันนะคือผู้ถึงกระแสแห่งอริยมรรค
  51. 页 208 ปฐมสุขสูตรที่ ๕ พระสารีบุตรตอบปริพาชกว่าการเกิดเป็นเหตุแห่งทุกข์ ปริพาชกชื่อสามัณฑกานิถามพระสารีบุตรว่าอะไรเป็นเหตุแห่งสุขและทุกข์ ท่านตอบว่าการเกิดเป็นเหตุแห่งทุกข์ ต้องเผชิญความหนาว ร้อน หิว กระหาย ขับถ่าย ถูกทำร้าย ถูกญาติมิตรโกรธเคือง ส่วนการไม่เกิดเป็นเหตุแห่งสุข อรรถกถาระบุว่าเป็นสุขทุกข์ที่มีวัฏฏะเป็นมูล
  52. 页 209 ทุติยสุขสูตรที่ ๖ พระสารีบุตรตอบว่าความยินดีในธรรมวินัยเป็นเหตุแห่งสุข ปริพาชกคนเดิมถามอีกครั้งในบริบทธรรมวินัย พระสารีบุตรตอบว่าความไม่ยินดีในการประพฤติพรหมจรรย์เป็นเหตุแห่งทุกข์ ไม่ว่าจะเดิน ยืน นั่ง นอน อยู่ในบ้านหรือป่า ส่วนความยินดีเป็นเหตุแห่งสุขในทุกอิริยาบถและสถานที่ อรรถกถาระบุว่าเป็นสุขทุกข์ที่มีศาสนาเป็นมูล
  53. 页 210–215 ปฐมนฬกปานสูตรและทุติยนฬกปานสูตร พระพุทธเจ้าบรรทมให้พระสารีบุตรแสดงธรรม ที่นฬกปานนิคม พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมจนดึก แล้วบรรทมสีหไสยาสน์ให้พระสารีบุตรแสดงธรรมต่อ ท่านสอนว่าผู้ไม่มีศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญา ย่อมเสื่อมในกุศลธรรมดุจพระจันทร์ข้างแรม ส่วนผู้มีคุณธรรมเหล่านี้ย่อมเจริญดุจพระจันทร์ข้างขึ้น พระพุทธเจ้าทรงลุกขึ้นสรรเสริญคำสอนนี้ สูตรที่สองเพิ่มธรรม ๔ ข้อ คือฟัง ทรงจำ พิจารณา และปฏิบัติธรรม
  54. 页 216–220 ปฐมวัตถุกถาสูตรที่ ๙ กถาวัตถุ ๑๐ ประการ ต่างจากดิรัจฉานกถา ภิกษุสนทนาเรื่องพระราชา โจร กองทัพ ฯลฯ (ดิรัจฉานกถา) พระพุทธเจ้าทรงตำหนิว่าไม่สมควร แล้วแสดงกถาวัตถุ ๑๐ ที่ควรสนทนา คือ ความมักน้อย สันโดษ ความสงัด ไม่คลุกคลี ความเพียร ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ อรรถกถาอธิบายละเอียดว่าเรื่องเดียวกันพูดอย่างไรจึงเป็นดิรัจฉานกถาหรือกรรมฐานได้ เช่น ชมความงามพระราชาเป็นดิรัจฉานกถา แต่พูดว่าแม้พระราชาก็ต้องตายเป็นกรรมฐาน
  55. 页 221–222 ทุติยวัตถุกถาสูตรที่ ๑๐ ฐานะที่ควรสรรเสริญ ๑๐ ประการ ปิดท้ายยมกวรรค เนื้อเรื่องเดียวกับสูตรก่อน แต่ทรงแสดงฐานะที่ควรสรรเสริญ ๑๐ ประการ คือ ภิกษุผู้ทั้งตนเองมีคุณธรรมและกล่าวสอนผู้อื่นด้วย ได้แก่ มักน้อย สันโดษ สงัด ไม่คลุกคลี เพียร มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา มีวิมุตติ และมีวิมุตติญาณทัสสนะ ปิดท้ายด้วยรายชื่อพระสูตรทั้ง ๑๐ ในยมกวรรคที่ ๒
  56. 页 223–229 อากังขวรรคที่ ๓ อากังขสูตรที่ ๑ ความปรารถนาที่สำเร็จได้ด้วยศีลสมบูรณ์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าหากภิกษุปรารถนาสิ่งใด เช่น เป็นที่รักของเพื่อนพรหมจารี ได้ปัจจัย ๔ บริบูรณ์ ทานที่ถวายมีผลมาก ญาติที่ตายแล้วระลึกถึงมีอานิสงส์ อดทนต่อความหนาวร้อน ครอบงำภัยและความไม่ยินดี ได้ฌาน ๔ ตามปรารถนา หรือบรรลุเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ พึงทำศีลให้บริบูรณ์ก่อน มีอรรถกถาอธิบายละเอียดยาวถึงความหมายศีลสมบูรณ์และอานิสงส์แต่ละข้อ
  57. 页 230–232 กัณฏกสูตร: ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ (หนามยอก) ๑๐ ประการ ที่ป่ามหาวัน เมืองเวสาลี พระเถระผู้มีชื่อเสียงหลีกไปอยู่โคสิงคสาลวันเพราะเจ้าลิจฉวีมาเฝ้าด้วยเสียงอึกทึก พระพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญและแสดงธรรมที่เป็นปฏิปักษ์กัน ๑๐ คู่ เช่น ความคลุกคลีหมู่คณะเป็นปฏิปักษ์ต่อความสงัด การดูมหรสพเป็นปฏิปักษ์ต่อการสำรวมอินทรีย์ เสียงเป็นปฏิปักษ์ต่อฌานที่ ๑ ไปจนถึงราคะโทสะเป็นปฏิปักษ์กันเอง สรุปว่ามีเพียงพระอรหันต์เท่านั้นที่ปราศจากปฏิปักษ์ทั้งปวงโดยสิ้นเชิง
  58. 页 233–234 อิฏฐสูตร: ธรรม ๑๐ ประการที่น่าปรารถนาแต่หาได้ยาก และเหตุแห่งการได้มา พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ๑๐ อย่างที่น่าปรารถนาแต่หาได้ยากในโลก ได้แก่ โภคทรัพย์ วรรณะ ความไม่มีโรค ศีล พรหมจรรย์ มิตร พหูสูต ปัญญา ธรรม และสัตว์ (อายุยืน) จากนั้นทรงชี้อันตรายที่ขัดขวางแต่ละอย่าง เช่น ความเกียจคร้านเป็นอันตรายต่อโภคทรัพย์ และทรงชี้ "อาหาร" คือเหตุปัจจัยที่ทำให้แต่ละอย่างเจริญขึ้น เช่น ความขยันเป็นอาหารของโภคทรัพย์ การสำรวมอินทรีย์เป็นอาหารของพรหมจรรย์
  59. 页 235 วัฑฒิสูตร: ความเจริญ ๑๐ ประการของอริยสาวก พระพุทธเจ้าตรัสว่าอริยสาวกผู้เจริญด้วยธรรม ๑๐ ประการ คือ นาสวน ทรัพย์ข้าวเปลือก บุตรภรรยา ทาสกรรมกร สัตว์เลี้ยง ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา ชื่อว่าเจริญด้วยความเจริญอันประเสริฐและถือเอาสาระแห่งกายได้ พร้อมคาถาสรุปว่าผู้เจริญด้วยทรัพย์ภายนอกย่อมมีโชคมียศ ส่วนผู้เจริญด้วยศรัทธาศีลสุตะจาคะปัญญาเป็นสัปบุรุษผู้เจริญทั้งสองด้าน
  60. 页 236–244 มิคสาลาสูตร: อย่าตัดสินคติของบุคคลด้วยการเปรียบเทียบภายนอก อุบาสิกามิคสาลาถามพระอานนท์ว่าเหตุใดบิดาของนางผู้ประพฤติพรหมจรรย์กับนายอิสิทัตตะผู้ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ (แต่ยินดีในภรรยาตน) จึงได้คติเสมอกันคือเป็นสกทาคามี พระพุทธเจ้าตรัสตำหนิว่ามิคสาลาโง่เขลา เพราะการหยั่งรู้ความยิ่งหย่อนแห่งอินทรีย์เป็นวิสัยของพระตถาคตเท่านั้น ทรงแสดงบุคคล ๑๐ จำพวกที่ต่างกันด้วยศีล ราคะ โทสะ และการรู้แจ้งวิมุตติ เตือนไม่ให้ถือประมาณตัดสินบุคคลอื่นด้วยตนเอง
  61. 页 245–250 อภัพพสูตร: ห่วงโซ่เหตุปัจจัยที่ต้องละเพื่อพ้นชาติชรามรณะ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเพราะมีชาติ ชรา มรณะอยู่ในโลก พระพุทธเจ้าจึงอุบัติขึ้น แล้วทรงแสดงลำดับธรรมที่ต้องละเป็นชั้นๆ ย้อนกลับไป เริ่มจากราคะโทสะโมหะ สักกายทิฏฐิวิจิกิจฉาสีลัพพตปรามาส การใส่ใจไม่แยบคาย สติหลงลืม ไม่อยากเห็นพระอริยะ ความฟุ้งซ่านทุศีล ไปจนถึงความไม่มีศรัทธาและมิตรชั่ว แสดงว่าธรรมแต่ละชั้นเป็นเงื่อนไขให้ละธรรมชั้นถัดไปได้ ถ้าไม่ละต้นเหตุ ก็ไม่อาจละทุกข์ที่ปลายทางได้
  62. 页 251–252 กากสูตรและนิคันถสูตร: อสัทธรรมของกาและของนิครนถ์ กากสูตรเปรียบภิกษุลามกกับอีกาที่มีสันดานชั่ว ๑๐ อย่าง เช่น มักขจัด คะนอง ทะเยอทะยาน กินจุ หยาบช้า ไม่มีกรุณา สั่งสม เพื่อเตือนให้ภิกษุเห็นโทษของอกุศลจิตที่เทียบได้กับสัตว์ต่ำ ส่วนนิคันถสูตรแสดงอสัทธรรม ๑๐ ของนักบวชนิครนถ์ เช่น ไม่มีศรัทธา ทุศีล ไม่ละอาย ยกตนข่มท่าน ยึดมั่นทิฏฐิของตน เป็นการชี้ข้อบกพร่องของลัทธิอื่นเทียบกับพระธรรมวินัย
  63. 页 253–254 อาฆาตวัตถุสูตรและอาฆาตปฏิวินยสูตร: เหตุแห่งความอาฆาตและอุบายกำจัด สองสูตรคู่กันแสดงวัตถุแห่งความอาฆาต ๑๐ ประการ คือความผูกโกรธต่อผู้ที่เคย กำลัง หรือจักทำสิ่งไม่เป็นประโยชน์แก่ตนหรือคนรัก หรือทำประโยชน์แก่คนที่ไม่ชอบ รวมทั้งความโกรธในที่มิใช่เหตุ จากนั้นแสดงอุบายกำจัดความอาฆาตแต่ละข้อ ด้วยการพิจารณาว่าจะไปเรียกร้องประโยชน์จากบุคคลเช่นนั้นได้อย่างไร เป็นการฝึกใจให้ปล่อยวางความโกรธผูกใจเจ็บอย่างเป็นระบบ จบอากังขวรรคที่ ๓
  64. 页 255–256 วาหุนสูตร: พระตถาคตสลัดออกจากธรรม ๑๐ ประการ เปรียบดังดอกบัวพ้นน้ำ เปิดเถรวรรคที่ ๔ พระวาหุนะทูลถามว่าพระตถาคตมีพระทัยปราศจากแดนกิเลสเพราะสลัดออกจากธรรมใดบ้าง พระพุทธเจ้าตรัสว่าทรงสลัดออกจากรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ชาติ ชรา มรณะ ทุกข์ และกิเลส รวม ๑๐ ประการ แล้วทรงเปรียบพระองค์กับดอกอุบล ดอกปทุม หรือดอกบุณฑริกที่เกิดและเจริญในน้ำแต่ขึ้นพ้นน้ำได้โดยไม่เปรอะเปื้อน
  65. 页 257 อานันทสูตร: ธรรม ๑๐ ประการที่ทำให้ภิกษุเจริญหรือไม่เจริญในธรรมวินัย พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่าภิกษุผู้ไม่มีศรัทธา ทุศีล สดับน้อย ว่ายาก มีมิตรชั่ว เกียจคร้าน มีสติเลอะเลือน ไม่สันโดษ มีความปรารถนาลามก และมีความเห็นผิด ย่อมไม่อาจเจริญงอกงามในธรรมวินัยได้ ในทางตรงข้าม ภิกษุผู้มีศรัทธา มีศีล เป็นพหูสูต มีมิตรดี ปรารภความเพียร มีสติตั้งมั่น สันโดษ มักน้อย และมีความเห็นชอบ ย่อมถึงความเจริญไพบูลย์ได้แน่นอน
  66. 页 258–259 ปุณณิยสูตร: เหตุที่พระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าแจ่มแจ้งหรือไม่แจ่มแจ้ง พระปุณณิยะทูลถามเหตุที่พระธรรมเทศนาบางครั้งแจ่มแจ้งบางครั้งไม่แจ่มแจ้งแก่พระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่าขึ้นอยู่กับว่าภิกษุมีศรัทธา เข้าไปหา นั่งใกล้ สอบถาม ตั้งใจฟัง จดจำ พิจารณาเนื้อความ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม มีวาจาไพเราะ และชี้แจงให้เพื่อนพรหมจารีเห็นแจ้งครบทั้ง ๑๐ ข้อหรือไม่ หากขาดข้อใดข้อหนึ่ง เทศนาก็จะยังไม่แจ่มแจ้งเต็มที่
  67. 页 260–262 พยากรณสูตร: อุปมาขุดหาทรัพย์ กับภิกษุที่พยากรณ์อรหัตผลด้วยความสำคัญผิด พระมหาโมคคัลลานะแสดงว่าภิกษุที่พยากรณ์อรหัตผลโดยยังมีกิเลสซ่อนเร้น เช่น มักโกรธ ผูกโกรธ ลบหลู่ ตีเสมอ ริษยา ตระหนี่ โอ้อวด มีมารยา และมีสติหลงลืม เมื่อพระตถาคตหรือสาวกไล่เลียงถามจิตย่อมเปิดเผยความไม่จริง เปรียบด้วยนิทานสหายที่ถูกหลอกให้ขุดหาทรัพย์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ไม่พบ สุดท้ายยอมรับว่าตนเองฟุ้งซ่านพูดพล่อยไปเอง สื่อถึงอันตรายของการอวดอ้างคุณวิเศษเกินจริง
  68. 页 263–266 กัตถีสูตร: ภิกษุโอ้อวดการได้ฌานสมาบัติแต่ศีลไม่บริสุทธิ์ พระมหาจุนทะแสดงว่าภิกษุที่โอ้อวดการเข้าออกฌานทั้ง ๘ และสัญญาเวทยิตนิโรธ แต่แท้จริงศีลขาดทะลุด่างพร้อย ไม่มีศรัทธา สดับน้อย ว่ายาก มีมิตรชั่ว เกียจคร้าน สติหลงลืม หลอกลวง เลี้ยงยาก ปัญญาทราม เมื่อถูกพระตถาคตหรือสาวกไล่เลียงถามจิตย่อมถูกจับได้ว่าไม่จริง ต้องละธรรมเสื่อม ๑๐ ประการนี้จึงจะเจริญในธรรมวินัยได้
  69. 页 267–269 อัญญสูตร: พยากรณ์อรหัตผลด้วยความสำคัญผิด (อธิมานะ) พระมหากัสสปะแสดงกรณีภิกษุพยากรณ์อรหัตผลด้วยความสำคัญผิดว่าตนบรรลุแล้วทั้งที่ยังไม่บรรลุจริง เพราะมีสุตะมากแต่ยังมีอภิชฌา พยาบาท ถีนมิทธะ ฟุ้งซ่าน สงสัย ชอบการงาน ชอบคุย ชอบนอน ชอบคลุกคลีหมู่คณะ และสติหลงลืม เมื่อพระตถาคตหรือสาวกไล่เลียงถามจิตย่อมพบว่าเป็นความเข้าใจผิด ไม่ใช่การอวดอ้างเจตนา
  70. 页 270–276 อธิกรณสูตร: ภิกษุก่อความแตกแยกหรือความสามัคคีในหมู่สงฆ์ ปรารภพระกาฬกภิกษุ พระพุทธเจ้าแสดงธรรม ๑๐ คู่ที่ทำให้ภิกษุเป็นที่รักหรือไม่เป็นที่รักของหมู่คณะ เช่น ก่ออธิกรณ์หรือสรรเสริญการระงับอธิกรณ์ โอ้อวดหรือไม่โอ้อวด มีมายาหรือไม่มีมายา ทรงเปรียบภิกษุที่ยังมีกิเลสแต่อยากให้ผู้อื่นเคารพกับม้าโง่เขลาที่อยากได้รับเลี้ยงอย่างม้าอาชาไนยทั้งที่ยังโกงและไม่ตรง ซึ่งไม่มีใครยกย่องเพราะเห็นข้อบกพร่องที่ยังละไม่ได้
  71. 页 277 พยสนสูตร: โทษ ๑๐ ประการของภิกษุที่ด่าว่าตำหนิพระอริยะ พระพุทธเจ้าตรัสว่าภิกษุที่ด่าบริภาษเพื่อนพรหมจารีและกล่าวโทษพระอริยะ ย่อมต้องถึงความพินาศอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๑๐ อย่างแน่นอน เช่น ไม่บรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เสื่อมจากธรรมที่บรรลุแล้ว ต้องอาบัติเศร้าหมอง เป็นบ้า ป่วยหนัก หลงตายและตกอบายทุคติวินิบาตนรก เป็นการเตือนถึงวิบากกรรมร้ายแรงของวจีทุจริตต่อผู้ทรงคุณธรรม
  72. 页 278–282 โกกาลิกสูตร: โกกาลิกะกล่าวหาพระสารีบุตร-โมคคัลลานะ ตายตกปทุมนรก พระโกกาลิกะกราบทูลกล่าวหาพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะว่ามีความปรารถนาลามกถึง ๓ ครั้ง แม้พระพุทธเจ้าทรงห้ามก็ไม่ฟัง เมื่อลุกจากที่ประทับไม่นานก็เกิดตุ่มทั่วตัวจนแตกเป็นหนองตายไปเกิดในปทุมนรก ตุทิพรหมมาเตือนแต่โกกาลิกะไม่เชื่อ พระพุทธเจ้าตรัสอุปมาการนับอายุในนรกด้วยเมล็ดงาในเกวียนและหน่วยนับที่ทวีคูณขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงปทุมนรก พร้อมคาถาว่าการกล่าวร้ายพระอริยะมีโทษหนักกว่าการพนันเสียทรัพย์ทั้งหมด
  73. 页 283–287 อรรถกถาโกกาลิกสูตร: เรื่องเดิมความอาฆาตของโกกาลิกะต่อพระอัครสาวก อรรถกถาเล่าเบื้องหลังว่าโกกาลิกะเคยอุปัฏฐากพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะที่จำพรรษาในวิหารของตน แล้วนำเรื่องไปบอกชาวเมืองให้ถวายลาภโดยไม่ได้รับอนุญาต พระเถระปฏิเสธลาภนั้นเพราะได้มาด้วยปยุตตวาจา โกกาลิกะจึงผูกอาฆาตหาว่าท่านเสแสร้งมักน้อย และอธิบายรายละเอียดการนับหน่วยเวลาในนรก (อัพพุทะ นิรัพพุทะ ฯลฯ) พร้อมไขความศัพท์ยากในคาถาของตุทิพรหม
  74. 页 288–289 พลสูตร: กำลัง ๑๐ ประการของพระขีณาสพ (จบเถรวรรคที่ ๔) พระสารีบุตรกราบทูลตอบพระพุทธเจ้าว่าพระขีณาสพ (ผู้สิ้นอาสวะ) มีกำลัง ๑๐ ประการที่ทำให้กล้าปฏิญาณความสิ้นอาสวะ เช่น เห็นสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เห็นกามเหมือนหลุมถ่านไฟ มีจิตน้อมไปในวิเวก เจริญสติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ และมรรคมีองค์ ๘ เป็นสูตรสุดท้ายของเถรวรรคที่ ๔ พร้อมสรุปรายชื่อ ๑๐ สูตรในวรรคนี้
  75. 页 290–296 กามโภคีสูตร: กามโภคีบุคคล ๑๐ จำพวก พระพุทธเจ้าตรัสแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐีถึงคน ๑๐ จำพวกที่แสวงหาและใช้จ่ายทรัพย์ต่างกัน โดยพิจารณา ๓ ด้าน คือ วิธีแสวงหา (ชอบธรรม/ไม่ชอบธรรม) การเลี้ยงตนให้เป็นสุข และการแบ่งปันทำบุญ รวมถึงความยึดติดในทรัพย์ ทรงชี้ว่าผู้แสวงหาโดยชอบธรรม เลี้ยงตนดี แจกจ่ายทำบุญ และไม่หลงติดในโภคทรัพย์ เป็นผู้ประเสริฐสุด เปรียบดังหัวเนยใสที่เลิศกว่านมสดทุกขั้นตอน
  76. 页 297–300 เวรสูตร: อริยสาวกระงับภัยเวร ๕ บรรลุกระแสนิพพาน ทรงแสดงแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐีว่าอริยสาวกที่งดเว้นปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท และการดื่มสุราเมรัย ย่อมระงับภัยเวร ๕ ประการ ประกอบด้วยองค์เครื่องบรรลุกระแสนิพพาน ๔ (ความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยและศีลที่พระอริยะใคร่) และเห็นแจ้งปฏิจจสมุปบาทด้วยปัญญา จึงพยากรณ์ตนเป็นพระโสดาบันได้
  77. 页 301–305 ทิฏฐิสูตร: อนาถบิณฑิกเศรษฐีข่มขี่ปริพาชกเรื่องทิฏฐิ ๖๒ อนาถบิณฑิกเศรษฐีแวะเข้าอารามอัญญเดียรถีย์ปริพาชกระหว่างรอเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ถูกซักถามเรื่องทิฏฐิของพระพุทธเจ้าและของตน ท่านตอบว่าสิ่งใดเกิดจากปัจจัยปรุงแต่งย่อมไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ไม่ควรยึดว่าเป็นตน เมื่อปริพาชกที่ยึดทิฏฐิสุดโต่งต่าง ๆ (โลกเที่ยง/ไม่เที่ยง ฯลฯ) ถูกชี้แจงก็นิ่งอั้น พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญวิธีข่มขี่ด้วยธรรมนี้
  78. 页 306–310 วัชชิยสูตร: ทรงไม่ติเตียนหรือสรรเสริญตบะโดยเด็ดขาด วัชชิยมาหิตคฤหบดีถูกปริพาชกกล่าวหาว่าพระพุทธเจ้าทรงติเตียนตบะและผู้บำเพ็ญตบะทั้งหมด ท่านแก้ว่าพระองค์ทรงติเตียนสิ่งควรติเตียน สรรเสริญสิ่งควรสรรเสริญเท่านั้น พระพุทธเจ้าทรงยืนยันหลักการว่าตบะ การสมาทาน ความเพียร การสละ และความหลุดพ้นใดทำให้กุศลธรรมเสื่อมและอกุศลเจริญ พึงงดเว้น ส่วนที่ทำให้กุศลเจริญพึงบำเพ็ญ ไม่ตัดสินแบบเหมารวม
  79. 页 311–315 อุตติยสูตร: ทรงไม่พยากรณ์ปัญหาทิฏฐิ ๑๐ กับอุปมานครมีประตูเดียว อุตติยปริพาชกทูลถามปัญหาอัพยากตะ ๑๐ (โลกเที่ยง/ไม่เที่ยง ฯลฯ) พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ทุกข้อ เพราะทรงแสดงธรรมเพื่อความรู้ยิ่งและความหมดจดของสัตว์ ไม่ใช่เพื่อพยากรณ์ว่าโลกทั้งหมดจะพ้นทุกข์หรือไม่ พระอานนท์จึงอุปมาด้วยนครชายแดนที่มีประตูเดียวและนายประตูฉลาด แม้ไม่รู้จำนวนสัตว์ที่ผ่านทั้งหมด แต่รู้ว่าทุกตัวต้องผ่านประตูนี้ เช่นเดียวกับพระตถาคตทรงรู้ทางแห่งความหลุดพ้นของทุกผู้ที่หลุดพ้นได้
  80. 页 316–319 โกกนุทสูตร: พระอานนท์ไม่ยึดทิฏฐิใด ๆ แต่รู้แจ้งฐานะแห่งทิฏฐิ โกกนุทปริพาชกพบพระอานนท์ริมแม่น้ำตโปทาหลังสรงน้ำ ซักถามว่ามีทิฏฐิเรื่องโลกเที่ยงหรือไม่เที่ยงเป็นต้นหรือไม่ พระอานนท์ตอบปฏิเสธทุกข้อแต่ยืนยันว่าตนรู้เห็นอยู่ เพราะรู้ทิฏฐิ เหตุแห่งทิฏฐิ ที่ตั้งมั่นและความเพิกถอนทิฏฐิทั้งปวงด้วยปัญญา ไม่ใช่ไม่รู้ไม่เห็น เมื่อทราบว่ากำลังสนทนากับพระอานนท์ โกกนุทปริพาชกจึงขอขมาที่พูดจาโต้ตอบเกินเลย
  81. 页 320–322 อาหุเนยยสูตร: ธรรม ๑๐ ประการที่ทำให้เป็นผู้ควรรับของทำบุญ ทรงแสดงธรรม ๑๐ ประการที่ทำให้ภิกษุเป็นนาบุญของโลก ได้แก่ มีศีล เป็นพหูสูต มีกัลยาณมิตร มีสัมมาทิฏฐิ และอภิญญา ๖ ประการ คือ แสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง มีทิพยโสต กำหนดรู้ใจผู้อื่น ระลึกชาติได้ มีทิพยจักษุเห็นสัตว์เวียนว่ายตามกรรม และทำให้แจ้งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันสิ้นอาสวะ
  82. 页 323 เถรสูตร: ธรรม ๑๐ ประการของพระเถระผู้อยู่สำราญ ทรงแสดงคุณสมบัติ ๑๐ ประการของภิกษุเถระที่จะอยู่ในทิศใดก็สำราญ ได้แก่ รัตตัญญูบวชนาน มีศีล เป็นพหูสูต ทรงจำปาติโมกข์ ฉลาดระงับอธิกรณ์ ใคร่ธรรม สันโดษในปัจจัย ๔ มีอาการน่าเลื่อมใส ได้ฌาน ๔ โดยไม่ยาก และทำให้แจ้งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันสิ้นอาสวะ
  83. 页 324–326 อุปาลิสูตร (๑): พระอุบาลีขอไปอยู่ป่า พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต พระอุบาลีทูลขอไปอยู่เสนาสนะป่าอันสงัด แต่พระพุทธเจ้าตรัสห้าม เพราะผู้ไม่ได้สมาธิยังไปอยู่ป่าจะจมหรือฟุ้งซ่าน ดุจกระต่ายหรือเสือปลาที่ลงห้วงน้ำลึกโดยไม่พิจารณาตัวเอง ต่างจากช้างใหญ่ที่ลงได้อย่างปลอดภัย จากนั้นทรงอุปมาด้วยพัฒนาการของเด็กที่เล่นมูตรคูถ แล้วเล่นของเล่นเด็ก แล้วเสพกามคุณ ๕ เปรียบกับพัฒนาการทางธรรมที่ต้องเป็นไปตามลำดับขั้น
  84. 页 327–335 อุปาลิสูตร (๒): ลำดับการปฏิบัติจากศีลถึงนิโรธสมาบัติ ทรงแสดงลำดับการปฏิบัติของผู้ออกบวชตั้งแต่ถึงพร้อมศีลขันธ์ สำรวมอินทรีย์ มีสติสัมปชัญญะ อยู่เสนาสนะสงัด ละนิวรณ์ ๕ บรรลุฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ จนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธและสิ้นอาสวะ แต่ละขั้นตรัสถามพระอุบาลีว่าดีกว่าขั้นก่อนหรือไม่ อรรถกถาเฉลยว่าจริง ๆ ทรงไม่อนุญาตให้อยู่ป่าเพราะประสงค์ให้พระอุบาลีบำเพ็ญทั้งคันถธุระและวิปัสสนาธุระในหมู่สงฆ์ จนได้เป็นเอตทัคคะฝ่ายวินัย
  85. 页 336 อภัพพสูตร: ธรรม ๑๐ ที่ต้องละจึงทำให้แจ้งอรหัตได้ (จบทุติยปัณณาสก์) ทรงแสดงว่าผู้ยังละราคะ โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปฬาสะ อิสสา มัจฉริยะ และมานะไม่ได้ ย่อมไม่อาจทำให้แจ้งอรหัตผล ต้องละธรรม ๑๐ นี้ให้หมดจึงจะบรรลุได้ เป็นสูตรสุดท้ายของอุบาสกวรรคที่ ๕ และเป็นการจบทุติยปัณณาสก์ (ห้าสิบสูตรที่สอง) ของทสกนิบาต
  86. 页 337–338 สมณสัญญาสูตร: เริ่มตติยปัณณาสก์ สมณสัญญา ๓ ให้ธรรม ๗ บริบูรณ์ เปิดตติยปัณณาสก์ (ห้าสิบสูตรที่สาม) ด้วยสมณสัญญาวรรคที่ ๑ ทรงแสดงว่าสมณสัญญา ๓ ประการ คือ ระลึกว่าตนมีเพศต่างจากคฤหัสถ์ ชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น และมีมรรยาทอื่นที่ควรทำ เมื่อเจริญแล้วย่อมทำให้ธรรม ๗ ประการบริบูรณ์ ได้แก่ ประพฤติในศีลสม่ำเสมอ ไม่โลภมาก ไม่พยาบาท ไม่ถือตัว ใคร่การศึกษา พิจารณาก่อนบริโภคปัจจัย และปรารภความเพียร
  87. 页 339 โพชฌงคสูตร: โพชฌงค์ ๗ ให้วิชชา ๓ บริบูรณ์ ทรงแสดงว่าโพชฌงค์ ๗ ประการ (สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา) เมื่อเจริญทำให้มากแล้ว ย่อมยังวิชชา ๓ ให้บริบูรณ์ คือ ปุพเพนิวาสานุสติญาณ (ระลึกชาติก่อนได้) จุตูปปาตญาณ (เห็นสัตว์ตายเกิดตามกรรมด้วยทิพยจักษุ) และอาสวักขยญาณ (ทำให้แจ้งความสิ้นอาสวะ)
  88. 页 340 มิจฉัตตสูตร: มิจฉัตตะ ๑๐ ทำให้พลาดจากสวรรค์และมรรคผล ทรงแสดงสายโซ่แห่งมิจฉัตตะ ๑๐ ประการ เริ่มจากความเห็นผิดที่ก่อให้เกิดดำริผิด วาจาผิด การงานผิด เลี้ยงชีพผิด พยายามผิด ระลึกผิด ตั้งใจผิด รู้ผิด และหลุดพ้นผิดตามลำดับต่อเนื่องกัน ผู้มีมิจฉัตตะครบวงจรนี้ย่อมพลาดจากทั้งสวรรค์และมรรคผล ไม่มีทางบรรลุได้เลย
  89. 页 341–343 สัมมัตตสูตร: สัมมัตตะ ๑๐ นำสู่สวรรค์และมรรคผล อุปมาพืชดี-พืชขม ตรงข้ามกับมิจฉัตตสูตร ทรงแสดงสัมมัตตะ ๑๐ ที่ต่อเนื่องกันนำไปสู่การบรรลุสวรรค์และมรรคผล แล้วทรงอุปมาว่าเจตนาและการกระทำของผู้มีทิฏฐิชั่วย่อมให้ผลขมเหมือนพืชสะเดาที่แม้ปลูกในดินดีก็ให้รสขม ส่วนผู้มีสัมมาทิฏฐิย่อมให้ผลหวานเหมือนอ้อยหรือข้าวสาลี (หมายเหตุ: หน้า ๓๔๐ มีรหัส HTML แปลกปลอม "</H4" ปนอยู่ในเนื้อหา)
  90. 页 344 อวิชชาวิชชาสูตร: อวิชชาและวิชชาเป็นตัวนำองค์มรรคทั้งสาย แสดงว่าอวิชชาเป็นประธานนำหน้าอกุศลธรรมทั้งปวง ผู้มีอวิชชาไม่เห็นแจ้งย่อมมีมิจฉาทิฏฐิไล่เรียงไปจนถึงมิจฉาวิมุตติตามลำดับ ส่วนวิชชาเป็นประธานนำหน้ากุศลธรรม ผู้มีวิชชาเห็นแจ้งย่อมมีสัมมาทิฏฐิไล่เรียงไปจนถึงสัมมาวิมุตติ พร้อมหิริโอตตัปปะเกิดตามมาด้วย ชี้ให้เห็นว่าความไม่รู้หรือความรู้แจ้งคือจุดตั้งต้นที่กำหนดทิศทางของการปฏิบัติทั้งสายผิดและสายถูก
  91. 页 345–347 นิชชรวัตถุสูตร: เหตุแห่งความเสื่อม ๑๐ ประการเมื่อธรรมถูกละ เมื่อบุคคลมีสัมมาทิฏฐิจนถึงสัมมาวิมุตติเกิดขึ้น มิจฉัตตะฝ่ายตรงข้ามและอกุศลบาปธรรมที่เกิดจากมิจฉัตตะนั้นย่อมเสื่อมไป ส่วนกุศลธรรมย่อมเจริญบริบูรณ์ขึ้นแทน อรรถกถาขยายความละเอียดถึงอินทรีย์ ๖๔ ที่บริบูรณ์ในขณะแห่งมรรคจิตและผลจิตทั้ง ๔ ระดับตั้งแต่โสดาปัตติมรรคจนถึงอรหัตผล แสดงกลไกการเปลี่ยนผ่านจากมิจฉัตตะสู่สัมมัตตะอย่างเป็นระบบ
  92. 页 348–349 โธวนสูตร: การล้างบาปของพระอริยะเทียบกับพิธีล้างกระดูกชาวทักษิณาชนบท พระพุทธเจ้าทรงเล่าธรรมเนียมล้างกระดูกญาติผู้ตายของชาวทักษิณาชนบท ซึ่งมีข้าว น้ำ การฟ้อนขับประโคม แต่ทรงชี้ว่าเป็นของปุถุชนไม่นำไปสู่นิพพาน แล้วทรงแสดง "การล้างของพระอริยะ" ที่แท้จริงคือการล้างความเห็นผิดและองค์มรรคผิดทั้ง ๑๐ ด้วยองค์มรรคที่ถูกต้อง อันนำไปสู่ความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และหลุดพ้นจากความเกิด แก่ ตาย โศกเศร้าโดยแท้จริง
  93. 页 350–352 ติกิจฉสูตร: ยาถ่ายของพระอริยะที่สำเร็จผลแน่นอน เปรียบยาถ่ายของหมอทั่วไปที่บำบัดโรคได้บ้างไม่ได้บ้าง กับ "ยาถ่ายของพระอริยะ" ที่สำเร็จผลอย่างเดียวไม่มีทางเสียผล คือการถ่ายความเห็นผิดและองค์มรรคผิดทั้ง ๑๐ ออกจากใจด้วยองค์มรรคที่ถูกต้อง พร้อมถ่ายอกุศลธรรมที่เกิดตามมาด้วย ทำให้กุศลธรรมเจริญงอกงามและนำไปสู่ความพ้นจากทุกข์ทั้งปวงอย่างสมบูรณ์
  94. 页 353–354 วมนสูตร: ยาสำรอกของพระอริยะ ต่อเนื่องจากอุปมายาถ่าย พระพุทธเจ้าเปรียบยาสำรอกของหมอทั่วไปที่ได้ผลไม่แน่นอน กับ "ยาสำรอกของพระอริยะ" ที่สำเร็จผลแน่นอน คือการสำรอกความเห็นผิดและองค์มรรคผิดทั้ง ๑๐ พร้อมอกุศลธรรมที่เกิดตามออกจากใจด้วยองค์มรรคที่ถูกต้อง เป็นชุดอุปมาทางการแพทย์ที่ต่อเนื่องกันเพื่อให้เห็นภาพการชำระจิตจากมิจฉัตตะอย่างเป็นรูปธรรม
  95. 页 355–358 นิทธมสูตร-อเสขสูตร: ธรรมที่พึงปัดเป่าและธรรมของพระอเสขะ นิทธมสูตรแสดงธรรม ๑๐ ที่พึงปัดเป่าออกจากใจคือมิจฉัตตะทั้งสิบด้วยสัมมัตตะที่ตรงข้าม ต่อด้วยอเสขสูตรที่ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามความหมายคำว่า "พระอเสขะ" พระพุทธเจ้าตรัสว่าคือผู้ประกอบด้วยสัมมัตตะทั้ง ๑๐ อย่างสมบูรณ์ และอเสขธรรมสูตรสรุปรายชื่อธรรมของพระอเสขะอีกครั้ง ปิดท้ายด้วย "จบสมณสัญญาวรรคที่ ๑" ซึ่งรวม ๑๒ สูตร
  96. 页 359–363 ปัจโจโรหณิวรรคที่ ๒: อธรรมสูตรว่าด้วยธรรม-อธรรม ประโยชน์ ขึ้นวรรคใหม่ปัจโจโรหณิวรรคที่ ๒ ด้วยปฐมอธรรมสูตรและทุติยอธรรมสูตร แสดงคู่ธรรมที่บุคคลควรรู้จักคือสิ่งที่ไม่เป็นธรรม สิ่งที่เป็นธรรม สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ และสิ่งที่เป็นประโยชน์ โดยจำแนกมิจฉัตตะสิบเป็นฝ่ายไม่เป็นธรรม/ไม่เป็นประโยชน์ และสัมมัตตะสิบเป็นฝ่ายเป็นธรรม/เป็นประโยชน์ สอนให้รู้แล้วปฏิบัติตามฝ่ายที่เป็นธรรมและเป็นประโยชน์
  97. 页 364–370 ตติยอธรรมสูตร: พระอานนท์จำแนกอรรถแทนพระศาสดา (อุปมาแก่นไม้) พระพุทธเจ้าตรัสหัวข้อธรรมโดยย่อแล้วเสด็จเข้าวิหารโดยไม่ทรงขยายความ เหล่าภิกษุจึงพากันไปขอให้พระอานนท์ช่วยอธิบาย ท่านอุปมาด้วยเรื่องคนแสวงหาแก่นไม้แต่กลับพอใจเพียงกิ่งใบ เตือนให้ไปเข้าเฝ้าพระศาสดาผู้ทรงเป็นเลิศแทนตน แต่เมื่อภิกษุยืนยันขอร้อง ท่านจึงจำแนกอรรถให้ฟัง ภายหลังเมื่อนำไปกราบทูล พระพุทธเจ้าทรงรับรองว่าคำอธิบายของอานนท์ถูกต้องตรงตามพระประสงค์ทุกประการ
  98. 页 371–375 อาชินสูตร: ปริพาชกอาชินะกับความหมายที่แท้จริงของ "บัณฑิต" ปริพาชกชื่ออาชินะทูลอวดว่าพวกของตนเป็นบัณฑิตเพราะคิดวาทะข่มขี่ลัทธิอื่นได้สำเร็จ พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนภิกษุว่าความเป็นบัณฑิตไม่ได้วัดจากการเอาชนะโต้วาทะด้วยเสียงเชียร์ของหมู่คณะ ไม่ว่าจะใช้วาทะที่เป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรมก็ตาม แท้จริงแล้วเหตุแห่งความเป็นบัณฑิตคือการรู้แจ้งและปฏิบัติตามสัมมัตตะสิบประการ ไม่ใช่ชัยชนะในเชิงวาทศิลป์
  99. 页 376–378 สคารวสูตร-โอริมสูตร: "ฝั่งนี้ฝั่งโน้น" มิจฉัตตะและสัมมัตตะกับนิพพาน พราหมณ์สคารวะทูลถามว่าอะไรคือฝั่งนี้อะไรคือฝั่งโน้น พระพุทธเจ้าตรัสว่ามิจฉัตตะสิบเป็นฝั่งนี้ (โลกิยะ) สัมมัตตะสิบเป็นฝั่งโน้น (นิพพาน) พร้อมตรัสคาถาไพเราะว่าคนข้ามถึงฝั่งโน้นมีน้อย ส่วนมากเลาะเลียบอยู่ริมฝั่งเท่านั้น มีเพียงผู้ประพฤติตามธรรมที่ตรัสไว้ดีแล้วจึงข้ามพ้นบ่วงมารถึงนิพพานได้ โอริมสูตรตรัสเนื้อความเดียวกันซ้ำแก่หมู่ภิกษุโดยตรงอีกครั้ง
  100. 页 379–382 ปฐมปัจโจโรหณีสูตร: พราหมณ์ชาณุสโสณีกับพิธีปลงบาปของพระอริยะ พราหมณ์ชาณุสโสณีแต่งกายทำพิธีปลงบาปแบบพราหมณ์ในวันอุโบสถ สนานเกล้า นุ่งผ้าไหมใหม่ นอนบูชาไฟระหว่างกองทราย พระพุทธเจ้าตรัสว่าพิธีปลงบาปของพระอริยะต่างออกไปสิ้นเชิง คือการพิจารณาเห็นว่ามิจฉัตตะสิบให้ผลชั่วทั้งปัจจุบันและภายหน้าแล้วละเสียทีละข้อ พราหมณ์ทูลยอมรับว่าพิธีของตนไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ ของพิธีนี้ และประกาศตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิตในตอนท้าย
  101. 页 383–384 ทุติยปัจโจโรหณีสูตร-ปุพพังคสูตร-อาสวสูตร (จบวรรคที่ ๒) ทุติยปัจโจโรหณีสูตรตรัสเนื้อความพิธีปลงบาปของพระอริยะแก่หมู่ภิกษุโดยตรง ปุพพังคสูตรเปรียบสัมมาทิฏฐิเหมือนแสงเงินแสงทองที่เป็นนิมิตก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น เป็นจุดเริ่มต้นของกุศลธรรมทั้งปวงที่ทำให้องค์มรรคถัดไปเพียงพอสมบูรณ์ตามลำดับ อาสวสูตรสรุปว่าสัมมัตตะสิบเมื่อเจริญทำให้มากย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะ ปิดท้าย "จบปัจโจโรหณิวรรคที่ ๒"
  102. 页 385–390 ปาริสุทธิวรรคที่ ๓: สัมมัตตะสิบเป็นธรรมบริสุทธิ์เฉพาะในสุคตวินัย วรรคใหม่รวมสูตรสั้น ๑๑ สูตรในรูปแบบซ้ำ แสดงว่าสัมมัตตะสิบประการ (สัมมาทิฏฐิถึงสัมมาวิมุตติ) เป็นธรรมบริสุทธิ์ผุดผ่อง เกิดขึ้นได้ มีผลมาก มีอานิสงส์มาก กำจัดราคะโทสะโมหะ เป็นไปเพื่อนิพพานโดยส่วนเดียว โดยย้ำว่าธรรมชุดนี้มีอยู่เฉพาะในธรรมวินัยของพระสุคตเท่านั้น ปิดท้ายด้วยมิจฉัตตสูตรและสัมมัตตสูตรที่สรุปรายชื่อธรรมทั้งสิบทั้งสองฝ่ายอีกครั้งก่อนจบวรรค
  103. 页 391–397 สาธุวรรคที่ ๔: จำแนกมิจฉัตตะ-สัมมัตตะด้วยคู่คำหลากหลาย วรรคที่ ๔ รวมสูตรสั้น ๑๑ สูตรรูปแบบซ้ำเดิม จำแนกมิจฉัตตะสิบและสัมมัตตะสิบด้วยคู่คำต่างๆ ได้แก่ สิ่งดี-ไม่ดี อริยธรรม-อนริยธรรม กุศล-อกุศล ประโยชน์-ไม่เป็นประโยชน์ ธรรม-อธรรม มีอาสวะ-ไม่มีอาสวะ มีโทษ-ไม่มีโทษ เร่าร้อน-ไม่เร่าร้อน สั่งสมกิเลส-ไม่สั่งสมกิเลส และมีทุกข์เป็นกำไร/วิบาก-มีสุขเป็นกำไร/วิบาก ย้ำแง่มุมเดียวกันด้วยชื่อต่างกันเพื่อครอบคลุมทุกมิติของการประเมินค่าทางธรรม
  104. 页 398–403 อริยมรรควรรคที่ ๕: มรรค-มรรคาดำขาว-สัทธรรม จบตติยปัณณาสก์ วรรคสุดท้ายของหมวดนี้มี ๑๐ สูตรในรูปแบบซ้ำเดิม จำแนกมิจฉัตตะและสัมมัตตะเป็นคู่ตรงข้ามอีกหลายชื่อ เช่น อริยมรรค-มิใช่มรรค มรรคาดำ-มรรคาขาว สัทธรรม-อสัทธรรม สัปปุริสธรรม-อสัปปุริสธรรม และธรรมที่ควรเกิด ควรเสพ ควรเจริญ ควรทำให้มาก ควรระลึก ควรทำให้แจ้ง เทียบกับฝ่ายที่ไม่ควร ปิดท้ายวรรคและปิดท้าย "จบตติยปัณณาสก์" (หมวดห้าสิบที่ ๓) ของทสกนิบาตทั้งหมด
  105. 页 404–406 จตุตถปัณณาสก์ ปุคคลวรรคที่ ๑: บุคคลผู้ควรเสพและไม่ควรเสพ เริ่มจตุตถปัณณาสก์ด้วยปุคคลวรรคที่ ๑ แสดงลักษณะบุคคลผู้ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิถึงมิจฉาวิมุตติ ๑๐ ประการ ว่าไม่ควรเสพ ไม่ควรคบ ไม่ควรนั่งใกล้ ไม่ควรบูชา ไม่ควรเคารพ ไม่บริสุทธิ์ ครอบงำมานะไม่ได้ ไม่เจริญปัญญา และย่อมได้บาปมาก เทียบกับบุคคลผู้มีสัมมาทิฏฐิถึงสัมมาวิมุตติซึ่งตรงข้ามทุกประการและได้บุญมาก เป็นการยกตัวบุคคลมาแทนธรรมล้วนๆ ที่กล่าวไว้ก่อนหน้า
  106. 页 407–410 ปัจโจโรหณีสูตร ๑-๒: พิธีปลงบาปของพราหมณ์กับของพระอริยะ เริ่มชาณุสโสณีวรรคที่ ๒ ด้วยปัจโจโรหณีสูตรสองสูตร พราหมณ์ชาณุสโสณีสระเกล้าถือหญ้าคาในวันอุโบสถตามพิธี "ปลงบาป" ของพราหมณ์ (นอนกลางกองทราย บูชาไฟ) พระพุทธเจ้าตรัสว่าพิธีปลงบาปที่แท้จริงในวินัยพระอริยะคือพิจารณาเห็นโทษของอกุศลกรรมบถ ๑๐ แล้วละเว้น พราหมณ์เลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสก สูตรที่ ๒ ทรงแสดงหลักเดียวกันแก่ภิกษุโดยตรง
  107. 页 411–413 สคารวสูตรและโอริมสูตร: ฝั่งนี้ฝั่งโน้น สู่นิพพาน พราหมณ์สคารวทูลถามว่าอะไรคือ "ฝั่งนี้" อะไรคือ "ฝั่งโน้น" พระพุทธเจ้าตรัสว่าอกุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นฝั่งนี้ เจตนางดเว้นเป็นฝั่งโน้น พร้อมพระคาถาไพเราะว่าผู้ข้ามถึงฝั่งโน้นคือนิพพานมีน้อย บัณฑิตพึงละธรรมดำเจริญธรรมขาว ชำระจิตจากเครื่องเศร้าหมองจนสิ้นอาสวะ โอริมสูตรทรงแสดงเนื้อความและคาถาเดียวกันแก่หมู่ภิกษุสงฆ์
  108. 页 414 ปฐมอธรรมสูตร: สิ่งที่เป็นธรรมและเป็นประโยชน์ควรรู้ ปฐมอธรรมสูตร ทรงแสดงว่าบุคคลควรรู้จักสิ่งที่ไม่เป็นธรรม/เป็นธรรม และสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์/เป็นประโยชน์ คืออกุศลกรรมบถ ๑๐ กับเจตนางดเว้นจากอกุศลกรรมบถนั้น เมื่อรู้แจ้งแล้วพึงปฏิบัติตามสิ่งที่เป็นธรรมและเป็นประโยชน์ เป็นการวางกรอบคำสอนสั้นๆ ที่จะขยายความละเอียดในสูตรถัดไป
  109. 页 415–425 ทุติย-ตติยอธรรมสูตร: พระมหากัจจายนะอธิบายธรรม เรื่องเด่นคือพระพุทธเจ้าตรัสอุเทศสั้นๆ เรื่องธรรม/อธรรมแล้วเสด็จเข้าวิหารโดยไม่ทรงขยายความ ภิกษุทั้งหลายจึงไปหาพระมหากัจจายนะ ท่านเปรียบดังคนแสวงหาแก่นไม้ไม่ควรผ่านพระศาสดาไปถามผู้อื่น แต่ก็อนุเคราะห์อธิบายละเอียดยกตัวอย่างอกุศลกรรมบถ ๑๐ ทีละข้อ เมื่อภิกษุนำไปกราบทูล พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่ามหากัจจายนะเป็นบัณฑิตมีปัญญามาก ตติยอธรรมสูตรทรงแสดงเนื้อความเดียวกันแก่ภิกษุโดยตรงแบบเต็มความ
  110. 页 426–427 ติวิธสูตรและสปริกกมนสูตร: รากเหตุอกุศลกรรมและการงดเว้น ติวิธสูตรทรงแสดงว่าอกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ มีเหตุมาจากโลภะ โทสะ หรือโมหะอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ ความสิ้นไปแห่งเหตุกรรมมีได้เพราะสิ้นโลภะโทสะโมหะ ส่วนสปริกกมนสูตรอธิบายว่าการที่ผู้เคยทำอกุศลกรรมบถแต่ละข้องดเว้นได้นั่นเองคือ "การงดเว้น" (ปริกกมนะ) ที่แท้จริงตามความหมายในพระธรรมวินัย
  111. 页 428–435 จุนทสูตร: ความสะอาดที่แท้จริงในวินัยพระอริยะ นายจุนทกัมมารบุตรทูลถามเรื่องความสะอาดตามพิธีของพราหมณ์ปัจฉาภูมิ (จับต้องดิน โคมัยสด หญ้าเขียว บำเรอไฟ ไหว้พระอาทิตย์ ลงน้ำ) พระพุทธเจ้าตรัสว่านั่นไม่ใช่ความสะอาดที่แท้ ความสะอาดจริงคือกาย วาจา ใจ สุจริต ๑๐ ประการ ผู้มีอกุศลกรรมบถแม้ทำพิธีก็ไม่สะอาด ผู้มีกุศลกรรมบถแม้ไม่ทำพิธีก็สะอาด นายจุนทะเลื่อมใสถึงสรณะตลอดชีวิต
  112. 页 436–442 ชาณุสโสณีสูตร: ทานอุทิศแก่ผู้ล่วงลับสำเร็จผลเมื่อใด พราหมณ์ชาณุสโสณีทูลถามว่าทานที่อุทิศแก่ญาติผู้ล่วงลับสำเร็จผลจริงหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าทานสำเร็จเฉพาะแก่ผู้เกิดในเปรตวิสัยเท่านั้น ผู้เกิดในนรก ดิรัจฉาน มนุษย์ หรือเทวโลกไม่ได้รับส่วนนั้น หากญาติผู้ตายไม่อยู่ในภูมิเปรต ญาติอื่นที่อยู่ในภูมินั้นย่อมได้รับแทน และผู้ให้ทานก็ไม่ไร้ผลเสมอไปเพราะได้อานิสงส์เองในภพต่างๆ ตามที่ไปเกิด
  113. 页 443–449 สุนทรวรรคที่ ๓: อกุศล-กุศลกรรมบถในชื่อคู่ธรรม ๑๑ แบบ สุนทรวรรคที่ ๓ (เรียกสาธุวรรคในฉบับพม่า) รวม ๑๑ สูตรสั้นๆ ตั้งชื่อคู่ธรรมต่างกันแต่เนื้อหาเดียวกันคืออกุศลกรรมบถ ๑๐ เทียบกุศลกรรมบถ ๑๐ เช่น สิ่งดี-ไม่ดี อริยธรรม-อนริยธรรม กุศล-อกุศล มีอาสวะ-ไม่มีอาสวะ มีโทษ-ไม่มีโทษ เป็นที่ตั้งความเดือดร้อน-ไม่เป็น มีทุกข์เป็นกำไร-มีสุขเป็นกำไร จบวรรคและมีข้อความ "จบจตุตถปัณณาสก์" ปรากฏที่หน้า ๔๔๘ ทั้งที่ปัณณาสก์นี้ยังไม่จบจริง (จบจริงที่หน้า ๔๕๘)
  114. 页 450–455 เสฏฐวรรคที่ ๔: อกุศล-กุศลกรรมบถซ้ำในชื่อคู่ธรรมแบบวรรค ๑ เสฏฐวรรคที่ ๔ รวม ๑๐ สูตร ย้อนกลับไปใช้คู่ศัพท์แบบวรรคที่ ๑ (อริยมรรค-อนริยมรรค มรรคาดำ-ขาว สัทธรรม-อสัทธรรม สัปปุริสธรรม-อสัปปุริสธรรม ฯลฯ) อธิบายอกุศลกรรมบถ ๑๐ เทียบกุศลกรรมบถ ๑๐ ซ้ำอีกครั้งในรูปแบบย่อโดยใช้ "ฯลฯ" แทนรายการเต็ม ไม่มีอรรถกถาอธิบายเนื่องจากเนื้อความซ้ำกับวรรคก่อนหน้า
  115. 页 456–458 เสวิตัพพาเสวิตัพพวรรคที่ ๕: ปิดท้ายจตุตถปัณณาสก์ เสวิตัพพาเสวิตัพพวรรคที่ ๕ ปิดท้ายจตุตถปัณณาสก์ กลับไปใช้รูปแบบ "บุคคล" เหมือนปุคคลวรรคที่ ๑ คือบุคคลผู้ประกอบด้วยอกุศลกรรมบถ ๑๐ ไม่ควรเสพ ไม่ควรคบ ไม่ควรบูชา ไม่บริสุทธิ์ ครอบงำมานะไม่ได้ ย่อมได้บาปมาก ส่วนบุคคลผู้มีกุศลกรรมบถ ๑๐ ตรงข้ามทุกประการควรเสพและย่อมได้บุญมาก จบวรรคและจบจตุตถปัณณาสก์อย่างสมบูรณ์ที่หน้า ๔๕๘
  116. 页 459–462 ยถาภตสูตร: กรรม ๑๐ ที่นำไปนรกเหมือนของถูกทิ้ง หรือสวรรค์เหมือนของนำไปตั้งไว้ ยถาภตสูตร: พระพุทธเจ้าตรัสว่าบุคคลผู้ทำอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ (ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ส่อเสียด คำหยาบ เพ้อเจ้อ โลภอยากได้ของผู้อื่น พยาบาท เห็นผิด) เมื่อตายย่อมถูกทอดทิ้งในนรกเหมือนของที่เขาทิ้ง ส่วนผู้เว้นขาดจากกรรมบถเหล่านี้และมีความเห็นชอบ ย่อมได้รับเชิญไปประดิษฐานในสวรรค์เหมือนของที่เขานำไปตั้งไว้อย่างมีเกียรติ เป็นสูตรเปิดปัญจมปัณณาสก์
  117. 页 463–465 อรรถกถายถาภตสูตร + มาตุคามสูตร + อุปาสิกาสูตรทั้งสอง (สตรีกับกรรม ๑๐) อรรถกถาสั้นระบุว่าเนื้อความยถาภตสูตรเข้าใจง่าย จากนั้นเป็นสูตรสั้นๆ ซ้ำรูปแบบเดียวกันสามสูตร คือ มาตุคามสูตร (หญิงทั่วไป) ปฐมอุปาสิกาสูตร และทุติยอุปาสิกาสูตร (อุบาสิกา) แสดงว่าสตรีหรืออุบาสิกาผู้ทำ/เว้นอกุศลกรรมบถ ๑๐ ย่อมเข้าถึงนรกหรือสวรรค์เช่นเดียวกับที่กล่าวในยถาภตสูตร และอุบาสิกาผู้มีศีลย่อมแกล้วกล้าครองเรือน ส่วนผู้ทุศีลย่อมไม่แกล้วกล้า
  118. 页 466–470 ธรรมปริยายสูตร: อุปมาสัตว์เลื้อยคลาน คติของผู้มีกรรมคดโกงหรือกรรมตรง ธรรมปริยายสูตร สอนหลักกรรมและผลของกรรมผ่านคำว่า สังสัปปติ (กระเสือกกระสน คดเคี้ยว) ผู้ทำกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมคดโกงย่อมไปเกิดในนรกหรือกำเนิดสัตว์เลื้อยคลานกระเสือกกระสน เช่น งู แมลงป่อง ตะขาบ พังพอน แมว หนู นกเค้าแมว ส่วนผู้มีกรรมสามทางตรงย่อมไปเกิดในสุคติหรือตระกูลสูง เน้นว่าสัตว์เป็นผู้รับผลกรรมของตนเองเสมอ มีอรรถกถาอธิบายศัพท์ต่อท้าย
  119. 页 471–478 ปฐมกรรมสูตร: อุปมาแก้วมณีสี่เหลี่ยม กรรมที่ทำแล้วต้องได้รับผล ปฐมกรรมสูตร: พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์ไม่กล่าวถึงความสิ้นสุดทุกข์แห่งกรรมที่สัตว์ตั้งใจทำ จนกว่าจะได้เสวยผลก่อน ไม่ว่าในชาตินี้ ชาติหน้า หรือชาติต่อๆไป ทรงแจกแจงวิบัติทางกาย ๓ วาจา ๔ ใจ ๓ ที่นำสู่ทุกข์ และสมบัติทางกาย วาจา ใจที่นำสู่สุข พร้อมอุปมาแก้วมณีสี่เหลี่ยมที่โยนขึ้นแล้วตกลงมาตั้งอยู่ตามเหลี่ยมใดเหลี่ยมหนึ่ง เปรียบกับสัตว์ที่ต้องไปเกิดตามกรรมของตน มีอรรถกถาขยายความศัพท์บาลี
  120. 页 479–481 ทุติยกรรมสูตร: ทวนเรื่องกรรมและวิบากโดยย่อ ทุติยกรรมสูตร ทวนเนื้อหาเดียวกับปฐมกรรมสูตรโดยย่อ (ใช้ ฯลฯ แทนรายละเอียดที่ซ้ำ) ว่าพระพุทธเจ้าไม่ทรงกล่าวถึงที่สุดทุกข์แห่งกรรมจนกว่าจะเสวยวิบาก ทรงแสดงวิบัติและสมบัติทางกาย วาจา ใจ ที่นำไปสู่อบายหรือสุคติเช่นเดิม ไม่มีอรรถกถาอธิบายสูตรนี้
  121. 页 482–483 ตติยกรรมสูตร: เมตตา/อุเบกขาเจโตวิมุตติทำให้กรรมเก่าไม่ส่งผล ตติยกรรมสูตร สอนว่าผู้เจริญเมตตาเจโตวิมุตติหรืออุเบกขาเจโตวิมุตติอย่างไพบูลย์ กรรมเล็กน้อยที่เคยทำไว้ในวัยเด็กย่อมไม่เหลือส่งผล เปรียบเหมือนจิตที่ขยายไม่มีประมาณ ทรงสอนว่า กายนี้ไม่มีส่วนใดที่ใครจะพาไปปรโลกได้ บาปกรรมเก่าจึงไม่ติดตามไปเสวยในอัตภาพนี้ การเจริญเมตตา/อุเบกขาเช่นนี้ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นพระอนาคามี
  122. 页 484–488 อรรถกถาปฐมกรรมสูตร + พราหมณสูตร: เหตุแห่งอบายและสุคติ จบปฐมวรรค อรรถกถาสั้นอธิบายศัพท์ปฐมกรรมสูตรต่อ จากนั้นคือพราหมณสูตร: พราหมณ์ทูลถามเหตุที่สัตว์ตายแล้วไปนรกหรือสวรรค์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเพราะประพฤติอธรรม/ไม่สม่ำเสมอทางกาย วาจา ใจ หรือประพฤติธรรม/สม่ำเสมอตามลำดับ พราหมณ์เลื่อมใสขอถึงพระรัตนตรัยเป็นอุบาสกตลอดชีวิต จบปฐมวรรคที่ ๑ พร้อมสรุปรายชื่อ ๙ สูตรในวรรค
  123. 页 489–497 ทุติยวรรคที่ ๒: กรรมบถขยายเป็น ๒๐-๓๐-๔๐ ประการ จบอรรถกถาทสกนิบาต ทุติยวรรคที่ ๒ ขยายหลักอกุศล/กุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นชุดตัวคูณ ๒๐ ๓๐ ๔๐ ประการ โดยเพิ่มมิติ ทำเอง ชักชวนผู้อื่นทำ พอใจในการทำ และกล่าวสรรเสริญการทำ ตามลำดับ ผู้ประกอบด้วยธรรมเหล่านี้ฝ่ายชั่วย่อมถูกทอดทิ้งในนรก ฝ่ายดีย่อมถูกเชิญไปสวรรค์ จบทุติยวรรคที่ ๒ และจบอรรถกถา (มโนรถปูรณี) ของทสกนิบาตทั้งหมด ณ จุดนี้
  124. 页 498–503 ตติยวรรคที่ ๓: พาล-บัณฑิต และธรรมที่ควรเจริญละราคะ จบทสกนิบาตทั้งหมด ตติยวรรคที่ ๓ (ไม่มีอรรถกถาอธิบายอีกต่อไป) ทวนสูตรกรรมบถ ๑๐/๒๐/๓๐/๔๐ ประการในแง่ไปอบายหรือสุคติ และในแง่เป็นพาลหรือบัณฑิต จากนั้นปิดท้ายด้วยธรรม ๑๐ ประการที่ควรเจริญเพื่อรู้ยิ่งและละราคะ โทสะ โมหะ เช่น อสุภสัญญา มรณสัญญา และมรรคมีองค์ ๘ จบปัญจมปัณณาสก์และจบทสกนิบาตทั้งหมดในหน้านี้ จุดสิ้นสุดสำคัญของนิบาตทั้งเล่ม
  125. 页 504–508 เริ่มเอกาทสกนิบาต: กิมัตถิยสูตร สายเหตุปัจจัยจากศีลถึงวิมุตติญาณทัสสนะ เริ่มต้นอังคุตตรนิกาย เอกาทสกนิบาต (หมวดธรรม ๑๑) นิสสายวรรคที่ ๑ กิมัตถิยสูตร: พระอานนท์ทูลถามผลของศีลที่เป็นกุศล พระพุทธเจ้าตรัสลำดับเหตุปัจจัยต่อเนื่อง ศีล-อวิปฏิสาร(ไม่เดือดร้อนใจ)-ปราโมทย์-ปีติ-ปัสสัทธิ-สุข-สมาธิ-ยถาภูตญาณทัสสนะ-นิพพิทา-วิราคะ-วิมุตติญาณทัสสนะ อันเป็นบันไดสู่อรหัตตผล เจตนาสูตรย้ำว่ากระบวนการนี้เกิดขึ้นเองตามธรรมดาไม่ต้องตั้งเจตนา
  126. 页 509–513 อุปนิสาสูตร ๓ สูตร: ต้นไม้กิ่งใบวิบัติหรือสมบูรณ์ อุปมาลำดับธรรม ๑๑ ข้อ ปฐมอุปนิสาสูตร ทุติยอุปนิสาสูตร (พระสารีบุตรแสดง) และตติยอุปนิสาสูตร (พระอานนท์แสดง) ล้วนสอนลำดับธรรม ๑๑ ข้อเดียวกัน (ศีลถึงวิมุตติญาณทัสสนะ) ในทางกลับ คือหากขาดข้อต้นเหตุแห่งข้อถัดไปก็บกพร่อง เปรียบเหมือนต้นไม้กิ่งใบวิบัติทำให้เปลือกกะพี้แก่นไม่บริบูรณ์ แต่หากสมบูรณ์ตั้งแต่ศีลก็ย่อมสมบูรณ์ไปตามลำดับจนถึงวิมุตติญาณทัสสนะ เปรียบต้นไม้ที่กิ่งใบสมบูรณ์
  127. 页 514–515 อารัมภบทอรรถกถานิสสายวรรค และพยสนสูตรที่ ๖ เริ่มภาคอรรถกถา "มโนรถปูรณี" ของเอกาทสกนิบาต นิสสายวรรคที่ ๑ โดยกล่าวว่าสูตรที่ ๑-๕ ก่อนหน้ามีนัยอธิบายไว้แล้วในหนหลัง จากนั้นเข้าสู่พยสนสูตรที่ ๖ ว่าด้วยภิกษุที่ด่าว่าติเตียนเพื่อนพรหมจรรย์และพระอริยเจ้า ย่อมประสบความฉิบหาย ๑๑ อย่าง เช่น ไม่บรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เสื่อมจากธรรมที่บรรลุแล้ว ต้องอาบัติเศร้าหมอง ลาสิกขา เป็นบ้า หรือตายไปเกิดในอบาย พร้อมอรรถกถาสั้นๆ
  128. 页 516–519 สัญญาสูตรที่ ๗ - สัญญาแห่งความสงบเหนือธาตุและอายตนะ พระอานนท์ทูลถามพระพุทธเจ้าว่าภิกษุจะได้สมาธิโดยไม่มีความสำคัญในธาตุ อายตนะ โลกนี้โลกหน้า หรืออารมณ์ที่รับรู้ทั้งปวง แต่ยังคงมีสัญญาอยู่ได้หรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าได้ คือมีสัญญาเพียงว่า "นั่นสงบ นั่นประณีต" อันหมายถึงนิพพาน จากนั้นพระอานนท์นำคำถามเดียวกันไปถามพระสารีบุตรซึ่งตอบตรงกันทุกถ้อยคำ จึงกล่าวสรรเสริญว่าอรรถและพยัญชนะของศาสดากับสาวกเสมอกันไม่ผิดเพี้ยน
  129. 页 520–521 มนสิการสูตรที่ ๘ - การทำไว้ในใจเหนืออารมณ์ทั้งปวง คำถามคำตอบรูปแบบเดียวกับสัญญาสูตร แต่เปลี่ยนประเด็นจาก "ความสำคัญ" เป็น "การกระทำไว้ในใจ" คือภิกษุจะได้สมาธิโดยไม่นึกถึงตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธาตุ อายตนะ หรือโลกนี้โลกหน้าเลย แต่ยังทำไว้ในใจอยู่ได้อย่างไร คำตอบคือทำไว้ในใจเพียงความสงบและนิพพานเท่านั้น อรรถกถาระบุว่านี่คือปัจจเวกขณปัญญา
  130. 页 522–527 อเสขสูตรที่ ๙ - การเพ่งของม้าอาชาไนยกับม้ากระจอก พระพุทธเจ้าสอนพระสันธะให้เพ่งอย่างม้าอาชาไนย ไม่ใช่อย่างม้ากระจอกที่ผูกใกล้รางข้าวเหนียวแล้วเอาแต่คิดถึงข้าวเหนียว เปรียบกับบุรุษที่จิตยังถูกกามราคะและนิวรณ์ครอบงำ วนเวียนเพ่งอาศัยธาตุอายตนะต่างๆ ส่วนม้าอาชาไนยที่ดีย่อมมองเห็นแส้ดุจหนี้สินหรือการจองจำ จึงไม่เพ่งอาศัยสิ่งใดเลยแต่ยังเพ่งอยู่ เทวดาพรหมมนุษย์ต่างนอบน้อมบุรุษอาชาไนยเช่นนี้
  131. 页 528–531 โมรนิวาปนสูตรที่ ๑๐ - ธรรมแห่งความสำเร็จล่วงส่วน และจบนิสสายวรรคที่ ๑ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมชุดต่างๆ ที่ทำให้ภิกษุถึงความสำเร็จล่วงส่วนเหนือเทวดาและมนุษย์ ได้แก่ ศีลขันธ์-สมาธิขันธ์-ปัญญาขันธ์ของพระอเสขะ, ปาฏิหาริย์ ๓, สัมมาทิฏฐิ-สัมมาญาณ-สัมมาวิมุตติ, และวิชชาจรณะ พร้อมยกคาถาสนังกุมารพรหมว่าผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชาจรณะประเสริฐสุด จบพระสูตรนี้เป็นการจบนิสสายวรรคที่ ๑ ซึ่งมี ๑๐ สูตร
  132. 页 532–537 ทุติยวรรคที่ ๒ เริ่มต้น - ปฐมมหานามสูตรที่ ๑ อนุสติ ๖ เจ้าศากยะมหานามะทูลถามพระพุทธเจ้าว่าควรอยู่ด้วยธรรมเครื่องอยู่ใด เมื่อทราบว่าพระองค์จะเสด็จจาริก พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ตั้งมั่นในศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญาก่อน แล้วเจริญอนุสติ ๖ คือระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ศีล จาคะ และเทวดาของตน แต่ละข้อทำให้จิตไม่ถูกราคะโทสะโมหะครอบงำ เกิดปีติ กายสงบ จิตตั้งมั่นเป็นลำดับ
  133. 页 538–541 ทุติยมหานามสูตรที่ ๒ - อนุสติ ๖ ในทุกอิริยาบถ เนื้อหาเกือบซ้ำกับปฐมมหานามสูตร ต่างกันที่บริบทคือเจ้ามหานามะเพิ่งหายประชวรแล้วทูลถามธรรมเครื่องอยู่แบบเดียวกันอีกครั้ง พระพุทธเจ้าทรงสอนอนุสติ ๖ ซ้ำ พร้อมเพิ่มเติมว่าสามารถเจริญอนุสตินี้ได้ในทุกอิริยาบถ ไม่ว่าเดิน ยืน นั่ง นอน ทำงาน หรือแม้อยู่ท่ามกลางพระโอรสธิดา
  134. 页 542–544 นันทิยสูตรที่ ๓ - ธรรม ๑๑ ประการที่ไม่หวนกลับสู่อกุศล เจ้าศากยะนันทิยะทูลถามธรรมเครื่องอยู่เช่นเดียวกัน พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ตั้งอยู่ในธรรม ๖ ก่อน แล้วตั้งสติระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม กัลยาณมิตร จาคะ และเทวดาผู้ก้าวล่วงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นกามาวจร อริยสาวกผู้ประกอบธรรม ๑๑ นี้ย่อมละอกุศลธรรมไม่หวนกลับ เปรียบดังหม้อที่คว่ำแล้วหรือไฟที่ไหม้แล้วไม่ไหม้ซ้ำที่เดิม
  135. 页 545–550 สุภูติสูตรที่ ๔ - ลักษณะ ๑๐ ประการของผู้มีศรัทธา พระสุภูติพาภิกษุหนุ่มชื่อสัทธะ บุตรอนาถบิณฑิกเศรษฐี เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสแสดงลักษณะผู้มีศรัทธา ๑๐ ประการ เช่น มีศีล มีสุตะมาก มีมิตรดี ว่าง่าย ขยันช่วยกิจสงฆ์ รักธรรม เพียร ได้ฌาน ๔ ระลึกชาติได้ มีทิพยจักษุจนถึงวิมุตติ พระสุภูติกราบทูลว่าคุณสมบัติทั้งหมดมีครบในสัทธภิกษุ พระพุทธเจ้าจึงให้พระสุภูติอบรมภิกษุรูปนี้ต่อไป
  136. 页 551–553 เมตตาสูตรที่ ๕ - อานิสงส์เมตตาและเรื่องแม่โคนม พระพุทธเจ้าตรัสอานิสงส์ของการเจริญเมตตาเจโตวิมุตติ ๑๑ ประการ (แม้หัวข้อเขียนว่า ๑๐) เช่น หลับตื่นเป็นสุข ไม่ฝันร้าย เป็นที่รักของมนุษย์อมนุษย์ เทวดารักษา ไฟยาพิษศัสตราวุธไม่กล้ำกราย จิตตั้งมั่นเร็ว หน้าตาผ่องใส ไม่หลงตาย เข้าถึงพรหมโลก อรรถกถาเสริมเรื่องพระเถระอุบาสิกาที่รอดอันตรายด้วยอานุภาพเมตตา และนิทานแม่โคนมที่หอกพรานพลิกไปกระทบตัวเบาๆ เพราะรักลูกแรงกล้า
  137. 页 554–565 ทสมสูตรที่ ๖ - ๑๑ ประตูสู่อมตธรรม ทสมคฤหบดีชาวเมืองอัฏฐกะไปหาพระอานนท์ ทูลถามธรรมข้อเดียวที่ทำให้จิตหลุดพ้นสิ้นอาสวะ พระอานนท์ตอบด้วย ๑๑ ประตูสู่อมตะ คือฌาน ๔ พรหมวิหาร ๔ และอรูปฌาน ๓ ซึ่งเมื่อเจริญแล้วพิจารณาเห็นว่าเป็นสังขารไม่เที่ยง จะนำไปสู่ความสิ้นอาสวะหรือเป็นอนาคามีเกิดในพรหมโลก ทสมคฤหบดีปลื้มใจเปรียบดังพบขุมทรัพย์ ๑๑ ขุมพร้อมกัน จึงถวายจีวรและสร้างวิหารแก่พระอานนท์
  138. 页 566–583 โคปาลกสูตรที่ ๗ - นายโคบาลกับภิกษุผู้เจริญในธรรมวินัย พระพุทธเจ้าเปรียบนายโคบาลผู้ไม่ฉลาด ๑๑ ประการ (ไม่รู้จักรูป ไม่กำจัดไข่ขาง ไม่ปกปิดแผล ฯลฯ) กับภิกษุที่ไม่อาจเจริญงอกงามในธรรมวินัย และนายโคบาลผู้ฉลาดกับภิกษุที่เจริญได้ อรรถกถาขยายความแต่ละข้อเป็นอุปมาคู่ขนานอย่างละเอียด เช่น ไม่รู้จักรูปโคเทียบไม่รู้มหาภูตรูป ไม่ปกปิดแผลเทียบไม่สำรวมอินทรีย์ ไม่บูชาโคจ่าฝูงเทียบไม่เคารพพระเถระ
  139. 页 584–590 สมาธิสูตรที่ ๘-๑๑ และจบทุติยวรรคที่ ๒ ชุดพระสูตรสมาธิ ๔ สูตรซ้ำโครงสร้างคำถามเดียวกับสัญญาสูตรก่อนหน้า คือภิกษุจะได้สมาธิโดยไม่มีความสำคัญในธาตุ อายตนะ โลกนี้โลกหน้า หรืออารมณ์ทั้งปวง แต่ยังมีสัญญาอยู่ได้อย่างไร ถามตอบโดยพระพุทธเจ้าเอง โดยภิกษุหมู่หนึ่ง และโดยพระสารีบุตร คำตอบเดียวกันทุกครั้งคือสัญญาว่านั่นสงบประณีตคือนิพพาน จบวรรคที่ ๒ และจบภาคอรรถกถาหลักของเอกาทสกนิบาต
  140. 页 591–593 พระสูตรนอกปัณณาสก์ และจบเอกาทสกนิบาต (๙,๕๕๗ สูตร) ส่วนเพิ่มเติมที่ไม่จัดเข้าปัณณาสก์ นำอุปมานายโคบาล ๑๑ ประการมาเทียบกับการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ อนัตตา ความสิ้นเสื่อมคลายดับสละคืนในตาหูจมูกลิ้นกายใจและอารมณ์ผัสสะเวทนาทั้งปวง จากนั้นแสดงธรรม ๑๑ (ฌาน ๔ พรหมวิหาร ๔ อรูปฌาน ๓) ที่ควรเจริญเพื่อรู้ยิ่งละราคะโทสะโมหะ ปิดท้ายประกาศว่าอังคุตตรนิกายทั้งหมดมี ๙,๕๕๗ สูตร และจบเอกาทสกนิบาต
  141. 页 594–595 คำสรุปท้ายอรรถกถา - โคลงปิดท้ายของพระพุทธโฆสาจารย์ จบมโนรถปูรณี โคลงปิดท้าย (นิคมนกถา) ของพระพุทธโฆสาจารย์ กล่าวว่าท่านได้รับอาราธนาจากพระโชติปาลเถระและชีวกอุบาสกให้แต่งอรรถกถาอังคุตตรนิกายขณะอยู่ ณ มหาวิหาร ลังกาทวีป ยาวรวม ๙๔ ภาณวารจึงชื่อ "มโนรถปูรณี" รวมกับวิสุทธิมรรค ๕๙ ภาณวาร เป็น ๑๕๓ ภาณวาร มีคำสรรเสริญคุณพระเถระผู้แต่งอย่างวิจิตร ปิดท้ายด้วยคำอวยพรและประกาศจบอรรถกถาอังคุตตรนิกายทั้งเล่มอย่างเป็นทางการ