Minor Texts: Khuddakapāṭha, Dhammapada, Udāna, Itivuttaka, Suttanipāta

MBU Thai Edition · Sutta Piṭaka — The Basket of Discourses · Volume 39 · 359 pages

Summarised by AI from the whole volume (73 topics) — click to jump to where a topic begins.

  1. Page 1 สรณคมน์ในขุททกปาฐะ - บทถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ (บาลี) บาลีต้นฉบับเปิดเล่มขุททกปาฐะ เล่มแรกของขุททกนิกาย เป็นคำเปล่งวาจาถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะซ้ำสามครั้ง ซึ่งใช้เป็นคำนำก่อนการบรรพชาอุปสมบทของสามเณรและภิกษุมาแต่โบราณ ถือเป็นประตูแรกที่ทุกคนต้องกล่าวเมื่อเข้าสู่พระพุทธศาสนา
  2. Page 2–7 ปรมัตถโชติกา: ที่มาของอรรถกถา และขอบเขตของขุททกนิกาย-ขุททกปาฐะ พระอรรถกถาจารย์ปรารภการนอบน้อมพระรัตนตรัยก่อนแต่งอรรถกถาชื่อปรมัตถโชติกา แล้วนิยามว่าขุททกนิกายคือหมวดธรรมเล็กๆ 15 คัมภีร์นอกเหนือพระวินัยและอภิธรรม จากนั้นตั้งคำถาม 5 ข้อวิเคราะห์บทสรณคมน์ว่าใครกล่าว ที่ไหน เมื่อใด เพราะเหตุใด เชื่อมโยงถึงเหตุการณ์พระยสะและสหาย 60 องค์บรรลุอรหัตที่ป่าอิสิปตนะ
  3. Page 8–16 อธิบายความหมายพระพุทธเจ้า การถึงสรณะ และการขาด-ไม่ขาดแห่งสรณคมน์ อธิบายว่า "พุทธะ" หมายถึงผู้ตรัสรู้เองและปลุกสัตว์โลกให้ตื่นจากอวิชชา ด้วยการไขความหลายสิบนัย จากนั้นชี้แจงว่าการถึงสรณะคือจิตเลื่อมใสเคารพจนกำจัดกิเลส ยกตัวอย่างวิธีถึงสรณะของบุคคลจริง เช่น พ่อค้าตปุสสะ-ภัลลิกะ พระมหากัสสปะ ปิดท้ายด้วยหลักว่าสรณะขาดเมื่อหันไปนับถือศาสดาอื่น ผู้มีสรณะไม่ขาดย่อมไม่ตกอบาย
  4. Page 17–21 พระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ลำดับการกล่าวถึง และอุปมาพระรัตนตรัย อธิบายว่าพระธรรมคือมรรคและวิราคะ พระสงฆ์คือผู้บรรลุมรรคผล 4 พร้อมเหตุผลที่กล่าวถึงพุทธ-ธรรม-สงฆ์ตามลำดับนี้ จากนั้นเปรียบพระรัตนตรัยด้วยอุปมาไพเราะกว่า 20 คู่ เช่น พระพุทธเจ้าดุจจันทร์เพ็ญ พระธรรมดุจรัศมี พระสงฆ์ดุจโลกที่อาบแสง หรือพระพุทธเจ้าดุจแพทย์ผู้ฉลาด พระธรรมดุจยา พระสงฆ์ดุจผู้หายโรค
  5. Page 22 สิกขาบท ๑๐ ในขุททกปาฐะ (บาลี) - ศีลสิบสำหรับสามเณร บาลีต้นฉบับสิกขาบท 10 ข้อที่สามเณรพึงสมาทาน ได้แก่ เว้นจากฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดพรหมจรรย์ พูดเท็จ ดื่มของมึนเมา กินอาหารในเวลาวิกาล ฟ้อนรำขับร้องดูมหรสพ แต่งตัวด้วยดอกไม้ของหอม นั่งนอนที่นอนสูงใหญ่ และรับทองเงิน
  6. Page 23–27 ที่มาของสิกขาบท ๑๐ และความหมายทั่วไปของคำว่าเวรมณี-สิกขาบท เล่าที่มาสิกขาบท 10 ข้อที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้สามเณรศึกษา เมื่อครั้งพระราหุลบรรพชาที่กรุงสาวัตถี หลังสามเณรสงสัยว่าตนต้องศึกษาสิกขาบทกี่ข้อ พร้อมไขความคำว่า "เวรมณี" (เจตนางดเว้น) และ "สิกขาบท" ทั้งโดยพยัญชนะและอรรถะ รวมถึงระบุข้อที่ทั่วไปกับอุบาสกและข้อที่เฉพาะสามเณรเท่านั้น
  7. Page 28–40 วิเคราะห์ ๕ สิกขาบทแรก: ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ผิดพรหมจรรย์ พูดเท็จ ดื่มสุรา วิเคราะห์ศีล 5 ข้อแรกอย่างละเอียดทีละแง่มุม เช่น องค์ประกอบความผิด (ปาณาติบาตต้องมีสัตว์มีชีวิต รู้ว่ามีชีวิต จิตคิดฆ่า พยายาม และตายจริง) ประเภทของประโยคการกระทำ มูลเหตุคือโลภะโทสะโมหะ และปิดท้ายด้วยผลบุญของการรักษาแต่ละข้อ เช่น เว้นฆ่าสัตว์ได้รูปงามอายุยืน เว้นลักทรัพย์ได้ทรัพย์มั่งคั่งไม่ถูกแบ่งด้วยภัย
  8. Page 41–46 วิเคราะห์ ๕ สิกขาบทหลัง และระดับการสมาทานศีลอย่างเลว-กลาง-ประณีต นำวิธีวิเคราะห์แบบเดียวกับศีล 5 ข้อแรกมาใช้กับสิกขาบทหลัง 5 ข้อ คือ กินผิดเวลา ดูมหรสพ แต่งตัวด้วยดอกไม้ของหอม นอนที่นอนสูงใหญ่ และรับเงินทอง พร้อมไขศัพท์เฉพาะแต่ละข้อ ปิดท้ายด้วยการแบ่งระดับการสมาทานศีลเป็นอย่างเลว กลาง หรือประณีต ตามกำลังฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา และปัญญาที่ประกอบ
  9. Page 47 ทวัตติงสาการในขุททกปาฐะ (บาลี) - อาการ ๓๒ ในร่างกาย บาลีต้นฉบับบทพิจารณาอาการ 32 ในร่างกาย ไล่เรียงตั้งแต่ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ไปจนถึงมันในกระดูกและเยื่อมันสมอง ใช้เป็นบทตั้งต้นของกรรมฐานกายคตาสติเพื่อพิจารณาความไม่งามของร่างกายตนเอง
  10. Page 48–53 อรรถกถาทวัตติงสาการ: คุณของกายคตาสติ และการเตรียมตัวเจริญอสุภกรรมฐาน สรรเสริญกายคตาสติว่าเป็นกรรมฐานที่ไม่เคยมีนอกพุทธกาล ให้ผลถึงความสลดใจและวิมุตติ อธิบายลำดับการเจริญ 14 หมวดในพระสูตร จากนั้นสอนขั้นเตรียมตัวของผู้ปฏิบัติ ตั้งแต่ตัดกังวล 10 ประการ หาอาจารย์ผู้ให้กรรมฐาน จนถึงเลือกที่อยู่ปฏิบัติ โดยเว้นอาวาส 18 ประเภทที่ไม่เกื้อกูล และเลือกเสนาสนะที่มีองค์ 5 เหมาะสม
  11. Page 54–63 เจริญอสุภกรรมฐานทีละอวัยวะ: ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก สอนวิธีพิจารณาอวัยวะแต่ละส่วนตามหลัก 5 แง่มุม คือ สี รูปร่าง ทิศ ที่ตั้ง และขอบเขต พร้อมอุปมาเทียบแต่ละส่วนกับของใกล้ตัวให้จำง่าย เช่น ผมเหมือนหญ้าบนจอมปลวกที่ต่างไม่รู้จักกัน ฟันเหมือนเสาปักในหิน หนังเหมือนหีบหุ้มด้วยหนังสด เพื่อให้เห็นว่าร่างกายไม่ใช่สัตว์บุคคล เนื้อหายังไม่จบ ต่อเนื่องถึงกระดูกในหน้าถัดไป
  12. Page 64–67 กำหนดกระดูก 300 ชิ้น และเยื่อในกระดูก ระบุจำนวนกระดูกแต่ละส่วนอย่างละเอียด ทั้งมือ เท้า สันหลัง ซี่โครง กะโหลกศีรษะ พร้อมเปรียบรูปร่างกระดูกแต่ละชิ้นกับวัตถุต่างๆ อธิบายว่ากระดูกแต่ละชิ้นตั้งรับกันโดยไม่รู้จักกัน เหมือนอิฐที่ก่อซ้อนกัน มีคาถาสอนให้เห็นร่างกระดูกเป็นของเน่าไม่ควรยึดถือ แล้วต่อด้วยเยื่อในกระดูกที่มีรูปร่างคล้ายหน่อหวายสอดในกระบอกไม้ไผ่
  13. Page 68–72 อวัยวะภายใน: ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด อธิบายสี รูปร่าง และตำแหน่งของไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม และปอด แต่ละอย่างเปรียบเทียบกับสิ่งของในชีวิตประจำวัน เช่น หัวใจเหมือนดอกบัวตูมคว่ำ ตับเหมือนดอกทองหลาง ปอดเหมือนขนมตัดไม่เรียบ พร้อมย้ำหลักเดิมว่าอวัยวะเหล่านี้ไม่รู้จักกันเอง ไม่มีเจตนา ไม่ใช่ตัวตนของใคร
  14. Page 73–75 ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ และอาหารเก่า พรรณนาไส้ใหญ่ที่ขดเป็น 21 ขดยาวหลายศอก ไส้น้อยที่พันไส้ใหญ่ไว้ อาหารใหม่ในกระเพาะที่เต็มไปด้วยหนอน 32 ตระกูลคอยชอนไชและแย่งกินอาหารทุกครั้งที่กลืนกิน เปรียบท้องเหมือนบ่อโสโครกใกล้บ้านคนจัณฑาลที่มีหนอนเกิดจากซากเน่า และอาหารเก่าคืออุจจาระที่ขังอยู่ปลายลำไส้ เพื่อให้เห็นความปฏิกูลของร่างกาย
  15. Page 76–79 มันในสมอง น้ำดี เสลด และหนอง อธิบายมันในสมองที่อยู่ในกะโหลกศีรษะ น้ำดีทั้งสองชนิดคือในถุงและนอกถุงซึ่งเมื่อกำเริบทำให้ตาเหลืองหรือถึงกับคลุ้มคลั่งเสียสติ เสลดในท้องที่ช่วยกลบกลิ่นเหม็น และหนองที่เกิดตามบาดแผลหรือฝีต่างๆ แต่ละอย่างมีสี รูปร่าง และอุปมาเปรียบเทียบเพื่อชี้ว่าไม่ใช่ตัวตน
  16. Page 80–86 เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร พรรณนาของเหลวในร่างกายต่อเนื่องกันหลายชนิด ได้แก่ เลือดขังและเลือดเดิน เหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อที่หล่อลื่นข้อต่อ 180 แห่ง และมูตร แต่ละอย่างระบุลักษณะ ตำแหน่งเกิด และเหตุที่ปรากฏออกมา พร้อมอุปมาว่าของเหลวกับที่อยู่อาศัยต่างไม่รู้จักกันเอง
  17. Page 87–93 วิธีเจริญทวัตติงสาการด้วยมนสิการโกศล 10 ประการ หลังกำหนดครบ 32 ส่วนแล้ว สอนวิธีฝึกจิตให้ชำนาญด้วยมนสิการโกศล 10 ข้อ เช่น ทำตามลำดับ ไม่เร็วไม่ช้าเกินไป ป้องกันความฟุ้งซ่าน ล่วงพ้นบัญญัติ ใช้อุปมาคนขึ้นบันไดและการเดินทางไกล อธิบายว่าธรรม 32 อย่างอาจปรากฏโดยความไม่งาม โดยสี(กสิณ) หรือโดยความว่างเปล่า นำไปสู่ฌานและวิปัสสนาตามจริตของผู้ปฏิบัติ
  18. Page 94–96 ปกิณณกนัยและจบกถาพรรณนาทวัตติงสาการ สรุปวิธีวินิจฉัยทวัตติงสาการโดยนัยเบ็ดเตล็ด 5 ทาง คือ โดยนิมิต ลักษณะ ธาตุ ความว่างเปล่า และขันธ์เป็นต้น ชี้ว่ากายนี้ว่างเปล่าเหมือนกองหญ้าไม้ ไม่มีสัตว์บุคคล ปิดท้ายด้วยคาถาว่าผู้เห็นความเกิดดับแห่งขันธ์ย่อมได้ปีติปราโมชอันเป็นอมตะ จบกถาพรรณนาทวัตติงสาการแห่งอรรถกถาขุททกปาฐะ
  19. Page 97–98 สามเณรปัญหา: ที่มาและบทตั้งคำถาม 10 ข้อ เริ่มอรรถกถาสามเณรปัญหา เล่าเหตุเกิดเรื่องว่าท่านโสปากะบรรลุอรหันต์เมื่ออายุ 7 ขวบ พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้อุปสมบทด้วยการให้ตอบปัญหา 10 ข้อ ตั้งแต่ 'อะไรชื่อว่าหนึ่ง' ถึง 'อะไรชื่อว่าสิบ' พร้อมอธิบายประโยชน์ของการวางบทนี้ต่อจากทวัตติงสาการ เพื่อแสดงมุขแห่งปัญญาภาวนา
  20. Page 99–103 พรรณนาปัญหาข้อ 1-3: อาหาร นามรูป เวทนา อธิบายคำตอบสามข้อแรกของสามเณรปัญหา คือสัตว์ทั้งปวงตั้งอยู่ได้ด้วยอาหาร นามและรูป และเวทนา 3 พร้อมชี้ว่าคำตอบแต่ละข้อโยงถึงการเห็นอนิจจัง ทุกข์ อนัตตา อันเป็นทางแห่งวิสุทธิ และแก้ข้อทักท้วงเรื่องคำว่า 'สัตว์ทั้งปวง' เทียบกับพระบาลีเรื่องอสัญญีสัตว์ที่ไม่มีอาหาร
  21. Page 104–109 พรรณนาปัญหาข้อ 4-6: อริยสัจ ขันธ์ อายตนะ อธิบายคำตอบข้อ 4-6 คืออริยสัจ 4 อุปาทานขันธ์ 5 และอายตนะภายใน 6 พร้อมไขความหมายว่าเหตุใดจึงเรียกว่าอริยสัจหลายนัย และสอนให้พิจารณาอายตนะภายในโดยความเป็นของว่างเปล่าดุจบ้านร้าง เพื่อให้พ้นจากสายตาของมัจจุราชดังฟองน้ำหรือพยับแดด
  22. Page 110–117 พรรณนาปัญหาข้อ 7-10: โพชฌงค์ มรรค สัตตาวาส อรหันต์ อธิบายคำตอบข้อ 7-10 คือโพชฌงค์ 7 อริยมรรคมีองค์ 8 สัตตาวาส 9 (ภูมิที่อยู่ของสัตว์ทั้งหลาย) และคุณสมบัติ 10 ประการของพระอรหันต์ผู้เป็นอเสขะ พร้อมไขความหมายศัพท์แต่ละคำโดยละเอียดและอ้างพระพุทธพจน์รับรองคำตอบของท่านโสปากะทุกข้อ
  23. Page 118–119 มงคลสูตร พระคาถาเต็มของมงคลสูตร เทวดาทูลถามถึงมงคลอันอุดม พระพุทธเจ้าตรัสตอบมงคล 38 ประการ เช่น ไม่คบพาล คบบัณฑิต บูชาผู้ควรบูชา บำรุงมารดาบิดา ให้ทาน มีศีล อดทน ฟังธรรมตามกาล เห็นอริยสัจ จนถึงจิตที่ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม อันเป็นมงคลสูงสุดของเทวดาและมนุษย์
  24. Page 120 อรรถกถามงคลสูตร: เริ่มเรื่องปฐมมหาสังคายนา เริ่มพรรณนาความมงคลสูตร ชี้แจงประโยชน์ที่ยกเป็นบทตั้งต่อจากกุมารปัญหา แล้วเริ่มเล่าประวัติปฐมมหาสังคายนาครั้งแรก ตั้งแต่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน จนพระมหากัสสปะระลึกถึงคำพูดจ้วงจาบของสุภัททะวุฒบรรพชิตที่ดีใจว่าพ้นจากพระบรมศาสดาแล้ว จึงดำริจะทำสังคายนา
  25. Page 121–125 เกริ่นอรรถกถามงคลสูตรและมูลเหตุปฐมสังคายนา: พระมหากัสสปะตัดสินใจสังคายนาหลังพุทธปรินิพพาน เริ่มอรรถกถามงคลสูตรด้วยการชี้ประโยชน์ของบทตั้ง แล้วย้อนเล่าที่มาของนิทานวจนะ เอวมฺเม สุตํ ว่าเป็นคำพระอานนท์กล่าวในการทำปฐมสังคายนา จึงเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่พระมหากัสสปะได้ยินคำติเตียนพระธรรมวินัยของสุภัททะหลังพุทธปรินิพพาน ๗ วัน จึงชวนสงฆ์สังคายนา คัดเลือกพระอรหันต์ ๕๐๐ รูปเว้นที่ไว้ให้พระอานนท์ผู้ยังเป็นเสขะ
  26. Page 126–134 ดำเนินการปฐมสังคายนาที่ราชคฤห์: พระอานนท์บรรลุอรหัตก่อนวันประชุม อุบาลีวิสัชนาวินัย อานนท์วิสัชนาธรรม เล่ารายละเอียดการเดินทางของพระอานนท์ปลอบมหาชนที่สาวัตถี การซ่อมวัดใหญ่ ๑๘ วัดที่ราชคฤห์โดยความช่วยเหลือของพระเจ้าอชาตศัตรู และเหตุการณ์สำคัญคือพระอานนท์บรรลุพระอรหัตในคืนก่อนวันประชุมขณะกำลังจะเอนกายลง โดยไม่อยู่ในอิริยาบถทั้ง ๔ จากนั้นที่ประชุมสงฆ์ให้พระอุบาลีวิสัชนาพระวินัยก่อน แล้วให้พระอานนท์วิสัชนาพระธรรมรวมทั้งนิทานแห่งมงคลสูตร
  27. Page 135–146 ไขความศัพท์เปิดพระสูตร เอวํ เม สุตํ เอกํ สมยํ: นิรุตติและความหมายหลากมิติ อธิบายความหมายของศัพท์เปิดพระสูตรโดยละเอียดตามหลักนิรุตติศาสตร์ เอวํ มีความหมายได้หลายอย่างเช่นเปรียบเทียบ แนะนำ ยกย่อง รับคำ เม มีสามความหมาย(อันเรา/แก่เรา/ของเรา) สุตํ หมายถึงการทรงจำด้วยโสตวิญญาณ และเอกํ สมยํ อธิบายความหมายของสมยศัพท์เก้าแบบ พร้อมเหตุผลที่พระสูตรใช้ทุติยาวิภัตติต่างจากอภิธรรมและวินัยปิฎก แสดงถึงคุณสมบัติของพระอานนท์ในฐานะพหูสูต
  28. Page 147–152 ไขความศัพท์ ภควา: นิรุกติวิเคราะห์พระนามพระพุทธเจ้าโดยพิสดาร อธิบายที่มาของพระนาม ภควา อย่างพิสดาร ว่าเป็นเนมิตตกนามเกิดจากพระคุณมิใช่ผู้ใดตั้งให้ ประมวลความหมายจากภคศัพท์ ๖ นัย(อิสริยะ ธรรมะ ยสะ สิริ กามะ ปยัตตะ) และจากการหักกิเลส การจำแนกธรรม การเสพวิเวก การคายตัณหาในภพทั้งสาม พร้อมคาถาประกอบหลายบท แสดงความสมบูรณ์แห่งพระรูปกายและพระธรรมกายของพระพุทธเจ้า
  29. Page 153–163 ไขความสถานที่และเหตุการณ์เปิดเรื่อง: สาวัตถี เชตวัน อนาถบิณฑิการาม และเทวดาเข้าเฝ้า อธิบายศัพท์ภูมิศาสตร์และบริบทของเรื่อง ชื่อกรุงสาวัตถีที่มีของใช้ทุกอย่างพร้อมสรรพ เชตวันของเจ้าเชตกุมาร อารามที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีซื้อด้วยทรัพย์รวม ๕๔ โกฏิ ความหมายของวิหรติ อภิกฺกนฺต เกวลกปฺปํ แล้วบรรยายฉากเทวดามาเฝ้ายามใกล้รุ่ง เปล่งรัศมีทั่วเชตวัน ยืน ณ ที่ควรส่วนหนึ่งโดยไม่นั่งด้วยเหตุผลสามประการ
  30. Page 164–169 มูลเหตุเกิดมงคลปัญหา: ข้อถกเถียงมงคลลุกลามทั่วหมื่นจักรวาลนาน ๑๒ ปี เล่าเรื่องราวที่มาของคำถามเรื่องมงคล เริ่มจากมนุษย์สามฝ่ายในชมพูทวีปโต้เถียงกันว่าสิ่งที่เห็น(ทิฏฐมังคลิกะ) เสียงที่ได้ยิน(สุตมังคลิกะ) หรือสิ่งที่รู้สึก(มุตมังคลิกะ)เป็นมงคล ความเห็นแตกต่างลุกลามผ่านเทวดาชั้นต่างๆจนถึงพรหมโลกนานถึง ๑๒ ปีเกิดเป็นมงคลโกลาหลหนึ่งในห้าโกลาหล จนท้าวสักกะแนะให้ส่งเทพบุตรไปทูลถามพระพุทธเจ้าโดยตรงแทนการเดาคำตอบกันเอง
  31. Page 170 พรรณนาคาถาแรก พหู เทวา มนุสฺสา จ: เทพบุตรกล่าวคาถาทูลถามมงคลแทนสรรพสัตว์ ไขความคำในคาถาแรกที่เทพบุตรทูลถาม อธิบายเทวา ๓ ประเภท(สมมติ อุปปัตติ วิสุทธิ) มนุษย์ ๔ ทวีป ความหมายของมงคล อจินตยุง โสตถานัง และบรรยายฉากเทวดาจากหมื่นจักรวาลเนรมิตกายละเอียดยืนห้อมล้อมพระพุทธเจ้าเพื่อฟังคำตอบ เทพบุตรจึงกล่าวคาถาถอนความสงสัยของทั้งเทวดาและมนุษย์ที่ไม่ได้มาร่วมประชุม
  32. Page 171–174 ไขความ อเสวนา จ พาลานํ: นิยามคนพาล โทษของการคบพาลด้วยอุปมาปลาเน่าและไฟไหม้เรือน พระพุทธเจ้าตรัสตอบด้วยคาถา อเสวนา จ พาลานํ อธิบายว่าเหตุใดจึงตรัสเรื่องไม่คบพาลก่อนดุจบุรุษฉลาดทางบอกทางที่ควรเลี่ยงก่อน นิยามคนพาลว่าคือผู้ประกอบอกุศลกรรมบถ ยกตัวอย่างเทวทัตและพี่ชายทีฆวิทะที่พาตนเองและผู้อื่นพินาศ เปรียบคนพาลดุจปลาเน่าที่ทำให้ใบไม้ห่อเหม็นไปด้วย และดุจไฟที่ลามไหม้ทุกเรือนไม่เว้นเรือนยอด
  33. Page 175–177 ไขความ ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา: นิยามบัณฑิต คุณค่าการคบบัณฑิตด้วยอุปมาไม้หอม และบทสนทนาท้าวสักกะกับอกิตติบัณฑิต อธิบายต่อเรื่องการคบบัณฑิต นิยามบัณฑิตว่าคือผู้ประกอบกุศลกรรมบถ ๑๐ ยกตัวอย่างพระพุทธเจ้า พระสาวก และบัณฑิตในอดีตเช่นมโหสถ วิธุระ อกิตติบัณฑิต เปรียบบัณฑิตดุจไม้หอมกฤษณาที่ทำให้ใบห่อหอมฟุ้งไปด้วย พร้อมยกบทสนทนาระหว่างท้าวสักกะกับอกิตติบัณฑิตเรื่องเหตุผลที่ควรเลี่ยงพาลและควรคบบัณฑิต ปิดท้ายด้วยการเชื่อมสู่มงคลข้อบูชาผู้ควรบูชา
  34. Page 178–180 อธิบายคาถาแรกมงคลสูตร: ไม่คบพาล คบบัณฑิต บูชาผู้ควรบูชา อธิบายความหมายมงคลข้อแรกตามคาถา "อเสวนา จ พาลานํ" ว่าด้วยลักษณะคนพาลและบัณฑิต เปรียบคบคนพาลเหมือนห่อปลาเน่า คบบัณฑิตเหมือนห่อของหอม พร้อมคาถาสนทนาระหว่างท้าวสักกะกับอกิตติบัณฑิต และเรื่องนายสุมนมาลาการที่บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้จนได้รับพยากรณ์เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าในอนาคต
  35. Page 181–184 คาถาที่สอง: อยู่ถิ่นเหมาะสม เคยทำบุญไว้ก่อน ตั้งตนไว้ชอบ อธิบายมงคลคาถาที่สอง "ปฏิรูปเทสวาโส จ" ว่าด้วยการอยู่ในถิ่นที่เหมาะสมต่อการสร้างบุญ เช่น ที่พระพุทธศาสนาเจริญหรือสถานที่สำคัญทางพุทธประวัติ ความเป็นผู้เคยสั่งสมบุญไว้แต่ปางก่อน และการตั้งตนไว้ในทางที่ถูกต้อง เช่น ปรับตนจากทุศีลสู่ศีล จากไร้ศรัทธาสู่มีศรัทธา
  36. Page 185–186 คาถาที่สาม: ความเป็นพหูสูต ศิลปะ วินัย วาจาสุภาษิต อธิบายมงคลคาถาที่สาม "พาหุสจฺจญฺจ" ครอบคลุมความเป็นพหูสูตทั้งทางโลกและทางธรรม ศิลปะของคฤหัสถ์และบรรพชิตที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น วินัยของคฤหัสถ์และบรรพชิต และวาจาสุภาษิตที่ประกอบด้วยองค์ ๔ คือกล่าวแต่ธรรม คำน่ารัก คำสัตย์ ไม่กล่าวเพ้อเจ้อ
  37. Page 187–192 คาถาที่สี่: บำรุงมารดาบิดา สงเคราะห์บุตรภรรยา การงานไม่อากูล อธิบายมงคลคาถาที่สี่ ว่าด้วยการบำรุงมารดาบิดาด้วยปัจจัยสี่และการดูแลใกล้ชิด เปรียบมารดาบิดาเป็นพรหมและบูรพาจารย์ของบุตร การสงเคราะห์บุตรภรรยาตามหน้าที่ทิศเบื้องหลัง และการประกอบอาชีพโดยไม่ปล่อยปละละเลย ซึ่งล้วนนำมาซึ่งทรัพย์และความเจริญในปัจจุบัน
  38. Page 193–194 คาถาที่ห้า: ทาน ธรรมจริยา สงเคราะห์ญาติ การงานไม่มีโทษ อธิบายมงคลคาถาที่ห้า แบ่งทานเป็นอามิสทานและธรรมทาน ชี้ว่าธรรมทานประเสริฐกว่าทานทั้งปวง อธิบายธรรมจริยาคือการประพฤติกุศลกรรมบถ ๑๐ การสงเคราะห์ญาติที่ตกยากด้วยกำลังทรัพย์ และการงานที่ไม่มีโทษ เช่น รักษาศีลอุโบสถ ปลูกสวนป่า สร้างสะพาน
  39. Page 195–197 คาถาที่หก: งดเว้นบาป สำรวมสุรา ไม่ประมาทในกุศลธรรม อธิบายมงคลคาถาที่หก จำแนกวิรัติ ๓ ระดับคือสัมปัตตวิรัติ สมาทานวิรัติ และสมุจเฉทวิรัติ อธิบายโทษของการดื่มของเมาที่ทำให้ขาดสติและเสื่อมทั้งภพนี้ภพหน้า และความไม่ประมาทในกุศลธรรมว่าเป็นเหตุแห่งการบรรลุอมตธรรม
  40. Page 198–203 คาถาที่เจ็ด: ความเคารพ ถ่อมตน สันโดษ ๑๒ แบบ กตัญญู ฟังธรรมตามกาล อธิบายมงคลคาถาที่เจ็ด ว่าด้วยความเคารพต่อผู้ควรเคารพ ความถ่อมตนปราศจากมานะ สันโดษของภิกษุ ๑๒ แบบในจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัย (ตามได้ ตามกำลัง ตามสมควร) ความกตัญญูรู้คุณ และการฟังธรรมตามกาลเพื่อบรรเทาความสงสัยและนิวรณ์
  41. Page 204–207 คาถาที่แปด: ขันติ ความว่าง่าย เห็นสมณะ สนทนาธรรมตามกาล อธิบายมงคลคาถาที่แปด ยกตัวอย่างขันติวาทีดาบสและพระปุณณเถระผู้อดทนต่อการด่าว่า อธิบายความเป็นผู้ว่าง่ายเมื่อถูกตักเตือน อานิสงส์ของการเข้าไปหาและเห็นสมณะผู้สงบกิเลส และการสนทนาธรรมตามกาลเพื่อชำระจิตที่ฟุ้งซ่านหรือหดหู่
  42. Page 208–209 คาถาที่เก้า: ตบะ พรหมจรรย์ เห็นอริยสัจ ทำนิพพานให้แจ้ง อธิบายมงคลคาถาที่เก้า ตบะคือความเพียรเผาผลาญกิเลสและความเกียจคร้าน พรหมจรรย์ครอบคลุมความหมายทั้งเมถุนวิรัติ สมณธรรม ศาสนา และมรรค การเห็นอริยสัจ ๔ และการทำพระนิพพานให้แจ้งอันได้แก่อรหัตผล
  43. Page 210–211 คาถาที่สิบ: จิตไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรมแปด อธิบายมงคลคาถาที่สิบ ว่าด้วยจิตของพระอรหันตขีณาสพเท่านั้นที่ไม่หวั่นไหวเมื่อกระทบโลกธรรม ๘ เปรียบเหมือนภูเขาหินแท่งเดียวไม่ไหวด้วยลม เป็นจิตไร้โศก ปราศจากละอองกิเลส และเกษมปลอดจากโยคะทั้งสี่
  44. Page 212–214 คาถาสุดท้ายมงคลสูตร: สรุปมงคล ๓๘ ประการและผลของการปฏิบัติ สรุปพระธรรมเทศนามงคลสูตรทั้ง ๓๘ ประการ ผู้ปฏิบัติตามย่อมไม่พ่ายแพ้แก่มาร ๔ และถึงความสวัสดีในที่ทั้งปวง เมื่อจบเทศนามีเทวดาบรรลุพระอรหัตนับแสนโกฏิ พระพุทธเจ้าตรัสสั่งพระอานนท์ให้เรียนและสอนมงคลปริยายนี้สืบต่อกันมา จบพรรณนามงคลสูตร
  45. Page 215–218 พระบาลีรัตนสูตร: รัตนะอันประณีตในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บทพระบาลีรัตนสูตรฉบับเต็ม เรียกหมู่ภูตทั้งปวงให้ตั้งใจฟังและแผ่เมตตาคุ้มครองมนุษย์ พรรณนาคุณอันประณีตหาที่เปรียบมิได้ของพระพุทธเจ้า พระธรรม (สมาธิและมรรคผล) และพระสงฆ์ (พระอริยบุคคล ๘ จำพวก และพระโสดาบัน) ปิดท้ายด้วยคาถาที่ท้าวสักกะตรัสนอบน้อมพระรัตนตรัย
  46. Page 219–227 ที่มารัตนสูตรและตำนานกรุงเวสาลี: กำเนิดเจ้าลิจฉวีถึงการอาราธนาพระพุทธเจ้าดับภัย ๓ อย่าง ชี้แจงเหตุที่จัดรัตนสูตรไว้ต่อจากมงคลสูตรเพื่อคุ้มครองผู้อื่นจากอมนุษย์ เล่าตำนานกำเนิดเจ้าลิจฉวีจากชิ้นเนื้อที่ดาบสเก็บได้ริมแม่น้ำคงคาจนสร้างกรุงเวสาลี ต่อมาเวสาลีประสบภัย ๓ อย่างคือทุพภิกขภัย อมนุษยภัย และโรคภัย จึงอาราธนาพระพุทธเจ้าจากกรุงราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารจัดขบวนเสด็จพร้อมปาฏิหาริย์ฝนโบกขรพรรษ เมื่อถึงเวสาลีพระอานนท์ทรงเรียนรัตนสูตรแล้วประพรมน้ำพระพุทธมนต์ขับไล่อมนุษย์จนภัยสงบ
  47. Page 228–234 อรรถกถารัตนสูตร คาถาต้น: เรียกหมู่ภูตฟังธรรมและแผ่เมตตาคุ้มครองมนุษย์ อธิบายคาถาต้นรัตนสูตร คำว่า "ภูต" มีหลายความหมายแต่ในที่นี้หมายถึงอมนุษย์ทั้งที่อยู่พื้นดินและอากาศ ทรงเรียกให้มีใจดีและตั้งใจฟังธรรมโดยเคารพ จากนั้นตรัสให้แผ่เมตตาแก่มนุษย์ผู้นำพลีกรรมมาบูชาทั้งกลางวันกลางคืน และเริ่มอธิบายคาถาสัจจวจนะเปรียบเทียบทรัพย์และรัตนะต่างๆ กับพระรัตนตรัย
  48. Page 235–243 ความหมายของ "รัตนะ" และรัตนะ ๗ ประการของพระเจ้าจักรพรรดิโดยพิสดาร ไขความคำว่า "รัตนะ" ว่าหมายถึงสิ่งมีค่า หายาก น่ายำเกรง เพื่อเตรียมเปรียบเทียบกับพุทธรัตนะ แล้วพรรณนารัตนะ ๗ ของพระเจ้าจักรพรรดิอย่างพิสดาร ได้แก่ จักรรัตนะ หัตถิรัตนะ อัสสรัตนะ มณีรัตนะ อิตถีรัตนะ คหปติรัตนะ และปริณายกรัตนะ พร้อมบรรยายการเสด็จตรวจพิชิตทวีปทั้ง ๔ ของพระเจ้าจักรพรรดิด้วยอานุภาพจักรรัตนะ
  49. Page 244–247 เหตุผลที่ไม่มีรัตนะใดเสมอพระพุทธเจ้า และสัจจวจนะแรก "อิทมฺปิ พุทฺเธ รตนํ ปณีตํ" เปรียบเทียบความยินดีที่รัตนะทางโลกให้แก่พระเจ้าจักรพรรดิกับความยินดีในฌานและมรรคผลที่พระพุทธเจ้าประทานแก่เทวดามนุษย์ ซึ่งประณีตกว่ามาก แล้วจัดลำดับชั้นรัตนะจากอวิญญาณกรัตนะจนถึงสัมมาสัมพุทธรัตนะซึ่งเลิศที่สุด ปิดท้ายด้วยสัจจวจนะแรกยืนยันว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นรัตนะอันประณีตที่สุด
  50. Page 248 นิพพานธรรมรัตนะ - พรรณนาคาถา "ขยํ วิราคํ" อธิบายเหตุที่พระนิพพานได้ชื่อว่า ขยะ วิราคะ อมตะ และประณีต เพราะเป็นที่สิ้นกิเลส ปราศจากราคะ ไม่มีความเกิดดับ และสูงสุดเหนือธรรมทั้งปวง พระศากยมุนีทรงบรรลุพระนิพพานนั้นด้วยพระองค์เอง จบด้วยสัจจวจนะยืนยันว่าพระนิพพานเป็นธรรมรัตนะอันประณีตซึ่งไม่มีธรรมใดเทียบได้
  51. Page 249–250 มรรคธรรมรัตนะ - อนันตริกสมาธิที่ไม่มีสมาธิใดเสมอ (ยมฺพุทฺธเสฏฺโ) อธิบายว่าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดทรงสรรเสริญอริยมรรคสมาธิว่าเป็น "อนันตริกสมาธิ" เพราะให้ผลแน่นอนในลำดับถัดไปไม่มีอันตรายขัดขวาง ต่างจากรูปาวจรและอรูปาวจรสมาธิที่ยังพาไปเกิดในอบายได้ จบด้วยสัจจวจนะยืนยันว่ามรรคธรรมนี้เป็นรัตนะอันประณีตซึ่งไม่มีสมาธิใดเสมอเหมือน
  52. Page 251–254 คุณสังฆรัตนะ - พระอริยบุคคล ๘/๑๐๘ จำพวก และพระขีณาสพผู้เสวยผลสมาบัติ จำแนกพระอริยบุคคลผู้ควรแก่ทักษิณาเป็น ๘ จำพวกโดยย่อ หรือ ๑๐๘ จำพวกโดยพิสดาร (โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ แต่ละประเภทย่อย) รวมเป็น ๔ คู่ อธิบายว่าทานแม้เล็กน้อยที่ถวายท่านเหล่านี้มีผลมาก จากนั้นกล่าวถึงพระขีณาสพผู้ประกอบด้วยศีลสมาธิปัญญา บรรลุอมตะโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เสวยผลสมาบัติที่ระงับกิเลส
  53. Page 255–258 อุปมาโสดาบันดุจเสาเขื่อนไม่หวั่นไหวต่อวาทะเดียรถีย์ (ยถินฺทขีโล) เปรียบพระโสดาบันผู้หยั่งเห็นอริยสัจ ๔ ด้วยปัญญาว่าเหมือนเสาเขื่อนที่ฝังรากลึกในดิน ลมพัดมาทั้ง ๔ ทิศก็ไม่อาจทำให้หวั่นไหวได้ ฉันใด สัตบุรุษผู้เห็นอริยสัจก็ไม่มีวาทะของเดียรถีย์ใดสามารถทำให้คลอนแคลนจากทัสสนะนั้นได้ฉันนั้น พร้อมอ้างพระสูตรเปรียบเทียบเสาเหล็กที่ไม่หวั่นไหวต่อลมฝนทั้ง ๔ ทิศ
  54. Page 259–260 คุณของพระโสดาบันสัตตักขัตตุปรมะ - ไม่ถือภพที่ ๘ และละสังโยชน์เบื้องต่ำ ๓ อธิบายพระโสดาบันสัตตักขัตตุปรมะ (ประเภทที่เวียนว่ายอย่างมากที่สุด ๗ ครั้ง) แม้ประมาทเพียงใดก็ไม่ถือเอาภพที่ ๘ เพราะนามรูปดับไปก่อนถึงภพนั้น และด้วยความถึงพร้อมแห่งโสดาปัตติมรรค ท่านละสังโยชน์เบื้องต่ำ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสได้เด็ดขาดพร้อมกัน
  55. Page 261–263 โสดาบันพ้นอบาย ๔ ไม่ทำอภิฐาน ๖ และไม่ปกปิดบาปกรรมที่ทำแล้ว อธิบายว่าพระโสดาบันหลุดพ้นจากอบายทั้ง ๔ (นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย) และไม่อาจทำอภิฐาน ๖ เช่น ฆ่ามารดาบิดาหรือพระอรหันต์ ทำโลหิตพระพุทธเจ้าให้ห้อ ยุยงสงฆ์แตกกัน หรือเข้ารีตศาสนาอื่น แม้ท่านอาจประมาทล่วงสิกขาบทเล็กน้อยบ้าง แต่จะไม่ปกปิดบาปนั้น รีบเปิดเผยแก่พระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจรรย์ทันที เปรียบดั่งเด็กที่เหยียบถ่านไฟแล้วชักมือเท้ากลับทันที
  56. Page 264–265 ปริยัติธรรมเปรียบดั่งพุ่มไม้ในป่ายอดบานสะพรั่ง (วนปฺปคุมฺเพ) เปรียบพระปริยัติธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงด้วยพระมหากรุณา มิใช่เพื่อลาภสักการะ ว่างดงามดุจพุ่มไม้รุ่นในป่าที่ยอดกิ่งดอกบานสะพรั่งในฤดูคิมหันต์ต้น เพราะสง่างามด้วยอรรถนานาประการ ทั้งขันธ์ อายตนะ สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน ศีลขันธ์และสมาธิขันธ์ ซึ่งล้วนนำไปสู่พระนิพพาน
  57. Page 266–269 โลกุตรธรรม ๙ ประการ และการดับกิเลสของพระขีณาสพดุจประทีปดับ สรรเสริญพระคุณของพระพุทธเจ้าด้วยโลกุตรธรรม ๙ ประการผ่านพระนามต่างๆ เช่น วโร วรัญญู วรโท วราหโร อนุตตโร แล้วอธิบายว่าพระขีณาสพผู้สิ้นกรรมเก่าไม่ก่อกรรมใหม่ มีจิตปราศจากกำหนัดในภพหน้า ย่อมดับสนิทเหมือนประทีปดวงหนึ่งที่เขาตามบูชาเทวดาประจำเมืองดับไปต่อหน้าพระพักตร์ในขณะทรงแสดงธรรม
  58. Page 270–275 ท้าวสักกะตรัส ๓ คาถาปิดท้าย และเรื่องสังขพราหมณ์ผู้ถอนหญ้าลานเจดีย์ ท้าวสักกะเทวราชตรัส ๓ คาถาสุดท้ายนอบน้อมพระรัตนตรัยตามอย่างพระพุทธเจ้า จบเทศนามีสัตว์ ๘๔,๐๐๐ ตรัสรู้ธรรม ตามด้วยเรื่องราวสมัยพุทธกาลที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่าการบูชาสักการะยิ่งใหญ่ที่ทรงได้รับมิใช่ด้วยพุทธานุภาพ แต่เกิดจากบุญเล็กน้อยในอดีตชาติที่ทรงเป็นสังขพราหมณ์ถอนหญ้าโรยทรายบูชาลานเจดีย์พระสุสีมปัจเจกพุทธเจ้า
  59. Page 276–277 ติโรกุฑฑสูตร - บทพระคาถาว่าด้วยการอุทิศส่วนบุญแก่ผู้ล่วงลับ บทพระคาถาที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระเจ้าพิมพิสาร พรรณนาฝูงเปรตที่มายืนรอนอกฝาเรือน ทางแพร่ง และประตู หวังรับส่วนบุญจากญาติ สอนว่าทานที่ญาติผู้เอ็นดูอุทิศให้ย่อมสำเร็จผลแก่เปรตดุจน้ำไหลจากที่สูงสู่ที่ลุ่ม ไม่ควรร่ำไห้เศร้าโศกเพราะไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้ล่วงลับ ทักษิณาที่ตั้งไว้ดีในสงฆ์เท่านั้นจึงสำเร็จประโยชน์ยั่งยืน
  60. Page 278–283 ที่มาติโรกุฑฑสูตร - เรื่องในอดีต ๙๒ กัป กำเนิดเปรตจากความริษยาตระหนี่ เล่าที่มาของติโรกุฑฑสูตรย้อนไป ๙๒ กัป สมัยพระเจ้าชัยเสนแห่งกรุงกาสี พระราชโอรส ๓ พระองค์ขอพรอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าปุสสะตลอดไตรมาส แต่คนบางพวกริษยาตระหนี่ทำลายทานจนไปเกิดเป็นเปรต ต่อมาในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้าเปรตเหล่านั้นทราบว่าจะได้รับส่วนบุญเมื่อพระเจ้าพิมพิสารซึ่งเคยเป็นญาติถวายทานแด่พระพุทธเจ้าโคดมในอนาคต
  61. Page 284–285 พระเจ้าพิมพิสารทรงอุทิศทานแก่เปรตญาติหลังเสียงประหลาดยามค่ำคืน พระเจ้าพิมพิสารถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าแต่ลืมอุทิศส่วนกุศลแก่เปรตญาติที่รอคอยอยู่ ทำให้เปรตสิ้นหวังส่งเสียงน่าสะพรึงกลัวในวังยามค่ำคืน วันรุ่งขึ้นพระพุทธเจ้าทรงอธิบายสาเหตุ พระราชาจึงถวายทานอีกครั้งพร้อมอุทิศให้ญาติเปรตโดยเฉพาะ ทำให้เปรตได้รับสระบัว ข้าวน้ำทิพย์ และเครื่องอลังการทิพย์ตามลำดับ
  62. Page 286–291 พรรณนาคาถาที่ ๑-๖ แห่งติโรกุฑฑสูตรโดยละเอียด ไขความคาถาติโรกุฑฑสูตรทีละคาถา อธิบายศัพท์ ติโรกุฑฑะ (นอกฝาเรือน) สนธิสิงฆาฏกะ (ทางแพร่ง) เหตุที่ญาติระลึกถึงเปรตไม่ได้เพราะกรรมเป็นปัจจัย อธิบายการให้ทานอุทิศ "ขอทานนี้จงมีแก่ญาติทั้งหลาย" และองค์ ๓ ที่ทำให้ทักษิณาสำเร็จผลทันที คือการอนุโมทนาของเปรต การอุทิศของทายก และความถึงพร้อมแห่งทักขิไณยบุคคล
  63. Page 292–295 ทานที่ญาติอุทิศให้เปรตสำเร็จผลทันที และชาณุสโสณิสูตร: ทานอุทิศถึงเปรตญาติได้เมื่อใด อรรถกถาอธิบายว่าทานที่ญาติผู้มีเมตตาอุทิศให้เปรตย่อมสำเร็จผลทันทีเมื่อเปรตอนุโมทนาด้วยความเคารพ พร้อมสอดแทรกชาณุสโสณิสูตรที่พราหมณ์ทูลถามพระพุทธเจ้าว่าทานที่อุทิศแก่ญาติผู้ล่วงลับสำเร็จผลจริงหรือไม่ พระองค์ตรัสตอบว่าทานสำเร็จผลเฉพาะแก่ผู้เกิดในปิตติวิสัย (ภูมิเปรตที่พึ่งอาหารจากมนุษย์ได้) เท่านั้น ส่วนผู้เกิดในนรก เดรัจฉาน หรือเทวโลก ทานนั้นไม่สำเร็จผลแก่เขาโดยตรง แต่ผู้ให้ก็ไม่ไร้ผลบุญเสมอไป
  64. Page 296–301 อุปมาน้ำไหลจากที่สูงสู่ที่ต่ำ การให้ทานอุทิศระลึกคุณผู้ล่วงลับ และจบอรรถกถาติโรกุฑฑสูตร อรรถกถาเปรียบทานที่ญาติอุทิศจากโลกมนุษย์ว่าเหมือนน้ำฝนที่ไหลจากที่ดอนลงสู่ที่ลุ่มและรวมเป็นทะเล ย่อมถึงเปรตในปิตติวิสัยเสมอ สอนให้กุลบุตรระลึกถึงคุณที่ผู้ล่วงลับเคยทำไว้แล้วอุทิศทักษิณา ชี้ว่าการร้องไห้คร่ำครวญไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้ตายเลย มีแต่ทำตนเดือดร้อน สรรเสริญทานพระเจ้าพิมพิสารว่าทั้งบูชาเปรตและเพิ่มกำลังแก่สงฆ์ จบเทศนามีผู้บรรลุธรรม ๘๔,๐๐๐ คน และจบอรรถกถาติโรกุฑฑสูตร
  65. Page 302–304 พระคาถานิธิกัณฑสูตร: ขุมทรัพย์ฝังดินเสื่อมสลายได้ แต่ขุมทรัพย์คือบุญติดตามตนไปได้ตลอด ตัวบทนิธิกัณฑสูตรเปรียบเทียบขุมทรัพย์เงินทองที่บุคคลฝังไว้ในดินเพื่อใช้ยามคับขัน ซึ่งอาจสูญหายเพราะเคลื่อนที่ ลืมตำแหน่ง ถูกขโมย หรือสิ้นบุญ กับขุมทรัพย์คือบุญที่สำเร็จด้วยทาน ศีล ความสำรวมและการฝึกตน ซึ่งใครแย่งชิงไม่ได้และติดตามผู้ทำไปทุกภพ อำนวยผลตั้งแต่ความงาม เสียงไพเราะ ความเป็นใหญ่ ไปจนถึงสมบัติมนุษย์ เทวโลก และพระนิพพาน
  66. Page 305–312 เหตุเกิดนิธิกัณฑสูตร: เศรษฐีสาวัตถีถวายทานแทนไปเข้าเฝ้าพระราชา และนิธิ ๔ ประเภท อรรถกถาเล่าเหตุเกิดสูตรว่ากุฎุมพีผู้มีศรัทธาในกรุงสาวัตถีกำลังถวายทานแด่พระพุทธเจ้าเมื่อราชบุรุษมาเรียกตัวไปเข้าเฝ้าพระราชา เขาตอบเลี่ยงว่าจะไปฝังขุมทรัพย์ก่อน โดยหมายถึงทานที่กำลังถวายนั่นเอง พระพุทธเจ้าจึงตรัสนิธิกัณฑสูตรอนุโมทนา จากนั้นอธิบายนิธิ ๔ ประเภทคือทรัพย์อยู่กับที่ ทรัพย์เคลื่อนที่ได้ ความรู้ความชำนาญ และบุญที่ติดตามไปได้ โดยสูตรนี้มุ่งกล่าวถึงขุมทรัพย์ประเภทหลังสุด
  67. Page 313–320 วัตถุที่ควรฝังขุมทรัพย์คือบุญ: เจดีย์ สงฆ์ บุคคล แขก มารดาบิดาพี่ชาย และเหตุที่บุญไม่มีใครแย่งชิง อรรถกถาระบุว่าขุมทรัพย์คือบุญฝังไว้ดีเมื่อทำในเจดีย์ สงฆ์ บุคคลผู้ควรแก่ทาน แขกผู้มาเยือน มารดา บิดา หรือพี่ชาย เพราะวัตถุเหล่านี้อำนวยผลยาวนาน ต่างจากขุมทรัพย์เงินทองที่ใครๆ อาจแย่งชิงหรือขุดเอาไปได้ เมื่อถึงคราวตายบุคคลต้องละทิ้งโภคทรัพย์ทั้งปวงไว้ข้างหลัง แต่บุญที่ทำไว้จะติดตามไปกับผู้ทำได้เสมือนไม่เคยพรากจากกัน
  68. Page 321–327 อานิสงส์บุญนิธิขั้นสูงสุด: ความเป็นจักรพรรดิ เทวราช นิพพาน และจบอรรถกถานิธิกัณฑสูตร อรรถกถาไล่เรียงอานิสงส์บุญนิธิจากสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ความเป็นพระราชาเฉพาะถิ่น พระเจ้าจักรพรรดิ ไปจนถึงความเป็นราชาแห่งเทวดา สมบัติมนุษย์ ความสุขในเทวโลก และท้ายที่สุดคือพระนิพพาน รวมถึงคุณวิเศษของพระอริยะ เช่น ปฏิสัมภิทา สาวกบารมี ปัจเจกโพธิ และพุทธภูมิ จบเทศนาด้วยกุฎุมพีเจ้าของเรื่องและมหาชนได้บรรลุโสดาปัตติผล พระราชาทรงชื่นชม ปิดท้ายด้วยการจบอรรถกถานิธิกัณฑสูตร
  69. Page 328–330 พระคาถาเมตตสูตร (กรณียเมตตสูตร): คุณสมบัติผู้บำเพ็ญเพียรและการแผ่เมตตาไม่มีประมาณแก่สัตว์ทั้งปวง ตัวบทเมตตสูตรกล่าวถึงกิจที่ผู้ปรารถนาบรรลุความสงบพึงทำ คือมีความอาจหาญ ซื่อตรง ว่าง่าย อ่อนโยน สันโดษ เลี้ยงง่าย มีกิจน้อย และไม่ประพฤติสิ่งที่วิญญูชนติเตียน จากนั้นสอนให้แผ่ไมตรีจิตแก่สัตว์ทุกประเภทไม่มีประมาณ เปรียบเหมือนมารดาถนอมบุตรคนเดียวด้วยชีวิต ผู้เจริญเมตตาเช่นนี้ครบถ้วนสมบูรณ์ด้วยศีลและทัสสนะ ย่อมไม่กลับมาเกิดในครรภ์อีก
  70. Page 331–341 เหตุเกิดเมตตสูตร: ภิกษุ ๕๐๐ รูปจำพรรษาป่าหิมวันต์ถูกเทวดาหลอกหลอนจนป่วย พระพุทธเจ้าประทานเมตตสูตรเป็นเครื่องป้องกัน อรรถกถาเล่าว่าภิกษุ ๕๐๐ รูปรับกรรมฐานแล้วไปจำพรรษาในป่าใกล้หิมวันต์ รุกขเทวดาที่ถูกแย่งที่อยู่จึงเนรมิตรูปยักษ์น่ากลัวและกลิ่นเหม็นหลอกหลอนตอนกลางคืน ทำให้ภิกษุจิตไม่สงบ ผอมเหลืองป่วยไข้ เมื่อกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเห็นว่าไม่มีที่อื่นเหมาะสมกว่านี้ จึงตรัสสอนให้กลับไปอยู่ที่เดิมพร้อมประทานเมตตสูตรไว้ใช้เป็นทั้งเครื่องป้องกันภัยจากอมนุษย์และเป็นกรรมฐานเจริญวิปัสสนา
  71. Page 342–350 คุณสมบัติภิกษุผู้อยู่ป่า: สันโดษ เลี้ยงง่าย ไม่คะนอง และการแผ่เมตตาแก่สัตว์ทุกจำพวกโดยทุกะติกะ อรรถกถาขยายความคุณสมบัติภิกษุผู้อยู่ป่าอย่างละเอียด คือสันโดษด้วยของตน เลี้ยงง่ายไม่ต่อว่าอาหารที่ได้ มีกิจน้อยไม่ยุ่งงานก่อสร้าง มีอินทรีย์สงบและไม่คะนองกายวาจาใจ พร้อมระบุความคะนองทางกาย ๘ อย่างและวาจา ๔ อย่างที่ควรเว้น เช่น นั่งรัดเข่าในสงฆ์ แย่งอาสนะ พูดโดยไม่ขอโอกาส จากนั้นสอนการแผ่เมตตาแก่สัตว์ทุกประเภทอย่างไม่เหลือ ทั้งที่สะดุ้งกลัวหรือมั่นคง ตัวยาวหรือสั้น เห็นแล้วหรือไม่เคยเห็น อยู่ใกล้หรือไกล เกิดแล้วหรือกำลังแสวงหาที่เกิด
  72. Page 351–357 ไม่หลอกลวงไม่ดูหมิ่นกัน อุปมามารดารักษาบุตร แผ่เมตตาไม่มีประมาณทุกทิศ และจบอรรถกถาเมตตสูตร อรรถกถาสอนไม่ให้หลอกลวงหรือดูหมิ่นผู้อื่นไม่ว่าที่ใด ไม่ปรารถนาทุกข์แก่กันเพราะโกรธเคือง เปรียบผู้เจริญเมตตาดุจมารดาถนอมบุตรคนเดียวด้วยชีวิต สอนให้แผ่เมตตาไม่มีประมาณทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเบื้องขวาง รักษาสติไว้ไม่ว่ายืนเดินนั่งนอน เรียกการอยู่เช่นนี้ว่าพรหมวิหาร ผู้ถึงพร้อมด้วยศีลและทัสสนะย่อมไม่กลับมาเกิดในครรภ์อีก ท้ายเรื่องภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูปบรรลุพระอรหัตภายในพรรษาเดียวกัน จบอรรถกถาเมตตสูตร
  73. Page 358–359 นิคมกถา: พระพุทธโฆสาจารย์สรุปปิดท้ายอรรถกถาขุททกปาฐะ ชื่อปรมัตถโชติกา ครบทั้ง ๙ หมวด บทส่งท้ายของพระพุทธโฆสาจารย์ผู้รจนา สรุปว่าได้แต่งอรรถกถาขุททกปาฐะครบ ๙ หมวดคือ สรณะ สิกขาบท ทวัตติงสาการ กุมารปัญหา มงคลสูตร รัตนสูตร ติโรกุฑฑสูตร นิธิกัณฑสูตร และเมตตสูตร อุทิศกุศลขอให้พระสัทธรรมตั้งมั่น พรรณนาคุณของพระพุทธโฆสะผู้แตกฉานในพระไตรปิฎก ปิดท้ายด้วยคาถาอวยพรให้คัมภีร์ดำรงอยู่ตราบเท่าพระนามพระพุทธเจ้ายังปรากฏในโลก ข้อความปิดท้ายจริงคือ "จบอรรถกถาขุททกปาฐะ แห่ง อรรถกถาขุททกปาฐะ ชื่อว่า ปรมัตถโชติกา" นับเป็นจุดจบสมบูรณ์ของอรรถกถาขุททกปาฐะทั้งเล่ม