Conditional Relations, Part 6

摩诃蒙固佛教大学泰文版 · Abhidhamma Piṭaka — The Basket of Higher Teachings · 卷 90 · 1291 页

由 AI 根据整卷内容摘要(共 75 个主题)——点击即可跳到该主题开始的位置。

  1. 页 1–28 เหตุทุกกุสลติกะ: จุดเริ่มต้นทุกติกปัฏฐาน เล่มนี้เปิดมหาปกรณ์เล่มที่ 3 คือทุกติกปัฏฐาน (จับคู่ทุกะกับติกะ) โดยเริ่มจากเหตุทุกะ (ธรรมที่เป็นเหตุ 6 คือ โลภะ โทสะ โมหะ อโลภะ อโทสะ อโมหะ เทียบกับธรรมที่ไม่ใช่เหตุ) จับคู่กับกุสลติกะ (กุศล/อกุศล/อัพยากตะ) อย่างละเอียดเต็มรูปแบบทั้งกุศลบท อกุศลบท และอัพยากตบท ผ่านปฏิจจวาระและปัญหาวาระครบทั้ง 24 ปัจจัย เป็นแม่แบบวิธีนับวาระที่ทุกคู่ทุกะ-ติกะถัดไปในเล่มจะอ้างอิงกลับมา
  2. 页 29–48 เหตุทุกเวทนาติกะ จับคู่เหตุทุกะกับเวทนาติกะ (ธรรมที่ประกอบด้วยสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา) แสดงเต็มรูปแบบทั้งสามบท โดยบทอทุกขมสุขเวทนาย่อกว่าสองบทแรกเพราะมีการอ้างอิงกลับไปที่รูปแบบของปฏิจจวาระที่วางไว้แล้ว
  3. 页 49–67 เหตุทุกวิปากติกะ จับคู่เหตุทุกะกับวิปากติกะ (วิบาก/ธรรมที่เป็นเหตุแห่งวิบาก/ธรรมที่ไม่ใช่ทั้งสอง) แสดงให้เห็นว่าภายใต้กัมมปัจจัย มีเพียง "สหชาตกัมมะ" (กรรมที่เกิดร่วม) เท่านั้นที่ใช้ได้กับธรรมฝ่ายวิปากธัมม เพราะธรรมที่เป็นผลแล้วไม่อาจสร้างกรรมใหม่ได้อีก สะท้อนกฎเหตุ-ผลทางกรรมจริง ไม่ใช่การไล่ศัพท์เฉยๆ
  4. 页 68–83 เหตุทุกอุปาทินนติกะ จับคู่เหตุทุกะกับอุปาทินนติกะ (รูปที่กรรมยึดครองและเป็นอารมณ์แห่งความยึดถือ / รูปที่ไม่ถูกกรรมยึดครองแต่ยังเป็นอารมณ์แห่งความยึดถือ / ไม่ใช่ทั้งสอง) แสดงครบสามบท โดยบทสุดท้ายเริ่มย่อกระชับลง
  5. 页 84–96 เหตุทุกสังกิลิฏฐติกะ จับคู่เหตุทุกะกับสังกิลิฏฐติกะ (ธรรมที่เศร้าหมองและเป็นเหตุแห่งความเศร้าหมอง / เศร้าหมองไม่ได้แต่ยังเป็นอารมณ์กิเลส / ไม่เศร้าหมองเลย) เนื้อหาย่อกระชับกว่าติกะก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนว่าเริ่มมีการย่อรูปแบบลงเมื่อแบบแผนคุ้นเคยมากขึ้น
  6. 页 97–110 เหตุทุกวิตักกติกะ จับคู่เหตุทุกะกับวิตักกติกะ (ธรรมที่มีทั้งวิตกและวิจาร / มีเพียงวิจารไม่มีวิตก / ไม่มีทั้งสอง อันเป็นไตรลักษณ์องค์ฌาน) แสดงครบสามบทตามโครงสร้างมาตรฐาน
  7. 页 111–124 เหตุทุกปีติติกะ จับคู่เหตุทุกะกับปีติติกะ (ธรรมที่ประกอบด้วยปีติ / ประกอบด้วยสุขอย่างเดียวไม่มีปีติ / ประกอบด้วยอุเบกขา) พบข้อยกเว้นที่ตัวจำนวนวาระแคบลงเหลือ 1 ภายใต้นฌานปัจจัย/นมัคคปัจจัย ในบทสุขสหคต สะท้อนข้อจำกัดจริงว่าปัจจัยฝ่ายฌาน-มรรคแทบไม่ปฏิเสธธรรมที่ประกอบสุขได้
  8. 页 125–149 เหตุทุกทัสสนติกะ และเหตุทุกทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะ จับคู่เหตุทุกะกับไตรลักษณ์ "ทัสสนติกะ" (ธรรมที่ละได้ด้วยการเห็นแจ้งครั้งแรก / ละได้ด้วยการเจริญมรรคเบื้องสูง / ไม่ต้องละเลย) จนจบ แล้วต่อด้วยไตรลักษณ์แฝด "ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะ" ซึ่งถามในระดับลึกกว่าคือถามว่า "เหตุ" ของธรรมนั้นถูกละด้วยการเห็นหรือการเจริญหรือไม่ ทั้งสองไตรลักษณ์ใช้โครงสร้างเดียวกันแต่ต่างศัพท์ที่แทนเข้าไป
  9. 页 150–164 เหตุทุกอาจยคามิติกะ จับคู่เหตุทุกะกับอาจยคามิติกะ (ธรรมที่นำไปสู่การสั่งสมภพใหม่ / นำไปสู่การรื้อถอนภพ คือมรรคโลกุตระ / ไม่ใช่ทั้งสอง คือวิบากและกิริยา) เนื้อหาสำคัญคือชี้ให้เห็นว่าเหตุฝ่ายสั่งสมภพเป็นอารมณ์ให้เหตุฝ่ายรื้อถอนภพได้ (เช่น พิจารณามรรคที่บรรลุแล้ว) ผ่านอารัมมณปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัย
  10. 页 165–191 เหตุทุกเสกขติกะ และเหตุทุกปริตตติกะ เสกขติกะจำแนกธรรมของพระเสขะ (ผู้ยังต้องศึกษา) พระอเสขะ (พระอรหันต์) และปุถุชน ส่วนปริตตติกะจำแนกตามภูมิ คือกามาวจร (ปริตต) รูป-อรูปาวจร (มหัคคต) และโลกุตระ (อัปปมาณ) ทั้งสองจับคู่กับเหตุทุกะ แสดงให้เห็นว่ารากเหตุระดับต่างภูมิ/ต่างขั้นไม่ปะปนกันในการเป็นเหตุร่วมกัน
  11. 页 192–217 เหตุทุกปริตตารัมมณติกะ และเหตุทุกหีนติกะ ปริตตารัมมณติกะเป็นภาพสะท้อนของปริตตติกะแต่จำแนกที่ "อารมณ์" ที่รับแทนที่จะจำแนกตัวธรรมเอง ส่วนหีนติกะจัดลำดับคุณภาพธรรมเป็นเลว (อกุศล) ปานกลาง (กุศล-วิบาก-กิริยาโลกิยะ) และประณีต (โลกุตระ) ทั้งสองจับคู่กับเหตุทุกะตามแบบมาตรฐาน
  12. 页 218–242 เหตุทุกมิจฉัตตติกะ และเหตุทุกมัคคารัมมณติกะ มิจฉัตตติกะจำแนกธรรมที่แน่นอนไปในทางผิด (อนันตริยกรรม/มิจฉาทิฏฐิที่ดิ่ง) แน่นอนไปในทางถูก (มรรคโลกุตระ) และไม่แน่นอน ส่วนมัคคารัมมณติกะจำแนกธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์ มีมรรคเป็นเหตุ หรือมีมรรคเป็นอธิบดี ซึ่งซับซ้อนกว่าไตรลักษณ์อื่นเพราะมรรคทำหน้าที่ได้หลายบทบาทพร้อมกัน ทำให้จำนวนวาระสูงถึง 17
  13. 页 243–248 เหตุทุกอุปปันนติกะ และเหตุทุกอตีตติกะ (โครงสร้างพิเศษ) สองไตรลักษณ์นี้สั้นผิดปกติเพราะเมื่อจำกัดเฉพาะธรรมที่เป็นเหตุ อุปปันนติกะ (เกิดแล้ว/ยังไม่เกิด/จะเกิดแน่) เหลือเพียงกรณี "เกิดแล้ว" ที่ใช้การได้จริง เพราะเหตุต้องเกิดร่วมกับสิ่งที่มันเป็นเหตุให้ ส่วนอตีตติกะ (อดีต/อนาคต/ปัจจุบัน) เหลือเพียงกรณีปัจจุบันเท่านั้น เพราะเหตุจะเป็นสหชาตปัจจัยได้ก็ต่อเมื่อเป็นปัจจุบันขณะเดียวกับผล ข้อความต้นฉบับระบุตรงๆ ว่าวาระประเภทอื่นไม่มี
  14. 页 249–263 เหตุทุกอตีตารัมมณติกะ ต่างจากอตีตติกะที่ถามเรื่องกาลของตัวธรรมเอง ไตรลักษณ์นี้ถามถึงกาลของ "อารมณ์" ที่ธรรมนั้นรับ (อดีต/อนาคต/ปัจจุบัน) จึงมีทั้งสามบทที่ใช้การได้จริงและแสดงเต็มรูปแบบ ปิดท้ายด้วยการทดสอบเหตุปัจจัย อารัมมณปัจจัย และอธิปติปัจจัย (แยกเป็นอารัมมณาธิปติและสหชาตาธิปติ)
  15. 页 264–281 เหตุทุกอัชฌัตตติกะ และเหตุทุกอัชฌัตตารัมมณติกะ อัชฌัตตติกะจำแนกธรรมภายใน (อัชฌัตตะ) และภายนอก (พหิทธา) โดยข้อความระบุชัดว่าบทรวม "อัชฌัตตพหิทธา" ใช้ไม่ได้กับทุกะนี้ ส่วนอัชฌัตตารัมมณติกะจำแนกตามอารมณ์ภายใน/ภายนอกที่รับแทน ทั้งสองจับคู่กับเหตุทุกะโดยแยกพิจารณาแต่ละบทเป็นคู่ๆ
  16. 页 282–290 เหตุทุกสนิทัสสนสัปปฏิฆติกะ และอรรถกถาทุกติกปัฏฐาน (ปิดวงจรเหตุทุกะครบ 22 ติกะ) จับคู่เหตุทุกะกับไตรลักษณ์สุดท้ายในรอบนี้ คือธรรมที่เห็นได้และกระทบได้ / เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ / เห็นไม่ได้กระทบไม่ได้ เนื้อหายุบเหลือน้อยเพราะไม่มีธรรมที่เป็นเหตุ (มูลทางจิต) ใดเป็นรูปที่เห็นได้หรือกระทบได้เลย จบด้วยข้อนี้ทำให้เหตุทุกะจับคู่ครบทั้ง 22 ติกะแล้ว จากนั้นมีอรรถกถาสั้นๆ อธิบายวิธีย่อพระบาลีว่าท่านแสดงเหตุทุกะกับทุกติกะก่อน แล้วจึงจับติกะทั้งหมดกับทุกะที่เหลือทีละคู่ตามลำดับ โดยละคู่ที่เป็นไปไม่ได้
  17. 页 291–318 สเหตุกทุกกุสลติกะ และเหตุสัมปยุตตทุกกุสลติกะ หลังจากเหตุทุกะจบครบ 22 ติกะแล้ว ทุกะถัดไป (สเหตุกทุกะ = ธรรมที่ "มี" เหตุประกอบ ต่างจากเหตุทุกะที่ถามว่าธรรมนั้น "เป็น" เหตุเอง และเหตุสัมปยุตตทุกะ = ธรรมที่ประกอบร่วมกับเหตุทางจิต) จะแสดงเต็มรูปแบบเฉพาะกับกุสลติกะเท่านั้น ไม่ไล่ครบ 22 ติกะอีกต่อไป อกุศลบทมีเนื้อหาสมบูรณ์กว่าเพราะจิตอกุศลมีมูลโมหะร่วมด้วยเสมอ ทำให้ต้องแยกละเอียดกว่า
  18. 页 319–346 เหตุสเหตุกทุกะ เหตุเหตุสัมปยุตตทุกะ และนเหตุสเหตุกทุกะ (ปิดเหตุโคจฉกะ) สามทุกะประกอบที่รวมเงื่อนไข "เป็นเหตุ" กับ "มีเหตุ"/"ประกอบกับเหตุ" เข้าด้วยกัน จำแนกธรรมที่เป็นทั้งเหตุและมีเหตุ, เป็นทั้งเหตุและประกอบกับเหตุ, และมีเหตุแต่ไม่ใช่ตัวเหตุเอง เนื้อหายุบเหลือ 1 วาระเกือบทุกปัจจัยเพราะเป็นการตัดกันของหมวดที่แคบลงเรื่อยๆ ปิดท้ายด้วยการปิด "เหตุโคจฉกะ" กลุ่มทุกะ 6 คู่แรกทั้งหมด
  19. 页 347–368 สัปปัจจย สังขต สนิทัสสน สัปปฏิฆ และรูปีทุกกุสลติกะ (เปิดจูฬันตรทุกะ) กลุ่มทุกะใหม่ "จูฬันตรทุกะ" (คู่ย่อยระดับกลาง) เริ่มด้วยสัปปัจจยทุกะ (ธรรมมีปัจจัยปรุงแต่ง/นิพพานที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง) สังขตทุกะซึ่งอ้างอิงตรงกับสัปปัจจยทุกะเพราะเป็นคู่ที่มีความหมายใกล้เคียงกันมาก สนิทัสสนทุกะ (รูปที่เห็นได้) ซึ่งเนื้อหาบางเพราะไม่มีธรรมฝ่ายกุศล/อกุศลใดเป็นรูปที่เห็นได้เลย สัปปฏิฆทุกะ (รูปกระทบได้) และรูปีทุกะ (ความเป็นรูปธรรมทั่วไป เทียบกับจิตและนิพพานที่เป็นอรูป)
  20. 页 369–377 โลกิยทุกะ และเกนจิวิญเญยยทุกะ (ปิดจูฬันตรทุกะ) โลกิยทุกะจำแนกธรรมที่ผูกอยู่ในภูมิสาม (โลกิยะ) กับธรรมโลกุตระ (มรรค ผล นิพพาน) เนื้อหาสมบูรณ์กว่าทุกะวัตถุก่อนหน้าเพราะกุศลธรรมเองก็แบ่งเป็นโลกิยะและโลกุตระได้ ส่วนเกนจิวิญเญยยทุกะเป็นการจำแนกเชิงวิชาการว่าธรรมนั้นรู้ได้ด้วยวิญญาณชนิดใด ปิดท้ายด้วยการปิดกลุ่ม "จูฬันตรทุกะ" ทั้ง 7 คู่
  21. 页 378–403 อาสวโคจฉกะ: อาสวทุกะ สาสวทุกะ อาสวสัมปยุตตทุกะ และอาสวสาสวทุกะ กลุ่มทุกะว่าด้วยอาสวะ (กิเลสที่หมักดองสันดาน 4 คือกามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ) จำแนกธรรมที่เป็นตัวอาสวะเอง เทียบกับธรรมที่เป็นเพียงอารมณ์ให้อาสวะเกิด (สาสวธรรม) ธรรมที่ประกอบร่วมกับอาสวะ และธรรมที่ทั้งเป็นอาสวะและเป็นสาสวะ เนื่องจากอาสวะเป็นอกุศลโดยธรรมชาติ กุศล/อัพยากตบทจึงยุบเหลือวาระเดียว ขณะที่อกุศลบทมีเนื้อหาเต็ม 9 วาระ
  22. 页 404–428 สัญโญชนโคจฉกะ: ทุกะแห่งสัญโญชน์ (เครื่องผูกมัด) หกทุกะที่สร้างจากสังโยชน์ 10 ประการ (เครื่องผูกสัตว์ไว้กับวัฏสงสาร) จำแนกธรรมที่เป็นสังโยชน์เอง เทียบกับธรรมที่เป็นอารมณ์ให้สังโยชน์เกิด (สัญโญชนิยธรรม) ธรรมที่ประกอบร่วม และธรรมที่ปลอดจากสังโยชน์ มีตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าโมหะที่ประกอบกับวิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) จัดเป็นสัญโญชนสัมปยุตตธรรมโดยไม่เป็นตัวเหตุ ต่างจากโมหะที่ประกอบกับอุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน) ซึ่งจัดต่างออกไป แสดงว่าเจตสิกตัวเดียวกันเปลี่ยนบทบาทตามคู่ที่ประกอบด้วย
  23. 页 429–449 คันถโคจฉกะ และการอ้างอิงย่อไปยังโอฆโคจฉกะ-โยคโคจฉกะ หกทุกะจากคันถะ (เครื่องร้อยรัดทางกาย 4 คือ อภิชฌา พยาบาท สีลัพพตปรามาส และความยึดถือว่าความเห็นนี้เท่านั้นจริง) แสดงเต็มรูปแบบ จากนั้นข้อความยุบทุกะทั้งสิ้น 12 คู่ (โอฆโคจฉกะ 6 คู่ว่าด้วยโอฆะ และโยคโคจฉกะ 6 คู่ว่าด้วยโยคะ) ลงในประโยคเดียวโดยอ้างว่าเหมือนอาสวโคจฉกะทุกประการ เพราะโอฆะ โยคะ และอาสวะสร้างจากธรรมชุดเดียวกัน (กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา) จึงให้จำนวนวาระเท่ากันทุกปัจจัย เป็นการยุบเนื้อหาขนาดใหญ่ที่สุดในเล่มนี้
  24. 页 450–462 นีวรณโคจฉกะ: ทุกะแห่งนิวรณ์ หกทุกะจากนิวรณ์ (เครื่องกั้นฌานและปัญญา 5 คือ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา และอวิชชา) ใช้ตรรกะเดียวกับกลุ่มก่อนหน้า คือแยกธรรมที่เป็นนิวรณ์เอง ธรรมที่เป็นอารมณ์แก่นิวรณ์ และธรรมที่ประกอบร่วมกับนิวรณ์
  25. 页 463–477 ปรามาสโคจฉกะ: ทุกะแห่งปรามาส (การยึดถือผิด) ห้าทุกะจากปรามาส (การยึดถือผิดว่ามีตัวตนหรือของตน อันเป็นการทำงานของทิฏฐิ) ปิดท้ายกลุ่มทุกะแบบกิเลส 5 กลุ่ม (อาสว สัญโญชน์ คันถะ นิวรณ์ ปรามาส) ที่ตรวจกับกุสลติกะ
  26. 页 478–487 สารัมมณทุกะ และจิตตทุกะ เปลี่ยนจากกลุ่มกิเลสมาสู่ทุกะพื้นฐานเกี่ยวกับจิตและอารมณ์ สารัมมณทุกะจำแนกธรรมที่รับอารมณ์ได้ (จิตและเจตสิกทั้งหมด) กับธรรมที่ไม่รับอารมณ์ (รูปและนิพพาน) จิตตทุกะจำแนกตัวจิตเองกับธรรมอื่นทั้งปวง ข้อสังเกตสำคัญคือวาระฝ่ายกุศล/อกุศลของจิตตทุกะจำกัดเพียง 5 วาระ (ไม่ใช่ 9 แบบปกติ) เพราะจิตดวงหนึ่งไม่อาจ "อาศัย" จิตอีกดวงที่เกิดร่วมได้แบบที่เจตสิกหลายดวงรวมกันได้
  27. 页 488–501 เจตสิกทุกะ จิตตสัมปยุตตทุกะ และจิตตสังสัฏฐทุกะ เจตสิกทุกะจำแนกเจตสิก (องค์ประกอบทางจิต) กับธรรมที่ไม่ใช่เจตสิก แสดงเต็ม 9 วาระ ส่วนจิตตสัมปยุตตทุกะ (ประกอบร่วมกับจิต) และจิตตสังสัฏฐทุกะ (คลุกเคล้ากับจิตดุจน้ำกับนม) ยุบเหลือวาระเดียวในบทกุศล/อกุศล เพราะเจตสิกทุกดวงในจิตกุศล/อกุศลย่อมประกอบและคลุกเคล้ากับจิตอยู่แล้วโดยไม่มีข้อยกเว้น
  28. 页 502–513 จิตตสมุฏฐานทุกะ จิตตสหภุทุกะ และจิตตานุปริวัตติทุกะ เปลี่ยนหัวข้อจากเจตสิกไปสู่ความสัมพันธ์ระหว่างรูปกับจิต คือรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน (เช่นวิญญัติ) รูปที่เกิดพร้อมกับจิต และรูปที่แปรไปตามจิต (เช่นสีหน้าที่เปลี่ยนตามอารมณ์) ทั้งสามทุกะนี้มีเนื้อหาเต็มกว่ากลุ่มก่อนหน้าเพราะรูปสามารถเป็นหรือไม่เป็นเช่นนั้นได้จริง ไม่ยุบเหลือวาระเดียว
  29. 页 514–540 จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานทุกะ และกลุ่มทุกะ 64-68 (อัชฌัตติก อุปาทา อุปาทินนะ) ทุกะประกอบที่รวมทั้งการคลุกเคล้าและการมีจิตเป็นสมุฏฐาน ปิดท้ายด้วยการอ้างอิงว่าเหมือนเจตสิกทุกะ จากนั้นเข้าสู่ทุกะที่ 64-68 คือธรรมที่เกิดร่วมกับจิตแบบคลุกเคล้า-สมุฏฐาน (64) ธรรมภายใน/ภายนอก (66) รูปที่เป็นอุปาทา/ไม่ใช่อุปาทา (67) และรูปที่กรรมยึดครอง/ไม่ยึดครอง (68) ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวกับรูปธรรม ทำให้กุศล/อกุศลบทยุบเหลือวาระเดียว ขณะที่อัพยากตบทมีเนื้อหาจริงเพราะเป็นที่ที่รูปธรรมเหล่านี้ปรากฏ
  30. 页 541–559 อุปาทานโคจฉกะ: ทุกะแห่งอุปาทาน หกทุกะจากอุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น 4 คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน) เนื่องจากอุปาทานเป็นอกุศลโดยธรรมชาติเหมือนกลุ่มกิเลสอื่น กุศลบทจึงยุบเหลือวาระเดียวเสมอ ขณะที่อกุศลบทและอัพยากตบทมีเนื้อหาสมบูรณ์กว่า เพราะแยกแยะระหว่างตัวอุปาทานเองกับธรรมที่เพียงเป็นอารมณ์ให้อุปาทานเกิด
  31. 页 560–577 กิเลสโคจฉกะ: ทุกะแห่งกิเลส (รายการ 10 ประการ) แปดทุกะจากกิเลส 10 ประการ (โลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะ) และแนวคิดที่เกี่ยวข้อง (สังกิเลสิก สังกิลิฏฐ กิเลสสัมปยุตต) เนื้อหาสำคัญคืออกุศลบทมีความละเอียด 9 วาระ เพราะจิตอกุศลแบ่งเป็นกิเลสแท้ 10 ประการกับเจตสิกอกุศลอื่นที่ไม่ถูกจัดเป็นกิเลส (เช่น อิสสา มัจฉริยะ กุกกุจจะ) นี่คือความแตกต่างเชิงเนื้อหาที่แท้จริงของกลุ่มนี้
  32. 页 578–589 ทัสสเนนปหาตัพพทุกะ และภาวนายปหาตัพพทุกะ (พร้อมชุด -เหตุกทุกะ) สี่ทุกะว่าด้วยขั้นตอนการละกิเลส คือกิเลสที่ละได้ด้วยการเห็นแจ้งครั้งแรก (โสดาปัตติมรรค) เทียบกับกิเลสที่ต้องละด้วยการเจริญมรรคเบื้องสูง พร้อมคู่ขนาน "-เหตุกทุกะ" ที่จำกัดเฉพาะธรรมซึ่งเป็นเหตุ (มูล) ยืนยันโครงสร้างการละกิเลสเป็นลำดับขั้นของอริยมรรคผ่านกรอบปัจจยปัฏฐาน
  33. 页 590–603 สวิตักกทุกะ และสวิจารทุกะ (องค์ฌาน) วิตก (การยกจิตสู่อารมณ์) และวิจาร (การประคองจิตไว้กับอารมณ์) เป็นองค์ฌานที่พบได้ทั้งในจิตกุศล อกุศล และอัพยากตะ ต่างจากทุกะกิเลสส่วนใหญ่ในเล่มนี้ ทั้งสามบทจึงมีเนื้อหาสมบูรณ์และสมมาตรจริง สวิตักกทุกะแสดงละเอียดเต็มรูปแบบเป็นแม่แบบ ส่วนสวิจารทุกะอ้างอิงตรงว่าเหมือนกับสวิตักกทุกะทุกประการ
  34. 页 604–614 สัปปีติกทุกะ และกลุ่มปีติสหคต/สุขสหคต/อุเบกขาสหคตทุกะ สัปปีติกทุกะ (มี/ไม่มีปีติร่วม) มีเหตุผลเดียวกับวิตก-วิจารคือปีติปรากฏได้ในทั้งสามชาติจิต จึงมีเนื้อหาเต็มรูปแบบ ส่วนสามทุกะถัดมา (มีปีติ/สุข/อุเบกขาร่วมกับจิต) ถูกย่อโดยอ้างอิงกลับไปที่สัปปีติกทุกะ แต่ยังคงระบุข้อยกเว้นเชิงตัวเลขที่ต่างกันไว้อย่างชัดเจน เช่น สุขสหคตทุกะที่นฌานปัจจัยเหลือ 6 วาระ ไม่ใช่ 9
  35. 页 615–629 กามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร และปริยาปันนทุกกุสลติกะ สี่ทุกะจำแนกตามภูมิที่จิตท่องเที่ยว (กามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร) และตามการนับเนื่องในวัฏสงสาร (ปริยาปันน/อปริยาปันนคือโลกุตระ) เนื่องจากภูมิเป็นมิติที่ตัดขวางกับความเป็นกุศล/อกุศลได้จริง ทั้งกุศลบทและอกุศลบทจึงมีเนื้อหาจริง ไม่ยุบเหลือวาระเดียวเหมือนทุกะที่เกี่ยวกับกิเลส
  36. 页 630–639 นิยยานิก นิยต สอุตตร และสรณทุกกุสลติกะ (ปิดรอบ 100 ทุกะ×กุสลติกะ) สี่ทุกะสุดท้ายของชุดมาตรฐาน 100 ทุกะ คือธรรมนำออกจากวัฏฏะได้/ไม่ได้ (นิยยานิก) ธรรมที่แน่นอนในผล/ไม่แน่นอน (นิยต) ธรรมที่ยังมีสิ่งอื่นยิ่งกว่า/ไม่มี คือผลอรหัตต์ (สอุตตร) และธรรมกำเริบเศร้าหมอง/ธรรมสงบ (สรณ) ส่วนใหญ่ยุบเหลือวาระเดียวเพราะฝ่ายที่หายาก (โลกุตระ อรหัตตผล) มีขอบเขตแคบมาก การปิดคู่สุดท้าย "สรณทุกกุสลติกะ" ที่หน้า 639 คือจุดสำคัญที่ปิดรอบ "100 ทุกะจับคู่กับกุสลติกะ" ทั้งหมดซึ่งเป็นฐานรากของทุกติกปัฏฐาน
  37. 页 640–650 สรณทุกะ จับคู่ย้อนกับติกะที่ 2-6 หลังจากปิดรอบ 100 ทุกะ×กุสลติกะแล้ว วิธีการพลิกทิศทาง คือตรึงทุกะสุดท้าย (สรณทุกะ) ไว้คงที่ แล้วไล่จับคู่กับติกะอื่นทีละติกะแทน (เวทนาติกะ วิปากติกะ อุปาทินนติกะ สังกิลิฏฐติกะ วิตักกติกะ) เป็นวิธีสาธิตแบบย่อ (เปยยาละ) ที่แสดงทิศทางย้อนกลับเพียงตัวแทนเดียวแล้วปล่อยให้อนุมานส่วนที่เหลือ แต่ละคู่มีเนื้อหาแคบเพราะธรรมฝ่ายอรณ (ปราศจากความกำเริบ) มีเฉพาะจิตกิริยาของพระอรหันต์เท่านั้น
  38. 页 651–666 สรณทุกะ จับคู่ย้อนกับติกะที่ 7-14 ดำเนินการจับคู่สรณทุกะกับติกะที่เหลือต่อ (ปีติ ทัสสนะ ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกะ อาจยคามิ เสกขะ ปริตตะ ปริตตารัมมณะ หีนะ) เนื้อหาแคบคล้ายชุดก่อนหน้า เพราะจิตกิริยาของพระอรหันต์ (อรณธรรม) ไม่มีสิ่งที่ต้องละอีกแล้ว ทำให้หมวดที่เกี่ยวกับการละกิเลสยุบเหลือกรณีเดียว
  39. 页 667–683 สรณทุกะ จับคู่ย้อนกับติกะที่ 15-22 (ปิดทุกติกปัฏฐานทั้งเล่ม) ปิดท้ายการจับคู่สรณทุกะกับติกะที่เหลือทั้งหมด (มิจฉัตตะ มัคคารัมมณะ อุปปันนะ อตีตะ อตีตารัมมณะ อัชฌัตตะ อัชฌัตตารัมมณะ สนิทัสสนสัปปฏิฆะ) คู่สุดท้าย สนิทัสสนติกะ แสดงละเอียดครบปัจจัยสหชาต อัญญมัญญ และนิสสยด้วย เพราะเป็นคู่ปิดท้ายของทั้งเล่ม การปิดที่หน้า 683 ด้วยคำว่า "อนุโลมทุกติกปัฏฐาน จบ" คือจุดสิ้นสุดของมหาปกรณ์เล่มที่ 3 ทั้งเล่ม (100 ทุกะ × 22 ติกะ ฝ่ายอนุโลม)
  40. 页 684–702 กุสลติกเหตุทุกะ: เปิดติกทุกปัฏฐาน (มหาปกรณ์เล่มที่ 4) หลังปิดทุกติกปัฏฐาน มหาปกรณ์เล่มที่ 4 คือติกทุกปัฏฐานเริ่มต้นทันที โดยพลิกทิศทางการจับคู่ ให้ติกะเป็นตัวตั้งแทนทุกะ เริ่มจากกุสลติกะจับคู่กับเหตุทุกะอีกครั้ง แสดงละเอียดครบทุกปัจจัยทั้ง 24 ปัจจัย เป็นแม่แบบสำหรับคู่ติกะ-ทุกะทั้งหมดที่จะตามมาในเล่มนี้
  41. 页 703–723 เวทนาติกเหตุทุกะ และวิปากติกเหตุทุกะ เวทนาติกะและวิปากติกะแต่ละติกะจับคู่กับเหตุทุกะตามแม่แบบที่วางไว้ วิปากติกะมีข้อสังเกตสำคัญคือหมวดที่สาม (เนววิปากนวิปากธัมมธรรม คือธรรมที่ไม่ใช่ทั้งวิบากและเหตุแห่งวิบาก) ให้จำนวนวาระสูงถึง 13 ในบทนเหตุ เพราะเป็นหมวดที่กว้างและหลากหลายที่สุดในสามหมวด
  42. 页 724–742 อุปาทินนติกเหตุทุกะ และสังกิลิฏฐติกเหตุทุกะ สองติกะที่ว่าด้วยการยึดครองของกรรมและการเศร้าหมอง จับคู่กับเหตุทุกะ แสดงว่าโลภะ โทสะ โมหะ (อกุศลเหตุ) ล้วนเป็นธรรมสังกิลิฏฐสังกิเลสิกเสมอ ขณะที่เหตุฝ่ายกุศลไม่เป็นเช่นนั้น ทำให้รูปแบบวาระต่างจากติกะเวทนา/วิปาก
  43. 页 743–760 วิตักกติกเหตุทุกะ ไตรลักษณ์องค์ฌาน (มีทั้งวิตกวิจาร/มีเพียงวิจาร/ไม่มีทั้งสอง) จับคู่กับเหตุทุกะ เป็นช่วงที่ยาวที่สุดในกลุ่มนี้ เพราะการแบ่งสามทางขององค์ฌานให้การประสมกับเหตุ/ไม่ใช่เหตุที่หลากหลายกว่าการแบ่งสองทางแบบไตรลักษณ์อื่น โดยเฉพาะหมวดกลาง (มีเพียงวิจาร คล้ายฌานที่สอง) ที่ตัดขวางทั้งฝ่ายเหตุและไม่ใช่เหตุในหลายรูปแบบ
  44. 页 761–772 ปีติติกเหตุทุกะ ไตรลักษณ์อารมณ์ประกอบ (ปีติ/สุข/อุเบกขา) จับคู่กับเหตุทุกะตามแม่แบบมาตรฐาน (หมายเหตุ: หัวข้อในต้นฉบับบางหน้าระบุหมายเลขติกะคลาดเคลื่อนเป็น "๕" ทั้งที่ควรเป็นลำดับที่ ๗ ตามการนับติกะมาตรฐาน น่าจะเป็นความคลาดเคลื่อนของต้นฉบับ)
  45. 页 773–787 ทัสสนติกเหตุทุกะ และทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกเหตุทุกะ ไตรลักษณ์การละกิเลส (ด้วยการเห็นแจ้ง/ด้วยการเจริญ/ไม่ต้องละ) และไตรลักษณ์คู่แฝดที่ถามในระดับเหตุ ทั้งสองจับคู่กับเหตุทุกะ ตั้งแต่หน้า 775 เป็นต้นไป ต้นฉบับเริ่มละการพิมพ์หัวข้อนับจำนวนของนัยปัจจนีย/อนุโลมปัจจนีย/ปัจจนียานุโลมอย่างชัดเจน แต่ยังคงมีเนื้อหาเหล่านั้นอยู่โดยนัย เป็นการเปลี่ยนรูปแบบการพิมพ์ ไม่ใช่เนื้อหาขาดหาย
  46. 页 788–799 อาจยคามิติกเหตุทุกะ ธรรมที่นำไปสู่การสั่งสมภพ/รื้อถอนภพ/ไม่ใช่ทั้งสอง จับคู่กับเหตุทุกะ มีจำนวนวาระมากกว่าติกะรอบข้างเพราะเหตุฝ่ายสั่งสมภพสามารถเป็นอารมณ์ให้เหตุฝ่ายรื้อถอนภพผ่านอารัมมณปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัยได้
  47. 页 800–809 เสกขติกเหตุทุกะ ธรรมของพระเสขะ/อเสขะ/ปุถุชน จับคู่กับเหตุทุกะ ตามแม่แบบมาตรฐาน วาระค่อนข้างน้อยเพราะเหตุของพระเสขะกับอเสขะไม่ปะปนกันในหมวดเดียว
  48. 页 810–825 ปริตตติกเหตุทุกะ และปริตตารัมมณติกเหตุทุกะ ปริตตติกะจำแนกตัวธรรมเองตามภูมิ (กามาวจร/มหัคคต/โลกุตระ) ส่วนปริตตารัมมณติกะจำแนกตามภูมิของอารมณ์ที่รับแทน ทั้งสองจับคู่กับเหตุทุกะ แสดงว่าเหตุระดับกามาวจรกับมหัคคตไม่ปะปนกัน แต่รับอารมณ์ข้ามระดับได้บ้างผ่านอารัมมณปัจจัย
  49. 页 826–840 หีนติกเหตุทุกะ และมิจฉัตตติกเหตุทุกะ หีนติกะจัดลำดับคุณภาพธรรม (เลว/กลาง/ประณีต) มิจฉัตตติกะจัดธรรมที่แน่นอนผิด/แน่นอนถูก/ไม่แน่นอน ทั้งสองจับคู่กับเหตุทุกะ ข้อสังเกต: บทนเหตุของหีนติกะ (หน้า 830) ไม่แจกแจงเต็มแต่อ้างอิงข้ามไปยังสังกิลิฏฐติกเหตุทุกะที่แสดงไว้ก่อนหน้าในเล่มนี้แทนที่จะอ้างกุสลติกะตามปกติ
  50. 页 841–859 มัคคารัมมณติกเหตุทุกะ และอุปปันนติกเหตุทุกะ มัคคารัมมณติกะซับซ้อนกว่าติกะอื่นเพราะมรรคทำหน้าที่ได้หลายบทบาท (เป็นอารมณ์ เป็นเหตุ เป็นอธิบดี) พร้อมกัน ทำให้วาระสูงถึง 17 เมื่อจับคู่กับเหตุทุกะ ส่วนอุปปันนติกะจำแนกธรรมที่เกิดแล้ว/ยังไม่เกิด/จะเกิดแน่ พร้อมตัวอย่างเจโตปริยญาณและอนาคตังสญาณเป็นธรรมที่ยังไม่เกิดแต่เป็นอารมณ์ได้
  51. 页 860–874 อตีตติกเหตุทุกะ (ย่อ) อตีตารัมมณติกเหตุทุกะ และอัชฌัตตติกเหตุทุกะ อตีตติกะ (อดีต/อนาคต/ปัจจุบัน) ถูกย่อสั้นมากเพียง 3 หน้า เพราะเหตุที่เป็นสหชาตปัจจัยได้ต้องเป็นปัจจุบันเท่านั้น ทำให้วาระเหลือ 1 แทบทุกปัจจัย ส่วนอตีตารัมมณติกะจำแนกตามกาลของอารมณ์แทน และอัชฌัตตติกะ (ภายใน/ภายนอก) เหลือเพียง 2 วาระแทนที่จะเป็น 3 เพราะหมวด "ทั้งภายในภายนอก" ไม่เกิดกรณีที่จำกัดด้วยเหตุ
  52. 页 875–886 อัชฌัตตารัมมณติกเหตุทุกะ และสนิทัสสนติกเหตุทุกะ (ปิดวงจร 22 ติกะ×เหตุทุกะ) อัชฌัตตารัมมณติกะจำแนกตามอารมณ์ภายใน/ภายนอก (เหลือ 2 วาระเช่นกัน) สนิทัสสนติกะ (ติกะที่ 22 ตัวสุดท้าย) จำแนกรูปที่เห็นได้กระทบได้/เห็นไม่ได้กระทบได้/เห็นไม่ได้กระทบไม่ได้ เหลือเพียงหมวดเดียวที่เป็นไปได้เพราะเหตุ (ธรรมประกอบจิต) ไม่ใช่รูปที่เห็นได้หรือกระทบได้ การปิด "สนิทัสสนติกเหตุทุกะ" ที่หน้า 886 คือจุดปิดวงจรใหญ่ทั้ง 22 ติกะที่ผูกกับเหตุทุกะ
  53. 页 887–902 เปลี่ยนแกน: กุสลติกะ (คงที่) ผูกกับสเหตุกทุกะ และเหตุสัมปยุตตทุกะ จุดเปลี่ยนโครงสร้างสำคัญ: แทนที่จะหมุนติกะไปเรื่อยๆ กับทุกะเดียว ข้อความตรึงติกะที่ 1 (กุสลติกะ) ไว้คงที่ แล้วเริ่มไล่ทุกะถัดไปในมาติกาทีละคู่ คือสเหตุกทุกะ (ธรรมที่ "มี" เหตุประกอบ) และเหตุสัมปยุตตทุกะ (ธรรมที่ประกอบร่วมกับเหตุทางจิต) ทั้งสองให้ความหมายต่างกันของ "ความมีเหตุ" ทำให้จำนวนวาระต่างกันชัดเจน (สเหตุกทุกะสูงสุด 9 วาระ เหตุสัมปยุตตทุกะเพียง 4 วาระในปัจจัยเดียวกัน)
  54. 页 903–919 กุสลติกะ ผูกกับเหตุสเหตุกทุกะ เหตุเหตุสัมปยุตตทุกะ และนเหตุสเหตุก/นเหตุอเหตุกทุกะ ทุกะประกอบที่ผนวกความเป็นเหตุกับความมีเหตุ/ประกอบกับเหตุเข้าด้วยกัน จำแนกสภาวะที่เป็นทั้งเหตุและมีเหตุ กับสภาวะที่ไม่ใช่เหตุแต่ยังมีเหตุประกอบ (สเหตุกะ) หรือไม่มีเหตุประกอบเลย (อเหตุกะ ซึ่งเป็นอัพยากตะล้วน เช่นวิญญาณที่ไร้มูล) ทั้งหมดจับคู่กับกุสลติกะตามแกนใหม่
  55. 页 920–935 กุสลติกะ ผูกกับสัปปัจจย สังขต สนิทัสสน สัปปฏิฆ และรูปีทุกะ กลุ่มทุกะว่าด้วยคุณสมบัติเชิงภววิทยาของธรรม (มีปัจจัยปรุงแต่งหรือไม่ ถูกปรุงแต่งหรือไม่ เห็นได้หรือไม่ กระทบได้หรือไม่ เป็นรูปธรรมหรือไม่) ไขว้กับกุสลติกะ แสดงว่าคุณสมบัติเหล่านี้ไม่ขึ้นกับจริยภาวะแต่มีปฏิสัมพันธ์กับมันผ่านปัจจัย 24 ในรูปแบบซ้ำเดิม สังขตทุกะสั้นมากเพราะอ้างอิงตรงกับสัปปัจจยทุกะทุกประการ
  56. 页 936–945 กุสลติกะ ผูกกับโลกิย(รวมโลกุตตร) และเกนจิวิญเญยยทุกะ จุดสำคัญคือที่นี่มรรค-ผลโลกุตระถูกนำมาทดสอบเป็นคู่กับกุสลติกะภายในกรอบโลกิยทุกะ แสดงว่ามรรคจิตที่เป็นกุศลเป็นปัจจัยแก่ผลจิตที่เป็นอัพยากตะได้ด้วยอำนาจอนันตรปัจจัย (การสืบทอดจิตทันทีในกระบวนการมรรค-ผล) ซึ่งเป็นรูปแบบวาระที่ต่างจากทุกะทั่วไป
  57. 页 946–970 อาสวโคจฉกะ (เต็มรูปแบบ) และฉโคจฉกทุกะ (บีบอัดสุดขั้ว) แจกแจงอาสวโคจฉกะทั้ง 6 อนุประเภทอย่างละเอียดไขว้กับกุสลติกะทีละคู่ แสดงว่าอาสวะต้องเป็นอกุศลเสมอ แต่ธรรมที่สัมพันธ์กับอาสวะ (สาสวธรรม) ครอบคลุมถึงอัพยากตะได้ด้วย จากนั้นบีบอัดกลุ่มกิเลสโคจฉกะที่เหลือทั้ง 5 กลุ่ม (สัญโญชน์ คันถะ โอฆะ โยคะ นีวรณะ ปรามาส รวม 35 ทุกะ) ลงในหน้าเดียวโดยอ้างว่าเหมือนอาสวโคจฉกะ ยกเว้นข้อสังเกตพิเศษที่แยกไว้ชัดเจนว่า "ทิฏฐิ ย่อมไม่เกิดขึ้นเพราะอาศัยทิฏฐิ" คือทิฏฐิไม่อาจเป็นปัจจัยแบบเกิดพร้อมให้ทิฏฐิอีกดวงหนึ่งเกิดได้ในลักษณะเดียวกับปรามาส
  58. 页 971–981 สารัมมณ จิตต และเจตสิกทุกะ พร้อมกลุ่มทุกะสัมพันธ์กับจิต (บีบอัด) ทดสอบว่าการมีอารมณ์ การเป็นจิต และการเป็นเจตสิก ส่งผลต่อจริยภาวะอย่างไร รูปธรรมที่ไม่รับอารมณ์เป็นอัพยากตะล้วนและเป็นปัจจัยได้เฉพาะแบบเกิดร่วม/อาศัยกัน ไม่ใช่แบบอารัมมณ์ จากนั้นบีบอัดทุกะ 8 คู่ที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับเจตสิกลงในหน้าเดียวด้วยการอ้างอิงล้วน ไม่มีเนื้อหาใหม่
  59. 页 982–991 อัชฌัตติก อุปาทา อุปาทินนทุกะ และอุปาทานโคจฉกทุกะ (บีบอัด) ทดสอบมิติภายใน-ภายนอก การเป็นอารมณ์แห่งความยึดถือ (อุปาทา) และการเป็นผลแห่งกรรมที่ถูกยึดถือ (อุปาทินนะ) จากนั้นบีบอัดอุปาทานโคจฉกะ (6 คู่ว่าด้วยความยึดมั่นในกาม ทิฏฐิ ศีลพรต และวาทะว่าตัวตน) ด้วยการอ้างอิงรูปแบบเดิม
  60. 页 992–1013 กิเลสโคจฉกะเต็มรูปแบบ (8 ทุกะ) ต่างจากโคจฉกะอื่นที่ถูกบีบอัด กลุ่มกิเลส 8 ทุกะนี้ (กิเลส สังกิเลสิก สังกิลิฏฐ กิเลสสัมปยุตต กิเลสสังกิเลสิก กิเลสสังกิลิฏฐ กิเลสกิเลสสัมปยุตต กิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิก) ถูกแจกแจงเต็มรูปแบบทีละคู่ตลอด 22 หน้า แสดงความแตกต่างเชิงความหมายระหว่างตัวกิเลส 10 ประการ (ต้องเป็นอกุศลเท่านั้น) กับธรรมที่เป็นอารมณ์ให้กิเลสเกิดได้ (ครอบคลุมทั้งสามชาติ) และธรรมที่ถูกกิเลสครอบงำแล้วจริง
  61. 页 1014–1022 ทัสสเนนปหาตัพพ และภาวนายปหาตัพพทุกะ (พร้อมชุด -เหตุกทุกะ) แบ่งกิเลสตามขั้นตอนการละ (ด้วยการเห็นแจ้งครั้งแรกเทียบกับด้วยการเจริญภาวนาต่อไป) และคู่ขนาน -เหตุกทุกะ ที่จำกัดเฉพาะธรรมซึ่งเป็นเหตุด้วย ยืนยันโครงสร้างการละกิเลสตามลำดับขั้นของอริยมรรค
  62. 页 1023–1032 สวิตักก สวิจาร สัปปีติกทุกะ และกลุ่มปีติสหคตาทิทุกะ (บีบอัด) กลุ่มองค์ฌาน (มี/ไม่มีวิตก วิจาร ปีติ) ทดสอบว่าองค์ฌานเหล่านี้กระทบการจำแนกจริยภาวะและจำนวนวาระอย่างไร เช่น อวิตักกธรรมมีวิบากปัจจัยเพียง 1 วาระ สะท้อนว่าทวิปัญจวิญญาณที่ไม่มีวิตกเป็นวิบากส่วนน้อย จากนั้นบีบอัดคู่ปีติสหคต/สุขสหคต/อุเบกขาสหคตลงในหน้าเดียว
  63. 页 1033–1040 กามาวจร รูปาวจร และอรูปาวจรทุกะ (ภูมิทั้งสาม) ทดสอบภูมิของจิตไขว้กับกุสลติกะ แสดงว่าจิตต่างภูมิกันไม่สามารถเป็นปัจจัยแก่กันแบบสืบเนื่องข้ามภูมิได้โดยตรงในบางกรณี อรูปาวจรทุกะปิดจบสมบูรณ์ที่หน้า 1040 ด้วยการอ้างอิงเหมือนรูปาวจรทุกะ
  64. 页 1041–1055 กุสลติกะ ปิดท้ายคู่กับทุกะที่ 96-100 (ปริยาปันนะ นิยยานิกะ นิยตะ สอุตตระ สรณะ) เนื้อหาปิดท้ายแถวของกุสลติกะในติกทุกปัฏฐาน จับคู่กับทุกะลำดับสุดท้าย 5 คู่ จำนวนวาระไม่เท่ากันเพราะข้อจำกัดโดยธรรมชาติ เช่น อปริยาปันนธรรม (โลกุตระ) และนิยยานิกธรรมเป็นกุศลหรืออัพยากตะได้เท่านั้น ไม่มีกรณีอกุศล จึงได้วาระน้อยกว่าฝ่ายตรงข้ามซึ่งครบทั้งสามชาติ เช่นเดียวกับอนุตตรธรรม (เฉพาะอรหัตตผลจิต) ที่ไม่มีทางเป็นอกุศลจึงมีเพียง 2 วาระ ขณะที่สอุตตรธรรมมีครบ 9 วาระ
  65. 页 1056–1105 สรณทุกะ (ทุกะสุดท้าย) จับคู่กับติกะที่เหลือทั้ง 21 ติกะ จนจบติกทุกปัฏฐาน พร้อมอรรถกถา ปิดท้ายติกทุกปัฏฐานทั้งเล่ม โดยนำสรณทุกะไปจับคู่กับติกะที่เหลือทีละติกะตามลำดับรวม 21 คู่ ใช้รูปแบบซ้ำเพราะสรณธรรม (อกุศลโดยธรรมชาติ) จับคู่ได้เฉพาะกับฝั่งอกุศลของแต่ละติกะเท่านั้น จึงมักเหลือ 1 วาระ ข้อยกเว้นที่ซับซ้อนกว่าปกติคือวิตักกติกสรณทุกะซึ่งมีถึง 37 วาระเพราะวิตักกติกะแตกกิ่งเป็น 3 ฝ่ายที่ผสมเกิดร่วมกันได้ และมัคคารัมมณติกสรณทุกะซึ่งมี 17 วาระจากการผสมกันของมัคคารัมมณะ มัคคเหตุกะ และมัคคาธิปติ ปิดท้ายด้วยโคลอฟอน "อนุโลมติกทุกปัฏฐาน จบ" (หน้า 1104) ซึ่งปิดมหาปกรณ์เล่มที่ 4 ทั้งเล่ม และอร
  66. 页 1106–1131 เริ่มติกติกปัฏฐาน (มหาปกรณ์เล่มที่ 5): กุสลติกะ จับคู่กับเวทนาติกะ ถึง ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะ จุดเริ่มต้นมหาปกรณ์เล่มที่ 5 (ติกติกปัฏฐาน — ไตรลักษณ์คูณไตรลักษณ์) นำกุสลติกะจับคู่เต็มรูปแบบกับติกะที่ 2-9 ตามลำดับ แต่ละคู่แสดงทั้งปฏิจจวาระและปัญหาวาระ เหตุผลของจำนวนวาระสะท้อนข้อจำกัดภายใน เช่น กุสลติกวิปากติกะที่วิปากบทมีเพียง 1 วาระเพราะวิปากธรรมเป็นอัพยากตะเท่านั้น ไม่มีทางเป็นกุศลหรืออกุศล
  67. 页 1132–1152 กุสลติกะ จับคู่กับอาจยคามิติกะ ถึง มัคคารัมมณติกะ กุสลติกะจับคู่ต่อเนื่องกับติกะที่ 9-15 ตัวอย่างที่มีโครงสร้างซับซ้อนกว่าปกติคือกุสลติกปริตตติกะ ซึ่งมีการเกิดร่วมข้ามหมวดทำให้มี 13 วาระในเหตุปัจจัย และกุสลติกมัคคารัมมณติกะซึ่งแยกย่อยเป็นมัคคารัมมณบท/มัคคเหตุกบท/มัคคาธิปติบท สะท้อนว่ามรรคมีองค์ประกอบสัมพันธ์กับจิตได้หลายแบบ
  68. 页 1153–1165 กุสลติกะ จับคู่กับอุปปันนติกะ ถึง สนิทัสสนติกะ (ปิดแถวกุสลติกะในติกติกปัฏฐาน) ส่วนสุดท้ายของแถวกุสลติกะในติกติกปัฏฐาน จับคู่กับติกะที่ 16-22 อุปปันนติกะและอตีตติกะรวบรัดเหลือเพียงปัญหาวาระสั้นๆ เพราะเป็นเพียงศัพท์กาลที่ไม่มีมิติซับซ้อนเพิ่มจากกุสลติกะ ส่วนอตีตารัมมณติกะแสดงเต็มทั้งสามกาละของอารมณ์ คู่สุดท้าย (สนิทัสสนติกะ) ปิดท้ายด้วยโคลอฟอน "กุสลติกสนิทัสสนติกะ จบ" ที่หน้า 1165 ซึ่งหมายถึงกุสลติกะจับคู่ครบทั้ง 21 ติกะที่เหลือแล้ว
  69. 页 1166–1187 เวทนาติกะ ถึง เสกขติกะ จับคู่ย้อนกลับกับกุสลติกะ หลังกุสลติกะจับคู่ครบทุกติกะแล้ว วิธีการพลิกทิศทาง คือนำติกะที่ 2-11 (เวทนาติกะ วิปากติกะ อุปาทินนติกะ สังกิลิฏฐติกะ วิตักกติกะ ปีติติกะ ทัสสนติกะ ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะ อาจยคามิติกะ เสกขติกะ) มาเป็นตัวตั้งจับคู่กับกุสลติกะแทน วาระมักถูกจำกัดกว่าการจับคู่ทิศทางแรก เช่น วิปากติกกุสลติกะที่กุศลบทมีเพียง 1 โหมด เพราะกุศลธรรมเป็นเหตุ ไม่ใช่วิบาก
  70. 页 1188–1212 ปริตตติกะ ถึง สนิทัสสนติกะ จับคู่กับกุสลติกะ (ปิดติกติกปัฏฐานทั้งเล่ม พร้อมอรรถกถา) ปิดท้ายการจับคู่ย้อนทิศทางของติกะที่ 12-22 กับกุสลติกะ คู่สุดท้าย (สนิทัสสนติกะ) แสดงเต็มที่สุดในชุด 21 วาระ ปิดด้วยโคลอฟอน "อนุโลมติกติกปัฏฐาน จบ" ที่หน้า 1210 ซึ่งปิดมหาปกรณ์เล่มที่ 5 ทั้งเล่ม ตามด้วยอรรถกถาอธิบายว่าท่านสอนเล่มนี้ด้วยการพับทุกติกะเข้ากับติกะอื่นทุกคู่ สอนด้วยตัวอย่างย่อและตัดคู่ที่เป็นไปไม่ได้ทิ้ง (หน้า 1211) มีหน้าว่างคั่น (หน้า 1212) ก่อนเข้าสู่มหาปกรณ์เล่มถัดไป
  71. 页 1213–1221 เปิดทุกทุกปัฏฐาน (มหาปกรณ์เล่มที่ 6, เล่มสุดท้าย): เหตุทุกสเหตุกทุกะ และเหตุทุกเหตุสัมปยุตตทุกะ เปิดมหาปกรณ์เล่มที่ 6 และเล่มสุดท้ายของอนุโลมปัฏฐาน ซึ่งจับคู่ทุกะกับทุกะ คู่แรก (เหตุทุกะ×สเหตุกทุกะ) แสดงเต็มรูปแบบทั้ง 4 นัย (อนุโลม ปัจจนีย อนุโลมปัจจนีย ปัจจนียานุโลม) ทั้งปฏิจจวาระและปัญหาวาระ เป็นแม่แบบที่คู่ทุกะ-ทุกะทั้งหมดในเล่มนี้จะอ้างอิงกลับมา เหตุทุกเหตุสัมปยุตตทุกะตามมาในรูปแบบเดียวกัน
  72. 页 1222–1248 เหตุทุกะ จับคู่กับทุกะที่ 3-18 ชุดการจับคู่เดี่ยว 16 คู่ ตรึงเหตุทุกะไว้เป็นสมาชิกตัวแรก จับกับทุกะที่สองแต่ละตัวตามลำดับ (เหตุสเหตุกะ เหตุเหตุสัมปยุตต นเหตุสเหตุก สัปปัจจย สังขต สนิทัสสน สัปปฏิฆ รูปี โลกิย เกนจิวิญเญยย อาสว สาสว อาสวสัมปยุตต อาสวสาสว อาสวอาสวสัมปยุตต อาสววิปปยุตตสาสว) แต่ละคู่จบในหน้าเดียวหรือน้อยกว่าโดยอ้างอิงกลับไปยังแม่แบบที่เปิดเล่มไว้ จำนวนวาระ (1, 3 หรือ 9) สะท้อนว่าสองทุกะนั้นเกิดร่วมกันได้อย่างอิสระ บางส่วน หรือแทบจะแยกกันเด็ดขาด
  73. 页 1249–1273 เหตุทุกะ จับคู่กับกลุ่มทุกะที่เหลือ (ฉโคจฉกะ มหันตระ อุปาทาน กิเลส ปิฏฐิทุกะ) จนครบ 99 คู่ ปิดท้ายการจับคู่ "เหตุทุกะเป็นสมาชิกตัวแรก" กับทุกะที่เหลือทั้งหมด โดยไล่ผ่านกลุ่มก้อนใหญ่แทนการแจกแจงทีละคู่ ได้แก่ฉโคจฉกทุกะ (35 คู่ กลุ่มสัญโญชน์ คันถะ โอฆะ โยคะ นีวรณะ ปรามาส บีบอัดในหน้าเดียว) กลุ่มจิต-เจตสิก อัชฌัตติก อุปาทาน กิเลส และปิฏฐิทุกะ (18 ทุกะท้าย เช่น ทัสสเนนปหาตัพพ ภาวนายปหาตัพพ สวิตักก สัปปีติก สรณ/อรณ) ซึ่งยังคงระบุชื่อแต่ละทุกะไว้ครบเพราะต้องแสดงจำนวนวาระ ปิดด้วยโคลอฟอน "เหตุทุกปิฏฐทุกะ จบ" ที่หน้า 1273 ซึ่งปิดครบทั้ง 99 คู่ที่มีเหตุทุกะเป็นสมาชิกตัวแรก
  74. 页 1274–1289 ทุกะอื่นย้อนกลับจับคู่กับเหตุทุกะ (สเหตุกทุกะ ถึง ปิฏฐิทุกะ) พลิกทิศทางอีกครั้ง โดยให้ทุกะแต่ละตัวเป็นสมาชิกตัวแรกและเหตุทุกะเป็นสมาชิกตัวที่สองแทน ไล่ผ่านทุกะที่เหลือทั้งหมดในรูปแบบกลุ่มก้อนใหญ่เจ็ดกลุ่ม (จูฬันตรทุกะ อาสวโคจฉกะ ฉโคจฉกะ มหันตระ อุปาทานโคจฉกะ กิเลสโคจฉกะ และปิฏฐิทุกะ) แต่ละกลุ่มใช้การอ้างอิงล้วนโดยระบุชื่อทุกะทุกตัวในกลุ่ม สะท้อนหลักที่ว่า "ก. เป็นปัจจัยแก่ ข." กับ "ข. เป็นปัจจัยแก่ ก." เป็นคำถามคนละข้อ แม้จะเป็นทุกะคู่เดียวกัน
  75. 页 1290–1291 ปิดอนุโลมทุกทุกปัฏฐาน และปิดอนุโลมปัฏฐานทั้งหมด (หน้าสุดท้ายของเล่ม) หน้า 1290 มีโคลอฟอนซ้อนกันสามชั้น คือ "ปิฏฐิทุกเหตุทุกะ จบ" (คู่สุดท้าย) "อนุโลมทุกทุกปัฏฐาน จบ" (ปิดมหาปกรณ์เล่มที่ 6) และ "อนุโลมปัฏฐาน จบ" (ปิดปัฏฐานฝ่ายอนุโลมทั้งหมดทั้ง 6 เล่มใหญ่) ตามด้วยอรรถกถาทุกทุกปัฏฐานอธิบายวิธีสอนแบบพับทุกะเข้าหากันทุกคู่ หน้า 1291 ซึ่งเป็นหน้าสุดท้ายของเล่มนี้ มีอรรถกถาอนุโลมปัฏฐานสรุปเป็นคาถาระบุชื่อมหาปกรณ์ทั้ง 6 เล่ม (ติกปัฏฐาน ทุกปัฏฐาน ทุกติกปัฏฐาน ติกทุกปัฏฐาน ติกติกปัฏฐาน ทุกทุกปัฏฐาน) ว่าเป็น "นัย 6 ในอนุโลม" ที่ลึกซึ้งยิ่ง นี่คือการปิดฉากอย่างสมบูรณ์ของปัฏฐ