Long Discourses: The Pāṭika Chapter

Édition thaïe MCU · Sutta Piṭaka — The Basket of Discourses · Volume 11 · 438 pages

Résumé par IA à partir du volume entier (56 sujets) — cliquez pour aller à la page où commence un sujet.

  1. Page 1–27 ปาฏิกสูตร (ตอนต้น): สุนักขัตตะบอกคืนศาสนา และคำพยากรณ์นักบวชเปลือย ๓ คน เจ้าลิจฉวีสุนักขัตตะทูลบอกคืนพระศาสนาต่อภัคควโคตรปริพาชก เพราะพระพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์และไม่ทรงประกาศทฤษฎีต้นกำเนิดโลก พระพุทธเจ้าตรัสเล่าคำพยากรณ์ที่เป็นจริงเรื่องนักบวชเปลือยโกรักขัตติยะ (ตายด้วยโรค ศพยังลุกขึ้นยืนยันคำพยากรณ์) และกฬารมัชฌกะ (เสื่อมยศกลับมีเมีย) รวมถึงนักบวชเปลือยปาฏิกบุตรผู้อวดจะแข่งแสดงฤทธิ์แต่กลับขนพองไม่กล้ามาเผชิญหน้า
  2. Page 27–34 ปาฏิกสูตร (ตอนปลาย): ทฤษฎีว่าด้วยต้นกำเนิดของโลก ๔ ประการ (จบสูตร) พระพุทธเจ้าตรัสตอบภัคควโคตรปริพาชกถึงทฤษฎีกำเนิดโลก ๔ แบบที่สมณพราหมณ์ถือกัน คือ พระอิศวร/พรหมสร้างโลก, เกิดจากเทพขิฑฑาปโทสิกะผู้หมกมุ่นสนุกจนหลงลืมสติ, เทพมโนปโทสิกะผู้จ้องจับผิดกันจนมุ่งร้าย, และเกิดขึ้นเอง ทรงชี้ว่าพระองค์ทรงรู้ทั้งทฤษฎีและความเป็นมาแต่ไม่ทรงยึดมั่น จบด้วยภัคควโคตรปริพาชกเลื่อมใสศรัทธา จบปาฏิกสูตร
  3. Page 35–44 อุทุมพริกสูตร (ตอนต้น): ปริพาชกนิโครธ และลัทธิกีดกันบาปด้วยตบะที่บริบูรณ์แต่มีอุปกิเลส สันธานคหบดีพบนิโครธปริพาชกผู้ดูหมิ่นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเสด็จมาเปิดโอกาสให้นิโครธถามเรื่องลัทธิกีดกันบาปด้วยตบะ ทรงแสดงลักษณะตบะที่บริบูรณ์แล้วทรงชี้อุปกิเลส ๒๒ ข้อของตบะแม้บริบูรณ์ก็ยังเศร้าหมอง เช่น ยึดติดยินดีในตบะ ยกตนข่มผู้อื่น มัวเมาลาภสักการะ ริษยา โอ้อวด พูดเท็จปิดบังความผิด
  4. Page 44–58 อุทุมพริกสูตร (ตอนปลาย): ระดับความบริสุทธิ์ของตบะ และคำสารภาพผิดของนิโครธ (จบสูตร) พระพุทธเจ้าไล่ลำดับความบริสุทธิ์ของตบะจากไม่มีอุปกิเลส ๒๒ ข้อ เพิ่มศีลและพรหมวิหาร ๔ เพิ่มปุพเพนิวาสานุสติญาณ-ระลึกชาติ เพิ่มทิพยจักษุและรู้กรรมของสัตว์ แต่ยังไม่เท่าธรรมที่ทรงสอนสาวก ปริพาชกทั้งหมดนิ่งอับอาย นิโครธสารภาพผิด พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมว่าผู้ปฏิบัติตรงบรรลุได้ภายใน ๗ วัน จบสูตรด้วยทรงเหาะกลับภูเขาคิชฌกูฏ
  5. Page 59–66 จักกวัตติสูตร (๑): พระเจ้าจักรพรรดิทัฬหเนมิและจักรวรรดิวัตร เรื่องพระเจ้าจักรพรรดิทัฬหเนมิผู้ทรงธรรมและจักรแก้วอันเป็นทิพย์ พระราชฤๅษีทรงสอนจักรวรรดิวัตรอันประเสริฐแก่รัชทายาท คือยึดธรรมเป็นใหญ่ ให้ทานแก่ผู้ยากไร้ และปรึกษาสมณพราหมณ์ เมื่อกษัตริย์จักรพรรดิองค์ที่ ๗ ทรงละเลยไม่ประพฤติวัตรนี้ บ้านเมืองจึงเริ่มเสื่อม
  6. Page 67–82 จักกวัตติสูตร (๒): วัฏจักรความเสื่อม-เจริญของอายุขัยมนุษย์และพระศรีอริยเมตไตรย (จบสูตร) เมื่อกษัตริย์ไม่พระราชทานทรัพย์แก่คนยากไร้ ความขัดสนนำไปสู่โจรกรรม ฆ่า โกหก จนอายุขัยมนุษย์ลดจาก ๘๐,๐๐๐ ปีเหลือ ๑๐ ปีในยุคมิคสัญญี มนุษย์ฆ่ากันด้วยเข้าใจผิดว่าเป็นเนื้อ ก่อนบางส่วนจะสำนึกกลับมาสมาทานกุศลธรรมจนอายุขัยเพิ่มกลับสู่ ๘๐,๐๐๐ ปี ซึ่งจะมีพระเจ้าจักรพรรดิพระนามสังขะและพระพุทธเจ้าพระนามเมตไตรยเสด็จอุบัติ
  7. Page 83–87 อัคคัญญสูตร (๑): ข้อกล่าวหาเรื่องวรรณะพราหมณ์ สามเณรวาเสฏฐะและภารทวาชะผู้เคยเป็นพราหมณ์ถูกพราหมณ์ด่าว่าละทิ้งวรรณะประเสริฐมาบวช พระพุทธเจ้าตรัสหักล้างว่าคำกล่าวอ้างว่าพราหมณ์บริสุทธิ์กว่าวรรณะอื่นไม่เป็นความจริง เพราะทุกวรรณะเกิดจากครรภ์มารดาเช่นเดียวกัน ผู้เลิศที่สุดคือพระอรหันต์ผู้บริบูรณ์ด้วยธรรม ไม่ใช่โดยชาติกำเนิด
  8. Page 88–102 อัคคัญญสูตร (๒): กำเนิดโลกและกำเนิดวรรณะ ๔ (จบสูตร) ทรงแสดงกำเนิดโลกและมนุษย์ตั้งแต่ยุคสัตว์มีรัศมีในตัวเอง จนบริโภคง้วนดิน สะเก็ดดิน เครือดิน และข้าวสาลีตามลำดับ ทำให้ร่างกายหยาบขึ้น เกิดเพศหญิงชาย เกิดการสะสมทรัพย์และอทินนาทาน จึงมีการแต่งตั้ง 'มหาสมมติ' ผู้ปกครอง อันเป็นที่มาของวรรณะกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร และสมณะ สรุปว่าธรรมประเสริฐที่สุดในหมู่ชน
  9. Page 103–124 สัมปสาทนียสูตร: พระสารีบุตรบันลือสีหนาทและเทศนาอันยอดเยี่ยม (จบสูตร) พระสารีบุตรกราบทูลเลื่อมใสว่าไม่มีผู้ใดมีปัญญาเหนือกว่าพระพุทธเจ้าในทางพระสัมโพธิญาณ พระองค์ทรงซักว่าท่านหยั่งรู้พระทัยพระพุทธเจ้าทุกพระองค์หรือไม่ พระสารีบุตรตอบว่าใช้วิธีอนุมานจากธรรมที่ทรงแสดง จากนั้นแสดงเทศนาอันยอดเยี่ยมหลายหมวด เช่น กุศลธรรม อายตนะ การก้าวลงสู่ครรภ์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ ทัสสนสมาบัติ บุคคลบัญญัติ ๗ จำพวก โพชฌงค์ ปฏิปทา วิธีสั่งสอนสาวก สัสสตวาทะ การระลึกชาติ และการแสดงฤทธิ์
  10. Page 125–158 ๖. ปาสาทิกสูตร หลังนิครนถ์นาฏบุตรสิ้นชีวิต พวกนิครนถ์แตกแยกทะเลาะกัน พระจุนทะสมณุทเทสทูลพระอานนท์ แล้วทั้งสองเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ทรงแสดงศาสดา ๒ ประเภทและผลต่อสาวกที่ปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามธรรม องค์ประกอบของพรหมจรรย์ที่บริบูรณ์ ธรรมที่ควรสังคายนา (โพธิปักขิยธรรม ๓๗) วิธีอธิบายธรรมให้ถูกต้อง สุขัลลิกานุโยคที่ถูกและผิด ความหมายของคำว่า 'ตถาคต' และปัญหาที่ทรงพยากรณ์/ไม่ทรงพยากรณ์ ปิดท้ายด้วยพระพุทธเจ้าประทานชื่อธรรมบรรยายนี้ว่า 'ปาสาทิกะ'
  11. Page 159–163 ลักขณสูตร — บทนำ: ลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ เริ่มลักขณสูตร พระพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่ามหาบุรุษผู้สมบูรณ์ด้วยลักษณะ ๓๒ ประการ มีคติเพียง ๒ อย่าง คือเป็นพระเจ้าจักรพรรดิหรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากนั้นทรงแจกแจงรายชื่อลักษณะมหาบุรุษทั้ง ๓๒ ประการโดยละเอียด
  12. Page 163–165 ลักษณะที่ ๑ ฝ่าพระบาทราบเสมอกัน อธิบายกรรมในอดีตชาติที่ทำให้ได้ลักษณะฝ่าพระบาทราบเสมอกัน คือการสมาทานมั่นในกุศลธรรมต่างๆ พร้อมอานิสงส์เมื่อเป็นพระเจ้าจักรพรรดิหรือพระพุทธเจ้า ปิดท้ายด้วยคาถาของพระโบราณกเถระ
  13. Page 166–167 ลักษณะที่ ๒ ลายจักรที่ฝ่าพระบาท ทรงแสดงกรรมที่ทำให้ได้ลายจักรที่ฝ่าพระบาททั้งสอง คือการให้ความสุขและคุ้มครองผู้อื่นโดยธรรม พร้อมอานิสงส์มีบริวารมาก
  14. Page 167–169 ลักษณะที่ ๓-๕ ส้นพระบาท องคุลี กายตั้งตรง ทรงแสดงกรรมที่ทำให้ได้ลักษณะ ๓ ประการร่วมกัน คือ ส้นพระบาทยื่นยาว องคุลียาว และพระวรกายตั้งตรงดุจกายพรหม อันเกิดจากการงดเว้นการฆ่าสัตว์ อานิสงส์คือมีพระชนมายุยืนยาว
  15. Page 169–170 ลักษณะที่ ๖ พระมังสะในที่ ๗ แห่งเต็มบริบูรณ์ ทรงแสดงกรรมที่ทำให้ได้ลักษณะพระมังสะในที่ ๗ แห่งเต็มบริบูรณ์ คือการให้อาหารประณีตแก่ผู้อื่น อานิสงส์คือได้รับของเคี้ยวของฉันอันประณีตเสมอ
  16. Page 170–172 ลักษณะที่ ๗-๘ พระหัตถ์พระบาทอ่อนนุ่ม ลายตาข่าย ทรงแสดงกรรมที่ทำให้ได้ลักษณะพระหัตถ์พระบาทอ่อนนุ่มและมีลายเส้นข้อนิ้วเป็นรูปตาข่าย คือการสงเคราะห์ผู้อื่นด้วยสังคหวัตถุ ๔ ผลคือมีบริวารที่ได้รับการสงเคราะห์ดี
  17. Page 172–174 ลักษณะที่ ๙-๑๐ ข้อพระบาทสูง ลักษณะข้อที่ ๙-๑๐ คือข้อพระบาทสูงและพระโลมชาติปลายงอนขึ้น เกิดจากกรรมกล่าววาจาประกอบด้วยประโยชน์และธรรมแก่คนหมู่มาก ผลคือทรงเป็นผู้เลิศ ประเสริฐ เป็นประมุขเหนือผู้อื่น
  18. Page 174–176 ลักษณะที่ ๑๑ พระชงฆ์เรียวดุจแข้งเนื้อทราย ลักษณะข้อที่ ๑๑ คือพระชงฆ์เรียวดุจแข้งเนื้อทราย เกิดจากกรรมตั้งใจสอนศิลปวิทยาแก่ผู้อื่นด้วยความปรารถนาให้เรียนรู้ได้เร็ว ผลคือทรงได้รับพาหนะและปัจจัยที่เหมาะสมโดยพลัน
  19. Page 176–177 ลักษณะที่ ๑๒ พระฉวีละเอียด ลักษณะข้อที่ ๑๒ คือพระฉวีละเอียดจนละอองธุลีไม่ติดพระวรกาย เกิดจากกรรมหมั่นเข้าไปถามปัญหาธรรมกับสมณพราหมณ์ในอดีตชาติ ผลคือทรงมีพระปัญญามากเหนือผู้อื่นทั้งปวง
  20. Page 177–179 ลักษณะที่ ๑๓ พระฉวีสีทอง ลักษณะข้อที่ ๑๓ คือพระฉวีสีทอง เกิดจากกรรมไม่มีความโกรธและให้ทานผ้าเนื้อดีแก่ผู้อื่น ผลคือทรงได้เครื่องลาดและผ้าทรงเนื้อดีเสมอ
  21. Page 179–180 ลักษณะที่ ๑๔ พระคุยหฐานเร้นในฝัก (จบภาณวารที่ ๑) ลักษณะข้อที่ ๑๔ คือพระคุยหฐานเร้นอยู่ในฝัก เกิดจากกรรมนำญาติมิตรที่พลัดพรากให้กลับมาพบกัน ผลคือมีพระโอรสหรือพระสาวกจำนวนมาก จบภาณวารที่ ๑ ของลักขณสูตร
  22. Page 180–182 ลักษณะที่ ๑๕-๑๖ พระวรกายเป็นปริมณฑล ลักษณะข้อที่ ๑๕-๑๖ คือพระวรกายเป็นปริมณฑลดุจต้นไทร และทรงลูบคลำพระชานุได้โดยไม่ต้องน้อมพระองค์ เกิดจากกรรมรู้จักสงเคราะห์คนตามฐานะที่เหมาะสม ผลคือทรงมั่งคั่งด้วยทรัพย์ทั้งทางโลกและอริยทรัพย์
  23. Page 182–184 ลักษณะที่ ๑๗-๑๙ พระวรกายดุจท่อนหน้าราชสีห์ ลักษณะข้อที่ ๑๗-๑๙ คือพระวรกายบริบูรณ์ดุจท่อนหน้าราชสีห์ ร่องพระปฤษฎางค์เต็ม และลำพระศอกลมเท่ากัน เกิดจากกรรมปรารถนาความเจริญแก่คนหมู่มากในทุกด้าน ผลคือไม่มีความเสื่อมทั้งทรัพย์สมบัติทางโลกและอริยทรัพย์
  24. Page 184–186 ลักษณะที่ ๒๐ เส้นประสาทรับรสอาหาร ลักษณะข้อที่ ๒๐ คือเส้นประสาทรับรสพระกระยาหารได้ดี เกิดจากกรรมไม่เบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือหรืออาวุธ ผลคือทรงมีพระโรคาพาธน้อย ธาตุย่อยอาหารสม่ำเสมอ
  25. Page 186–187 ลักษณะที่ ๒๑-๒๒ ดวงพระเนตรดำสนิท ลักษณะข้อที่ ๒๑-๒๒ คือดวงพระเนตรดำสนิทและแจ่มใสดุจตาลูกโคเพิ่งคลอด เกิดจากกรรมมองดูผู้อื่นด้วยความรักไม่ถลึงตา ผลคือทรงเป็นที่รักที่พอใจของคนหมู่มาก
  26. Page 187–189 ลักษณะที่ ๒๓ พระเศียรดุจประดับกรอบพระพักตร์ ลักษณะข้อที่ ๒๓ คือพระเศียรดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์ เกิดจากกรรมเป็นผู้นำคนหมู่มากในกุศลธรรมต่างๆ ผลคือทรงเป็นผู้ที่คนหมู่มากดำเนินตาม
  27. Page 189–190 ลักษณะที่ ๒๔-๒๕ พระโลมชาติเดี่ยว ลักษณะข้อที่ ๒๔-๒๕ คือพระโลมชาติเดี่ยว และพระอุณาโลมสีขาวระหว่างพระโขนง เกิดจากกรรมละเว้นการพูดเท็จ พูดแต่คำสัตย์ ผลคือทรงเป็นผู้ที่คนหมู่มากประพฤติตาม
  28. Page 191–192 ลักษณะที่ ๒๖-๒๗ พระทนต์ ๔๐ ซี่ ลักษณะข้อที่ ๒๖-๒๗ คือพระทนต์ ๔๐ ซี่และไม่ห่างกัน เกิดจากกรรมละเว้นคำส่อเสียด สมานคนที่แตกกัน ผลคือทรงมีบริษัทบริวารที่ไม่แตกแยกกัน
  29. Page 193–194 ลักษณะที่ ๒๘-๒๙ พระชิวหาใหญ่ยาว-เสียงพรหม ลักษณะข้อที่ ๒๘-๒๙ คือพระชิวหาใหญ่ยาวและพระสุรเสียงดุจเสียงพรหม เกิดจากกรรมละเว้นคำหยาบ พูดแต่คำไพเราะ ผลคือทรงมีพระวาจาที่คนทั้งหลายยอมรับเชื่อฟัง
  30. Page 194–196 ลักษณะที่ ๓๐ พระหนุดุจคางราชสีห์ ลักษณะข้อที่ ๓๐ คือพระหนุ (คาง) ดุจคางราชสีห์ เกิดจากกรรมละเว้นคำเพ้อเจ้อ พูดแต่คำจริงมีประโยชน์ตามกาล ผลคือไม่มีข้าศึกศัตรูใดกำจัดพระองค์ได้
  31. Page 196–198 ลักษณะที่ ๓๑-๓๒ พระทนต์เรียบ-เขี้ยวแก้วขาว (จบสูตร) ลักษณะข้อที่ ๓๑-๓๒ อันเป็นข้อสุดท้าย คือพระทนต์เรียบเสมอกันและพระเขี้ยวแก้วขาวงาม เกิดจากกรรมดำรงชีวิตด้วยสัมมาอาชีวะ ไม่โกงไม่ล่อลวง ผลคือทรงมีบริวารที่สะอาดบริสุทธิ์ จบลักขณสูตรที่ ๗
  32. Page 199–218 สิงคาลกสูตร (สิงคาโลวาทสูตร): ทิศ ๖ พระพุทธเจ้าทรงเห็นสิงคาลกมาณพไหว้ทิศ ๖ ตามคำสั่งเสียของบิดา จึงทรงสอนวิธีไหว้ทิศในอริยวินัย เริ่มด้วยการละกรรมกิเลส ๔ เหตุแห่งบาป ๔ และอบายมุข ๖ พร้อมโทษของแต่ละอบายมุขอย่างละเอียด จากนั้นทรงแยกแยะมิตรเทียม ๔ จำพวกและมิตรแท้ ๔ จำพวก และอธิบายทิศ ๖ ที่แท้จริง คือ บิดามารดา ครูอาจารย์ บุตรภรรยา มิตรสหาย บ่าวไพร่ และสมณพราหมณ์ พร้อมหน้าที่พึงปฏิบัติต่อกัน จบด้วยสิงคาลกะแสดงตนเป็นอุบาสก
  33. Page 219–232 ๙. อาฏานาฏิยสูตร ภาณวารที่ ๑ ท้าวมหาราชทั้ง ๔ พร้อมกองทัพยักษ์ คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ และนาค เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ท้าวเวสวัณกราบทูลว่ายักษ์ชั้นสูงบางส่วนไม่เลื่อมใสในพระธรรมวินัย จึงทูลขอให้ทรงเรียนมนต์อาฏานาฏิยะเพื่อคุ้มครองภิกษุสงฆ์ ตามด้วยบทนอบน้อมพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ในอดีต พรรณนาทิศทั้ง ๔ กับท้าวมหาราชผู้ปกครองแต่ละทิศ พร้อมชื่อเมืองและยักษ์บริวาร และวิธีร้องขอความคุ้มครองจากยักษ์ใหญ่หากถูกเบียดเบียน
  34. Page 233–246 อาฏานาฏิยสูตร ภาณวารที่ ๒ (จบสูตร) พระพุทธเจ้าทรงเล่าเหตุการณ์คืนนั้นแก่ภิกษุทั้งหลายซ้ำอีกครั้ง ทวนเนื้อหามนต์อาฏานาฏิยะทั้งหมดตามที่ท้าวเวสวัณทูลถวาย แล้วทรงสั่งให้ภิกษุเรียนและทรงจำมนต์นี้ไว้เพื่อคุ้มครองตน จบสูตร
  35. Page 247–250 สังคีติสูตร: ต้นเหตุการสังคายนา พระพุทธเจ้าเสด็จถึงกรุงปาวา ทรงใช้ท้องพระโรงใหม่ชื่ออุพภตกะเป็นปฐมฤกษ์ แสดงธรรมแก่เจ้ามัลละเกือบตลอดคืนแล้วโปรดให้พระสารีบุตรแสดงธรรมต่อ เมื่อนิครนถ์นาฏบุตรสิ้นชีวิต เหล่าสาวกแตกแยกทะเลาะวิวาทกัน พระสารีบุตรจึงชักชวนภิกษุสงฆ์ให้ร่วมกันสังคายนาธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้วเพื่อมิให้เกิดความแตกแยกเช่นนั้น
  36. Page 250–251 สังคีติหมวด ๑ หมวดธรรมที่มีองค์ประกอบเดียว ยกตัวอย่างเช่น สัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร และดำรงอยู่ได้ด้วยสังขาร
  37. Page 251–258 สังคีติหมวด ๒ หมวดธรรมคู่รวม ๓๓ คู่ เช่น นาม-รูป, อวิชชา-ภวตัณหา, หิริ-โอตตัปปะ, สมถะ-วิปัสสนา, สีลวิสุทธิ-ทิฏฐิวิสุทธิ, วิชชา-วิมุตติ
  38. Page 259–276 สังคีติหมวด ๓ หมวดธรรมสามอย่างรวม ๖๐ ชุด เป็นหมวดที่ยาวและหนาแน่นที่สุดในสูตร ครอบคลุมเช่น อกุศลมูล-กุศลมูล ๓, ทุจริต-สุจริต ๓, ตัณหา ๓, ภพ ๓, สิกขา ๓, อนุตตริยะ ๓, สมาธิ ๓, จักขุ ๓, กถาวัตถุ ๓, วิชชา ๓, วิหารธรรม ๓ และปาฏิหาริย์ ๓
  39. Page 276–299 สังคีติหมวด ๔: ธรรม ๕๐ หมวดย่อยตั้งแต่สติปัฏฐานถึงบุคคล ๔ ประเภท ธรรมหมวด ๔ ประการ รวม ๕๐ หมวดย่อย เริ่มจากสติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท ฌาน ๔ สมาธิภาวนา อัปปมัญญา อรูปฌาน อริยวงศ์ ญาณ ๔ องค์แห่งพระโสดาบัน สามัญญผล ธาตุ ๔ อาหาร วิญญาณฐิติ อคติ ตัณหา ปฏิปทา ธรรมขันธ์ พละ อธิษฐาน กรรม ๔ โอฆะ โยคะ อุปาทาน โยนิ การก้าวลงสู่ครรภ์ ทักขิณาวิสุทธิ สังคหวัตถุ จนถึงบุคคล ๔ ประเภทต่าง ๆ
  40. Page 299–315 สังคีติหมวด ๕: ขันธ์ นิวรณ์ สังโยชน์ ศีล ๕ ถึงเหตุแห่งวิมุตติ ธรรมหมวด ๕ ประการ ครอบคลุมขันธ์ ๕ อุปาทานขันธ์ กามคุณ คติ มัจฉริยะ นิวรณ์ สังโยชน์เบื้องต่ำ-สูง ศีล ๕ อภัพพฐานของพระขีณาสพ พยสนะและสัมปทา ๕ ธรรมสำหรับโจทก์ สุทธาวาส พระอนาคามี ๕ ประเภท กิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปู วินิพันธา ธาตุที่สลัด เหตุแห่งวิมุตติ และสัญญาเพื่อวิมุตติ
  41. Page 315–330 สังคีติหมวด ๖: อายตนะ สารณียธรรม วิวาทมูล ธาตุ ๖ ถึงอภิชาติ ธรรมหมวด ๖ ประการ กล่าวถึงอายตนะภายใน-นอก วิญญาณ ผัสสะ เวทนา สัญญา สัญเจตนา ตัณหาทั้ง ๖ ทาง อคารวะ-คารวะ ๖ สารณียธรรม วิวาทมูล ธาตุ ๖ อนุตตริยะ ๖ อนุสสติฐาน สตตวิหารธรรมของพระขีณาสพ อภิชาติ ๖ และนิพเพธภาคิยสัญญา
  42. Page 330–339 สังคีติหมวด ๗ (จบพร้อมภาณวารที่ ๒) ธรรมหมวดละ ๗ ประการ ๑๔ หัวข้อ ได้แก่ อริยทรัพย์ ๗ โพชฌงค์ ๗ องค์มรรคที่เป็นบริขารสมาธิ ๗ อสัทธรรม-สัทธรรม ๗ สัปปุริสธรรม ๗ นิททสวัตถุ ๗ สัญญา ๗ พละ ๗ วิญญาณฐิติ ๗ ทักขิเณยยบุคคล ๗ อนุสัย ๗ สังโยชน์ ๗ และอธิกรณสมถธรรม ๗ จบพร้อมภาณวารที่ ๒
  43. Page 339–351 สังคีติหมวด ๘ ธรรมหมวดละ ๘ ประการ ครอบคลุมมิจฉัตตะ-สัมมัตตะ ๘ ทักขิเณยยบุคคล ๘ กุสีตวัตถุ ๘ และอารัมภวัตถุ ๘ ทานวัตถุ ๘ ทานุปปัตติ ๘ บริษัท ๘ โลกธรรม ๘ อภิภายตนะ ๘ และวิโมกข์ ๘
  44. Page 351–358 สังคีติหมวด ๙ ธรรมหมวดละ ๙ ประการ ได้แก่ อาฆาตวัตถุ ๙ และอาฆาตปฏิวินยะ ๙ สัตตาวาส ๙ กาลไม่ใช่ขณะเพื่ออยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ๙ อนุปุพพวิหารธรรม ๙ (ฌานสมาบัติตามลำดับถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ) และอนุปุพพนิโรธ ๙
  45. Page 358–366 สังคีติหมวด ๑๐ และบทปิดสังคีติสูตร ธรรมหมวดละ ๑๐ ประการ ได้แก่ นาถกรณธรรม ๑๐ กสิณายตนะ ๑๐ อกุศลกรรมบถ-กุศลกรรมบถ ๑๐ อริยวาส ๑๐ และอเสขธรรม ๑๐ จบด้วยฉากพระพุทธเจ้าเสด็จลุกขึ้นตรัสสรรเสริญพระสารีบุตรว่า 'ดีละ ดีละ' และปิดสังคีติสูตร
  46. Page 367–369 ทสุตตรสูตร: นิทานและธรรม ๑ ประการ เปิดสูตรที่ริมสระโบกขรณีคัคครา เขตกรุงจัมปา พระสารีบุตรแสดงทสุตตรสูตรแก่ภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ รูป แล้วเริ่มธรรม ๑ ประการ (ความไม่ประมาท กายคตาสติ ผัสสะที่มีอาสวะ อัสมิมานะ อโยนิโสมนสิการ โยนิโสมนสิการ เจโตสมาธิ ญาณไม่กำเริบ อาหาร ๔ เจโตวิมุตติไม่กำเริบ) ตามกรอบ ๑๐ หัวข้อมาตรฐาน
  47. Page 369–371 ทสุตตรสูตร: ธรรม ๒ ประการ ธรรม ๒ ประการตามกรอบ ๑๐ หัวข้อ ได้แก่ สติ-สัมปชัญญะ สมถะ-วิปัสสนา นาม-รูป อวิชชา-ภวตัณหา โทวจัสสตา-ปาปมิตตตา ธรรมฝ่ายเศร้าหมอง-บริสุทธิ์ ขยญาณ-อนุปปาทญาณ สังขตธาตุ-อสังขตธาตุ และวิชชา-วิมุตติ
  48. Page 372–375 ทสุตตรสูตร: ธรรม ๓ ประการ ธรรม ๓ ประการ ได้แก่ สัปปุริสสังเสวะ-สัทธัมมัสสวนะ-ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ สมาธิ ๓ เวทนา ๓ ตัณหา ๓ อกุศลมูล-กุศลมูล ๓ ธาตุที่สลัด ๓ ญาณกาล ๓ ธาตุ ๓ และวิชชา ๓
  49. Page 375–378 ทสุตตรสูตร: ธรรม ๔ ประการ ธรรม ๔ ประการ ได้แก่ จักร ๔ สติปัฏฐาน ๔ อาหาร ๔ โอฆะ-โยคะ-วิสังโยคะ ๔ สมาธิ ๔ ญาณ ๔ อริยสัจ ๔ และสามัญญผล ๔
  50. Page 379–386 ทสุตตรสูตร: ธรรม ๕ ประการ ธรรม ๕ ประการ ได้แก่ องค์ของผู้บำเพ็ญความเพียร ๕ สัมมาสมาธิประกอบด้วยองค์ ๕ อุปาทานขันธ์ ๕ นิวรณ์ ๕ กิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปู ๕ อินทรีย์ ๕ ธาตุที่สลัด ๕ สัมมาสมาธิประกอบด้วยญาณ ๕ วิมุตตายตนะ ๕ และธรรมขันธ์ ๕
  51. Page 387–396 ทสุตตรสูตร: ธรรม ๖ ประการ ครบทั้งหมวด ๖: สารณียธรรม ๖, อนุสสติฏฐาน ๖, อายตนะภายใน ๖, หมวดตัณหา ๖, อคารวะ-คารวะ ๖, ธาตุที่สลัด ๖ (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาเจโตวิมุตติ), สตตวิหารธรรม ๖, อนุตตริยะ ๖ และอภิญญา ๖
  52. Page 397–403 ทสุตตรสูตร: ธรรม ๗ ประการ ครบทั้งหมวด ๗: อริยทรัพย์ ๗, โพชฌงค์ ๗, วิญญาณฐิติ ๗, อนุสัย ๗, อสัทธรรม-สัทธรรม ๗, สัปปุริสธรรม ๗, สัญญา ๗, นิททสวัตถุ ๗ และกำลังของพระขีณาสพ ๗
  53. Page 404–418 ทสุตตรสูตร: ธรรม ๘ ประการ ครบทั้งหมวด ๘: เหตุปัจจัย ๘ เพื่อได้อาทิพรหมจริยกปัญญา, อริยมรรคมีองค์ ๘, โลกธรรม ๘, มิจฉัตตธรรม ๘, กุสีตวัตถุ-อารัมภวัตถุ ๘, กาลที่ไม่ใช่ขณะเพื่ออยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ๘, ความตรึกของมหาบุรุษ ๘, อภิภายตนะ ๘ และวิโมกข์ ๘
  54. Page 418–427 ทสุตตรสูตร: ธรรม ๙ ประการ ครบทั้งหมวด ๙: ธรรมมีโยนิโสมนสิการเป็นมูล ๙, องค์ความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ ๙, สัตตาวาส ๙, ธรรมมีตัณหาเป็นมูล ๙, อาฆาตวัตถุ-อุบายกำจัดอาฆาต ๙, นานัตตะ ๙, สัญญา ๙, อนุปุพพวิหาร ๙ และอนุปุพพนิโรธ ๙
  55. Page 427–438 ทสุตตรสูตร: ธรรม ๑๐ ประการ ครบทั้งหมวด ๑๐: นาถกรณธรรม ๑๐, กสิณายตนะ ๑๐, อายตนะ ๑๐, มิจฉัตตะ ๑๐, อกุศลกรรมบถ-กุศลกรรมบถ ๑๐, อริยวาส ๑๐, สัญญา ๑๐, นิชชรวัตถุ ๑๐ และอเสขธรรม ๑๐ ปิดท้ายด้วยธรรม ๑๐๐ ประการที่พระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ
  56. Page 438 บทปิดท้ายทสุตตรสูตร ปาฏิกวรรค และทีฆนิกาย ภิกษุทั้งหลายชื่นชมยินดีในภาษิตของพระสารีบุตร ตามด้วยคำลงท้าย "ทสุตตรสูตรที่ ๑๑ จบ" "ปาฏิกวรรค จบ" พร้อมรายชื่อพระสูตรทั้ง ๑๑ สูตรในวรรคนี้ และปิดท้ายด้วยข้อความสรุปทั้งเล่มว่า "ทีฆนิกายทั้งหมดมี ๓๔ สูตร จัดเป็น ๓ วรรค" ซึ่งเป็นจุดจบของทีฆนิกายทั้งหมด