The Path of Discrimination

Thailändische Königliche Ausgabe · Sutta Piṭaka — The Basket of Discourses · Band 31 · 364 Seiten

Von der KI aus dem gesamten Band zusammengefasst (40 Themen) — klicken Sie, um zum Beginn eines Themas zu springen.

  1. Seite 1–4 มาติกา บัญชีรายชื่อญาณทั้ง 73 ประการที่พระสารีบุตรแสดงไว้เป็นแม่บทของคัมภีร์ทั้งเล่ม เรียงจากสุตมยญาณ (ญาณจากการฟัง) ไปจนถึงอนาวรณญาณ (ญาณอันไม่มีอะไรกั้นได้) แต่ละญาณระบุด้วยสูตร "ปัญญาใน...เป็น...ญาณ" ปิดท้ายด้วยการสรุปว่าใน 73 ญาณนี้ 67 ญาณแรกทั่วไปแก่พระสาวก ส่วนอีก 6 ญาณสุดท้ายเป็นญาณเฉพาะพระตถาคตเท่านั้น
  2. Seite 5–31 ญาณกถา (1): สุตมยญาณ ปัญญาที่สำเร็จจากการฟัง แจกแจงธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ควรกำหนดรู้ ควรละ ควรเจริญ ควรทำให้แจ้ง (แต่ละหมวดไล่ตั้งแต่ธรรม 1 ถึง 10 ข้อ) ธรรมที่เป็นไปในส่วนเสื่อม-ตั้งอยู่-วิเศษ-ชำแรกกิเลส หลักอนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตาของสังขารทั้งปวง และปิดท้ายด้วยอริยสัจ 4 โดยพิสดาร นับเป็นญาณข้อแรกและยาวที่สุดในคัมภีร์ทั้งเล่ม
  3. Seite 32–44 ญาณกถา (2): สีลมยญาณ ถึง อุทยัพพยานุปัสนาญาณ สีลมยญาณ (ปัญญาสำเร็จจากศีล วิเคราะห์ศีล 5 ประเภทและองค์ประกอบของศีล) สมาธิภาวนามยญาณ (จำแนกสมาธิ 50 ชนิด) ธรรมฐิติญาณ (ปัญญากำหนดปัจจัยตามปฏิจจสมุปบาททีละคู่) สัมมสนญาณ (ย่อธรรมทั้ง 3 กาลแล้วกำหนดโดยไตรลักษณ์) และอุทยัพพยานุปัสนาญาณ (ปัญญาเห็นความเกิด-ดับแห่งขันธ์ 5 ที่เป็นปัจจุบันอย่างละเอียด)
  4. Seite 45–59 ญาณกถา (3): วิปัสสนาญาณ ถึง ปัจจเวกขณญาณ วิปัสสนาญาณ (เห็นความแตกดับของสังขาร) อาทีนวญาณ (เห็นสังขารโดยความเป็นภัย) สังขารุเปกขาญาณ (วางเฉยในสังขารพร้อมแสวงทางออก) โคตรภูญาณ (ครอบงำสังขารนิมิตแล่นไปสู่นิพพาน) แล้วเข้าสู่กลุ่มญาณแห่งการบรรลุมรรคผล คือ มรรคญาณ ผลญาณ วิมุติญาณ และปัจจเวกขณญาณ (พิจารณาธรรมที่ประชุมกันในขณะมรรคผลนั้นๆ)
  5. Seite 60–78 ญาณกถา (4): นานัตตญาณ ถึง อรณวิหารญาณ กลุ่มญาณว่าด้วยความหลากหลาย (นานัตตญาณ) คือ กำหนดอายตนะภายใน-ภายนอก จริยา 3 ภูมิ 4 และธรรม 9 ประการ ตามด้วยญาณตัฏฐะ 5 ปฏิสัมภิทาญาณ 4 (อรรถ ธรรม นิรุตติ ปฏิภาณ) วิหารัฏฐญาณและสมาปัตติญาณ (สุญญตวิหาร อนิมิตตวิหาร อัปปณิหิตวิหาร) อานันตริกสมาธิญาณ และอรณวิหารญาณ
  6. Seite 79–97 ญาณกถา (5): นิโรธสมาปัตติญาณ ถึง ปฏิสัมภิทาญาณ (ทบทวน) นิโรธสมาปัตติญาณและปรินิพพานญาณ ตามด้วยญาณเบ็ดเตล็ดหลายรายการ (สมสีส สัลเลข วิริยารัมภ อรรถสันทัสสน ทัสสนวิสุทธิ ขันติ ปริโยคาหน ปเทสวิหาร) จนถึงญาณวิวัฏฏะ 6 ประการ จากนั้นเป็นอภิญญา 6 (แสดงฤทธิ์ ทิพยโสต เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติ ทิพยจักษุ อาสวักขยญาณ) อริยสัจญาณ 4 และการทบทวนปฏิสัมภิทาญาณ 4
  7. Seite 98–106 ญาณกถา (6, จบ): ญาณเฉพาะพระตถาคต 6 ประการ ญาณ 6 ประการที่เฉพาะพระพุทธเจ้าเท่านั้น คือ อินทรียปโรปริยัตตญาณ (รู้ความแก่อ่อนแห่งอินทรีย์สัตว์) อาสยานุสยญาณ (รู้อัธยาศัยและกิเลสที่นอนเนื่องของสัตว์) ยมกปาฏิหาริยญาณ มหากรุณาสมาปัตติญาณ สัพพัญญุตญาณ และอนาวรณญาณ ปิดท้ายด้วยคาถาสรรเสริญพระตถาคตว่าทรงเป็น "สมันตจักษุ" ผู้เห็นแจ้งธรรมทั้งปวง จบญาณกถา ซึ่งเป็นกถาที่ยาวที่สุดในคัมภีร์ทั้งเล่ม (5-106)
  8. Seite 107–130 ทิฐิกถา บทวิเคราะห์เชิงอภิธรรมอย่างเป็นระบบว่าด้วย "ทิฐิ" (ความเห็นผิด) เริ่มจากที่ตั้งแห่งทิฐิ 8 ความกลุ้มรุมแห่งทิฐิ 18 และทิฐิ 16 ประเภท แสดงว่าทิฐิเกิดจากความลูบคลำยึดถือขันธ์ 5 อายตนะ ธาตุ และปฏิจจสมุปบาทว่าเป็นตัวตน แจกแจงอัสสาททิฐิ อัตตานุทิฐิ มิจฉาทิฐิ สักกายทิฐิ สัสสตทิฐิ อุจเฉททิฐิ และทิฐิ 62 ประการโดยละเอียด ปิดท้ายด้วยเรื่องบุคคลผู้เชื่อแน่ในพระศาสดาซึ่งพ้นจากทิฐิเหล่านี้แล้ว
  9. Seite 131–143 อานาปาณกถา (1): ญาณ 200 และอุปกิเลสของอานาปานสติ เริ่มด้วยการประกาศญาณ 200 ที่เกิดจากสมาธิอันมีวัตถุ 16 ประการแห่งอานาปานสติ (สติกำหนดลมหายใจ) จากนั้นอธิบายธรรมที่เป็นอันตรายและอุปการะแก่สมาธิ 8 คู่ อุปกิเลส 18 ประการที่รบกวนอานาปานสติ (เช่น จิตฟุ้งซ่านตามลมเข้า-ออก) และญาณในโวทาน 13 ที่ทำให้จิตหมดจด จบปฐมภาณวาร
  10. Seite 144–157 อานาปาณกถา (2): กายานุปัสสนาและเวทนานุปัสสนา ขยายความวัตถุ 16 ของอานาปานสติผ่านกรอบสติปัฏฐาน เริ่มจากกายานุปัสสนา (ลมหายใจยาว-สั้น การรู้แจ้งและระงับกายสังขาร รวมถึงคำอธิบายนิรุกติศัพท์คำว่า "พุทฺโธ") ต่อด้วยเวทนานุปัสสนา (การทำจิตให้เบิกบาน การรู้แจ้งและระงับจิตตสังขาร)
  11. Seite 158–166 อานาปาณกถา (3, จบ): จิตตานุปัสสนา ธัมมานุปัสสนา และญาณสรุปท้าย จิตตานุปัสสนา (การเปลื้องจิตจากกิเลส) และธัมมานุปัสสนา (พิจารณาความไม่เที่ยง คลายกำหนัด ดับ สละคืน) ปิดท้ายด้วยญาณด้วยสามารถสมาธิ 24 วิปัสสนา 72 นิพพิทาญาณ และญาณในวิมุติสุข 21 อันเกิดจากมรรคทั้งสี่ จบอานาปาณกถา
  12. Seite 167–198 อินทรียกถา เปิดด้วยนิทานที่พระเชตวัน ตรัสแสดงอินทรีย์ 5 (สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) แล้ววิเคราะห์เชิงปฏิสัมภิทาอย่างละเอียด: ความหมดจดแห่งอินทรีย์ การเจริญอินทรีย์ เหตุเกิด-ความดับ-คุณ-โทษ-อุบายเครื่องสลัดออกของแต่ละอินทรีย์ และการเทียบอินทรีย์ 5 เข้ากับโสดาปัตติยังคะ สัมมัปปธาน สติปัฏฐาน ฌาน และอริยสัจ ปิดท้ายด้วยเรื่องสมันตจักษุและพุทธจักษุที่ทำให้พระตถาคตทรงเห็นสัตว์ผู้มีอินทรีย์แก่-อ่อน
  13. Seite 199–210 วิโมกขกถา (1): วิโมกข์ 3 และ 68 ประเภท เริ่มด้วยวิโมกข์ 3 (สุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์) แล้วขยายเป็นวิโมกข์ 68 ชื่อ ครอบคลุมวุฏฐานวิโมกข์ (ฌาน 4 อรูปสมาบัติ 4 อริยมรรค 4) สมาบัติวิโมกข์ 5 คู่ตรงข้ามเชิงเทคนิค และวิโมกข์ 10 ประเภทที่ยุบเหลือ 1 (สัญญาวิโมกข์ ญาณวิโมกข์ ฌานวิโมกข์ ฯลฯ) จบปฐมภาณวาร
  14. Seite 211–217 วิโมกขกถา (2): วิโมกข์กับบุคคล 3 จำพวก เชื่อมโยงวิโมกข์กับอินทรีย์ที่เด่นในบุคคล 3 จำพวก คือ สัทธาธิมุตบุคคล (สัทธินทรีย์/อนิมิตตวิโมกข์) กายสักขีบุคคล (สมาธินทรีย์/อัปปณิหิตวิโมกข์) และทิฐิปัตตบุคคล (ปัญญินทรีย์/สุญญตวิโมกข์) พร้อมอธิบายว่าบุคคลทั้งสามบรรลุมรรคผลทั้ง 4 ระดับได้อย่างไร จบทุติยภาณวาร
  15. Seite 218–228 วิโมกขกถา (3, จบ): วิโมกข์ 3 กับบุคคล 3 จำพวก และธรรมประธาน ย้ำโครงเดิมแต่เปลี่ยนจาก "อินทรีย์" เป็น "วิโมกข์ 3" เป็นตัวเชื่อมกับบุคคล 3 จำพวก อธิบายยถาภูตญาณ สัมมาทัศนะ กังขาวิตรณะ วิโมกข์ 3 ในขณะต่างกันและขณะเดียวกัน คำจำกัดความละเอียดของสุญญต-อนิมิตต-อัปปณิหิตวิโมกข์แต่ละข้อ ปิดท้ายด้วยธรรมประธาน ธรรมข้าศึก และวิโมกขวิวัฏ จบตติยภาณวารและจบวิโมกขกถา
  16. Seite 229–232 คติกถา เนื้อหาสั้นเน้นกลไกเชิงอภิธรรม อธิบายว่ากรรมที่ประกอบด้วยญาณทำให้เกิดคติสมบัติด้วยปัจจัยแห่งเหตุ 8 ประการ ขณะที่กรรมไม่ประกอบด้วยญาณทำให้เกิดด้วยเหตุ 6 ประการ ไล่อธิบายรายละเอียดขณะชวนจิตและขณะปฏิสนธิว่าเหตุ ขันธ์ มหาภูตรูป อรูปขันธ์ อินทรีย์เป็นปัจจัยกันอย่างไร สำหรับการอุบัติเป็นกษัตริย์มหาศาล พราหมณมหาศาล คฤหบดีมหาศาล และเทวดาชั้นต่างๆ
  17. Seite 233–234 กรรมกถา บทไล่เรียงรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างกรรมกับวิบากแห่งกรรมในกาลทั้งสาม (ได้มีแล้ว มีอยู่ จักมี) แจกแจงทั้งกรรมทั่วไป กุศลกรรม อกุศลกรรม กรรมมีโทษ-ไม่มีโทษ กรรมดำ-กรรมขาว และกรรมที่มีสุข-ทุกข์เป็นวิบาก เป็นการวิเคราะห์เชิงตรรกะแบบละเอียด
  18. Seite 235–236 วิปัลลาสกถา แสดงวิปลาส 4 ประการ (สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฐิวิปลาส) ในอารมณ์ผิด 4 อย่าง คือ เห็นสิ่งไม่เที่ยงว่าเที่ยง เห็นทุกข์ว่าสุข เห็นอนัตตาว่าตัวตน เห็นสิ่งไม่งามว่างาม พร้อมวิเคราะห์ว่าผู้ถึงพร้อมด้วยสัมมาทิฐิละวิปลาสทั้ง 8 ในวัตถุ 4 ได้อย่างไร
  19. Seite 237–238 มรรคกถา วิเคราะห์คำว่า "มรรค" ในมรรคทั้ง 4 ระดับ (โสดาปัตติ สกทาคามิ อนาคามิ อรหัตมรรค) ว่าแต่ละองค์มรรคเป็นเหตุละมิจฉาทิฐิและกิเลสระดับต่างๆ อย่างไร จากนั้นขยายความ "มรรค" ให้ครอบคลุมโพธิปักขิยธรรมทั้งหมดจนถึงนิพพาน
  20. Seite 239–244 มัณฑเปยยกถา ใช้อุปมา "น้ำใสควรดื่ม" เปรียบพรหมจรรย์ว่ามีความผ่องใส 3 ด้าน (เทศนา การรับ พรหมจรรย์) แล้วไล่แสดงว่าอินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 องค์มรรค 8 แต่ละอย่างเป็น "ความผ่องใสควรดื่ม" โดยมีธรรมฝ่ายตรงข้ามเป็น "กาก" ที่ต้องทิ้ง ปิดท้ายด้วยรายชื่อกถาทั้ง 10 ของมหาวรรค ปิดวรรคที่ 1
  21. Seite 245–254 ยุคนัทธกถา พระอานนท์แสดงมรรค 4 วิธีที่ภิกษุ/ภิกษุณีใช้บรรลุอรหัตต์ คือ เจริญวิปัสสนามีสมถะนำ เจริญสมถะมีวิปัสสนานำ เจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กัน และกรณีจิตถูกอุทธัจจะรบกวนแล้วกลับตั้งมั่นได้ พร้อมอธิบายว่าแต่ละกรณีทำให้ละสังโยชน์และสิ้นอนุสัยได้อย่างไร เปิดวรรคที่ 2 (ยุคนัทธวรรค)
  22. Seite 255–264 สัจจกถา อธิบายอริยสัจ 4 ว่าเป็นของแท้ ไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น แต่ละสัจจะมีสภาพ 4 ประการ แสดงว่าสัจจะ 4 แทงตลอดด้วยญาณเดียวได้อย่างไร และเชื่อมโยงกับปฏิจจสมุปบาททีละคู่ โดยจัดแต่ละคู่เป็นทุกขสัจ สมุทัยสัจ นิโรธสัจ มรรคสัจ
  23. Seite 265–274 โพชฌงคกถา ส่วนแรกวิเคราะห์คำว่า "โพชฌงค์" อย่างละเอียด ส่วนหลังเป็นพระสูตรที่พระสารีบุตรแสดงว่าตนใช้โพชฌงค์ 7 ได้อย่างอิสระเหมือนพระราชาเลือกผ้าจากตู้ พร้อมอธิบายว่าสติสัมโพชฌงค์และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ "ดำรงอยู่" และ "เคลื่อนไป" ด้วยอาการ 8 อย่างไร
  24. Seite 275–282 เมตตากถา แสดงอานิสงส์เมตตา 11 ประการ (หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข ไม่ฝันร้าย เป็นที่รักของมนุษย์-อมนุษย์ เทวดารักษา ฯลฯ) จากนั้นอธิบายการแผ่เมตตาแบบไม่เจาะจง เจาะจง และแผ่สู่ทิศ 10 พร้อมแสดงว่าอินทรีย์ พละ โพชฌงค์ และองค์มรรคแต่ละอย่างอบรมเมตตาเจโตวิมุติได้อย่างไร
  25. Seite 283–287 วิราคกถา ตั้งหัวข้อ "วิราคะเป็นมรรค วิมุติเป็นผล" แสดงว่าในขณะมรรคทั้ง 4 องค์มรรคแต่ละองค์คลายจากกิเลสตามลำดับอย่างไร และในขณะผลทั้ง 4 องค์มรรคนั้นพ้นจากกิเลสอย่างไร ปิดท้ายด้วยการไล่เรียงโพธิปักขิยธรรมทั้งหมดว่าเป็นทั้งวิราคะและวิมุติได้อย่างไร
  26. Seite 288–297 ปฏิสัมภิทากถา เปิดด้วยพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตรฉบับเต็ม (มัชฌิมาปฏิปทา อริยสัจ 4 การตรัสรู้ครั้งแรกที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน) จากนั้นวิเคราะห์เชิงตัวเลขอย่างละเอียดว่าในอริยสัจ 4 สติปัฏฐาน 4 อิทธิบาท 4 พระพุทธเจ้าในอดีต 7 พระองค์ และพุทธธรรมพิเศษต่างๆ แต่ละหมวดมีธรรม-อรรถ-นิรุติ-ญาณ (ปฏิสัมภิทา 4) กี่ประการ สรุปยอดรวมทั้งปกรณ์ว่ามีธรรม 850 อรรถ 850 นิรุติ 1700 ญาณ 3400 เป็นกถาสุดท้ายของวรรคที่ 2
  27. Seite 298–302 ธรรมจักรกถา นิทเทสอธิบายพระธรรมเทศนากัณฑ์แรก (ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร) ไล่อธิบายทีละคำว่า "จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง" เกิดขึ้นในอริยสัจ 4 แต่ละข้ออย่างไร แล้วขยายไปถึงสติปัฏฐานและอิทธิบาท จุดเด่นคือการไขความหมายคำว่า "ธรรมจักร" อย่างพิสดาร โยงเข้ากับอินทรีย์ พละ โพชฌงค์ มรรค จนถึงนิพพาน
  28. Seite 303 โลกุตรกถา ระบุรายการธรรมที่เป็นโลกุตระ (สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 อริยมรรค 4 สามัญผล 4 และนิพพาน) แล้วไขความหมายคำว่า "โลกุตระ" ด้วยไวพจน์ยาวเหยียด เป็นกถาที่สั้นที่สุดในคัมภีร์ทั้งเล่ม (1 หน้า)
  29. Seite 304–310 พลกถา เริ่มด้วยพละ 5 (สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) แล้วขยายเป็นพละ 68 ประการ ไล่นิยามทีละข้อ จุดเด่นคือการอธิบายขีณาสวพละ 10 (กำลังใจของพระอรหันต์) และตถาคตพละ 10 (ทศพลญาณของพระพุทธเจ้า เช่น ทรงทราบฐานะ-อฐานะ ผลกรรม อัธยาศัยสัตว์ บุพเพนิวาสานุสติ ทิพยจักษุ อาสวักขยญาณ) อย่างละเอียด
  30. Seite 311–316 สุญกถา พระอานนท์ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า "โลกสูญ" หมายความว่าอย่างไร พระองค์ตรัสตอบว่าสูญเพราะสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตน ทั้งอายตนะภายใน-ภายนอกและเวทนา จากนั้นขยายความสูญออกเป็น 25 ประเภท ปิดท้ายด้วยความสูญขั้นสูงสุดคือการดับขันธ์ของพระขีณาสพด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ จบยุคนัทธวรรคที่ 2
  31. Seite 317–329 มหาปัญญากถา เปิดวรรคที่ 3 (ปัญญาวรรค) อธิบายว่าอนุปัสสนา 7 อย่างแต่ละอย่างยังปัญญาชนิดใดให้บริบูรณ์ แล้วไล่นิยามปัญญาทั้ง 16 ประการอย่างพิสดาร จุดเด่นคือการพรรณนา "อัสสามันตปัญญา" (ปัญญาไม่มีใครเทียบ) โดยไล่ลำดับตั้งแต่กัลยาณปุถุชนจนถึงพระปัจเจกพุทธเจ้า เทียบกับพระพุทธญาณอันหาที่สุดมิได้ พร้อมอุปมาผะอบสองชั้นและมหาสมุทร
  32. Seite 330–337 อิทธิกถา นิยามฤทธิ์ ภูมิ 4 บาท 4 บท 8 และมูล 16 ของฤทธิ์ แล้วอธิบายฤทธิ์ 10 ประเภททีละข้อ ได้แก่ ฤทธิ์อธิษฐาน (คนเดียวเป็นหลายคน เหาะได้ ทะลุกำแพง เดินบนน้ำ) ฤทธิ์แผลงได้ต่างๆ ฤทธิ์สำเร็จด้วยใจ ฤทธิ์แผ่ไปด้วยญาณและด้วยสมาธิ ฤทธิ์ของพระอริยะ ฤทธิ์เกิดแต่ผลกรรม ฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญ และฤทธิ์สำเร็จด้วยวิชชา พร้อมตัวอย่างพระเถระต่างๆ (จุลปันถก อภิภู พักกุละ สารีบุตร)
  33. Seite 338–341 อภิสมยกถา ตั้งคำถามเชิงวิภาษวิธีว่า "ตรัสรู้ด้วยอะไร" ไล่ปฏิเสธคำตอบต่างๆ จนสรุปว่าตรัสรู้ด้วยจิตและญาณที่เป็นปัจจุบันร่วมกัน ณ ขณะโลกุตรมรรคเท่านั้น จากนั้นไล่แจกแจงว่าองค์มรรคและธรรมหมวดต่างๆ เป็นความตรัสรู้อย่างไรในแต่ละขณะของมรรค-ผล ช่วงท้ายเป็นปุจฉา-วิสัชนาเชิงตรรกะว่าบุคคลละกิเลสอดีต-อนาคต-ปัจจุบันได้จริงหรือไม่ แล้วคลี่คลายด้วยอุปมาการตัดรากต้นไม้อ่อนไม่ให้ออกผล
  34. Seite 342–345 วิเวกกถา เปิดด้วยอุปมาว่าการทำงานหนักต้องอาศัยพื้นดิน เช่นเดียวกับภิกษุที่อาศัยศีลจึงพัฒนามรรคมีองค์ 8 โพชฌงค์ 7 พละ 5 และอินทรีย์ 5 ได้ วิเคราะห์แต่ละองค์ธรรมว่ามีวิเวก 5 วิราคะ 5 นิโรธ 5 และโวสัคคะ 5 (รวมนิสัย 12 ต่อองค์ธรรม) อันนำไปสู่นิพพาน
  35. Seite 346 จริยากถา เอนุมเมอเรตจริยา 8 กิริยา (ท่าทาง/การประพฤติ) คือ อิริยาปถจริยา อายตนจริยา สติจริยา สมาธิจริยา ญาณจริยา มรรคจริยา ผลจริยา และโลกัตถจริยา (เฉพาะพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวก) พร้อมจริยาตามอินทรีย์ 5 และองค์มรรค 8 เป็นกถาที่สั้นที่สุดร่วมกับโลกุตรกถา (1 หน้า)
  36. Seite 347–349 ปาฏิหาริยกถา อธิบายปาฏิหาริย์ 3 คือ อิทธิปาฏิหาริย์ (ฤทธิ์ เช่น เนรมิตกาย เหาะไปพรหมโลก) อาเทสนาปาฏิหาริย์ (ทายใจผู้อื่นได้ 4 ระดับ) และอนุสาสนีปาฏิหาริย์ (คำสอนที่ควรคิด/ไม่ควรคิด ควรละ/ควรบรรลุ) แล้วแสดงว่าธรรมฝ่ายกุศลแต่ละอย่างเป็นทั้ง 3 ปาฏิหาริย์พร้อมกันได้อย่างไร
  37. Seite 350–351 สมสีสกถา นิยาม "สมธรรม" (ธรรมที่ระงับกิเลส เช่น เนกขัมมะ) และ "สีสธรรม" (13 ธรรมสำคัญ เช่น ตัณหา มานะ ทิฐิ อวิชชา ศรัทธา วิริยะ) อธิบายปัญญาที่รู้ความไม่ปรากฏแห่งธรรมทั้งปวงในการตัดขาดและในความดับ อันเป็นแนวคิด "สมสีส" คือการสงบและถึงจุดสุดยอดพร้อมกัน (มักเชื่อมโยงกับการมรณภาพขณะบรรลุอรหัตตผล)
  38. Seite 352–355 สติปัฏฐานกถา ขยายความสติปัฏฐาน 4 (กาย เวทนา จิต ธรรม) อธิบายการพิจารณาแต่ละฐานผ่าน 7 อาการ (ไม่เที่ยง ไม่ใช่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่สุข เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ดับ สละคืน) อันเป็นการละความสำคัญผิดว่าเที่ยง สุข เป็นตัวตน น่ายินดี พร้อมวิเคราะห์คำว่า "ภาวนา" 4 ประการ
  39. Seite 356–360 วิปัสสนากถา สอนว่าต้องเห็นสังขารทั้งปวงโดยไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และเห็นนิพพานโดยเที่ยง เป็นสุข จึงจะได้อนุโลมขันติและก้าวลงสู่สัมมัตตนิยาม นำไปสู่มรรคผลทั้ง 4 จากนั้นแจกแจง 40 อาการของการพิจารณาขันธ์ 5 (เช่น เป็นโรค เป็นฝี เป็นลูกศร) ที่ยังอนุโลมขันตินี้ให้เกิดขึ้น
  40. Seite 361–364 มาติกากถา (จบ) กถาสุดท้ายปิดท้ายคัมภีร์ทั้งเล่ม เป็นการอธิบายแบบแม่บทว่าด้วย "วิโมกข์" และไวพจน์ต่างๆ (วิชชาวิมุติ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ญาณ ทัสนะ วิสุทธิ เนกขัมมะ ฯลฯ) แต่ละคำนิยามผ่านรายชื่อธรรมคู่ตรงข้ามมาตรฐาน จบด้วยคำว่า "ปกรณ์ปฏิสัมภิทาจบบริบูรณ์" ที่หน้า 363 และหน้า 364 เป็นดัชนีปิดท้ายรวมรายชื่อกถาทั้ง 30 เรื่องของทั้ง 3 วรรค พร้อมคาถาสรรเสริญและคำลงท้าย "ปฏิสัมภิทาจบด้วยประการฉะนี้" อันเป็นจุดจบของเล่ม 31