โปฏฐปาทสูตร: สัญญาเกิดขึ้นและดับไปเพราะการฝึก
การฝึกจิต

โปฏฐปาทสูตร: สัญญาเกิดขึ้นและดับไปเพราะการฝึก

สิกฺขา เอกา สญฺญา อุปฺปชฺชติ

นักบวชหลายสำนักถกกันว่าสัญญา (การรับรู้หมายรู้) ดับไปได้อย่างไร บ้างว่าเกิดดับเองไร้เหตุ บ้างว่ามีผู้บันดาล พระพุทธเจ้าตรัสว่าสัญญามีเหตุมีปัจจัย สัญญาบางอย่างเกิดขึ้นและดับไปเพราะการฝึก แล้วทรงแสดงลำดับที่สัญญาละเอียดขึ้นเรื่อย ๆ

๗ ข้อ

ในโปฏฐปาทสูตร ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เช้าวันหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปหาโปฏฐปาทปริพาชกที่มัลลิการาม เมืองสาวัตถี ขณะนั้นปริพาชกหมู่ใหญ่กำลังคุยเรื่องไร้สาระเสียงดัง โปฏฐปาทะจึงขอให้ทุกคนเงียบ เพราะพระสมณโคดมโปรดเสียงเบา

โปฏฐปาทะทูลเล่าว่า สมณพราหมณ์ต่างลัทธิเคยถกกันว่า "อภิสัญญานิโรธ" (ความดับแห่งสัญญาอันยิ่ง) เป็นอย่างไร มีความเห็นสี่แบบ คือ สัญญาเกิดดับเองไม่มีเหตุ สัญญาเป็นอัตตาที่เข้ามาและออกไป สมณพราหมณ์ผู้มีฤทธิ์บันดาลให้ และเทวดาผู้มีฤทธิ์บันดาลให้

พระพุทธเจ้าตรัสว่า พวกที่ว่าไม่มีเหตุผิดตั้งแต่ต้น เพราะสัญญามีเหตุมีปัจจัย สัญญาอย่างหนึ่งเกิดขึ้นเพราะการศึกษา อย่างหนึ่งดับไปเพราะการศึกษา แล้วทรงแสดงการฝึกตั้งแต่ศีล การละนิวรณ์ ฌาน ไปจนถึงอรูปฌาน และการเข้าถึงนิโรธโดยลำดับอย่างรู้ตัว

  1. ๑

    บรรยากาศที่เปลี่ยนเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมา ติรจฺฉานกถํ

    ปริพาชกกำลังคุยเรื่องพระราชา โจร กองทัพ อาหาร ผ้า ญาติ บ้านเมือง และเรื่องเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ ด้วยเสียงดัง เมื่อโปฏฐปาทะเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมาแต่ไกล จึงบอกให้บริษัทเงียบ เพราะพระองค์โปรดเสียงเบาและสรรเสริญความสงบ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    สังเกตว่าวงสนทนาของเราส่วนใหญ่คุยเรื่องอะไร ถ้าเต็มไปด้วยข่าวลือและเรื่องไร้สาระ ลองเป็นคนแรกที่ชวนลดเสียงและเปลี่ยนเรื่อง

  2. ๒

    ความเห็นสี่แบบเรื่องสัญญาดับ อภิสญฺญานิโรโธ

    บางพวกว่าสัญญาเกิดขึ้นและดับไปเองไม่มีเหตุ บางพวกว่าสัญญาเป็นอัตตาที่เข้ามาและจากไป บางพวกว่าสมณพราหมณ์ผู้มีฤทธิ์บันดาลให้มีหรือให้หาย บางพวกว่าเทวดาผู้มีฤทธิ์บันดาล โปฏฐปาทะจึงทูลถามพระพุทธเจ้า

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เวลาอารมณ์เปลี่ยน เรามักอธิบายว่า "มันเป็นเอง" หรือ "เพราะคนอื่นทำ" ลองมองหาเหตุที่ใกล้ตัวและแก้ได้ก่อน เช่น นอนน้อย หิว หรือรับข่าวมากเกินไป

  3. ๓

    สัญญามีเหตุมีปัจจัย สปฺปจฺจยา ปุริสสฺส สญฺญา

    พระพุทธเจ้าตรัสว่า พวกที่ว่าสัญญาไม่มีเหตุผิดแต่ต้น เพราะสัญญามีเหตุมีปัจจัยจึงเกิดขึ้นและดับไป สัญญาอย่างหนึ่งเกิดขึ้นเพราะการศึกษา อย่างหนึ่งดับไปเพราะการศึกษา แล้วทรงแสดงว่าการศึกษานั้นเริ่มจากศีล การสำรวมอินทรีย์ สติสัมปชัญญะ และความสันโดษ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เลิกบอกตัวเองว่า "ฉันเป็นแบบนี้แก้ไม่ได้" แล้วถามแทนว่า "การฝึกอะไรที่จะเปลี่ยนวิธีที่ฉันรับรู้เรื่องนี้ได้"

  4. ๔

    ละนิวรณ์แล้วสัญญาที่ละเอียดกว่าจึงเกิด วิเวกชปีติสุขสุขุมสจฺจสญฺญา

    เมื่อเห็นว่านิวรณ์ ๕ ละได้แล้ว ย่อมเกิดปราโมทย์ ปีติ กายสงบ มีสุข จิตตั้งมั่น แล้วบรรลุปฐมฌาน สัญญาเกี่ยวด้วยกามที่มีก่อนย่อมดับ สัญญาที่ละเอียดและจริง ประกอบด้วยปีติและสุขเกิดแต่วิเวกย่อมเกิดขึ้นแทน

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อใจวุ่นด้วยความอยาก อย่าเพียงพยายามกดมันไว้ ให้สร้างความสุขที่ละเอียดกว่ามาแทน เช่น เดินเงียบ ๆ ในสวนหรือนั่งหายใจช้า ๆ สักสิบนาที

  5. ๕

    ละเอียดขึ้นไปทีละขั้น อากิญฺจญฺญายตนสุขุมสจฺจสญฺญา

    เมื่อบรรลุทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน และอรูปฌานขึ้นไปจนถึงอากิญจัญญายตนะ สัญญาของขั้นก่อนย่อมดับ สัญญาที่ละเอียดกว่าของขั้นใหม่ย่อมเกิดขึ้น แต่ละขั้นพระองค์ตรัสว่า นี้ก็เป็นข้อที่พึงศึกษาอย่างหนึ่ง ข้อนี้มีไว้เพื่อความเข้าใจภาพรวม

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    การฝึกใจไม่ใช่การกระโดดไปขั้นสูงสุดทีเดียว ให้ยินดีกับความสงบที่ละเอียดขึ้นทีละนิด และจดสังเกตความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ไว้

  6. ๖

    ยอดของสัญญาและการเข้าถึงนิโรธ สญฺญคฺคํ ผุสติ

    ภิกษุผู้ถึงยอดของสัญญา คิดว่า เมื่อเรายังคิดอยู่ก็ยังเลว ไม่คิดจึงจะดี ถ้าเรายังคิดยังคำนึง สัญญาเหล่านี้จะดับ และสัญญาที่หยาบกว่าจะเกิดขึ้น เธอจึงไม่คิดไม่คำนึง สัญญาเหล่านั้นก็ดับ สัญญาหยาบก็ไม่เกิด เธอย่อมถึงนิโรธ ข้อนี้มีไว้เพื่อความเข้าใจภาพรวม

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ในชีวิตประจำวัน บางครั้งการเลิกปรุงแต่งความคิดต่อ ปล่อยให้ใจพักจริง ๆ ได้ผลกว่าการพยายามคิดหาทางออกไปเรื่อย ๆ

  7. ๗

    สัญญาเกิดก่อน ญาณเกิดทีหลัง สญฺญา โข โปฏฺฐปาท ปฐมํ อุปฺปชฺชติ ปจฺฉา ญาณํ

    โปฏฐปาทะถามว่าสัญญาเกิดก่อน หรือญาณเกิดก่อน หรือเกิดพร้อมกัน พระพุทธเจ้าตรัสว่าสัญญาเกิดก่อน ญาณเกิดทีหลัง เพราะสัญญาเกิดขึ้น ญาณจึงเกิดขึ้น ผู้นั้นย่อมรู้ว่าญาณเกิดแก่เราเพราะสัญญานี้เป็นปัจจัย

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ความเข้าใจที่ดีเริ่มจากการรับรู้ที่ชัด ก่อนสรุปอะไร ให้ดูและฟังให้ครบก่อน แล้วค่อยให้ความเข้าใจตามมา

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

ใจความที่ใช้ได้ในชีวิตประจำวันคือ สิ่งที่เรารับรู้และความรู้สึกที่ครอบงำใจ ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ และไม่ได้มีใครมาบันดาล มันมีเหตุปัจจัย และเปลี่ยนได้ด้วยการฝึก

คนที่รู้สึกว่า "ฉันเป็นคนขี้กังวลโดยธรรมชาติ" อาจลองมองใหม่ว่า ความกังวลเป็นการรับรู้ที่เกิดจากเหตุ เมื่อฝึกศีล ฝึกสติ และฝึกให้ใจสงบ การรับรู้แบบใหม่ที่ละเอียดกว่าจะค่อย ๆ มาแทน

ส่วนขั้นอรูปฌานและนิโรธเป็นเรื่องของผู้ปฏิบัติสมาธิขั้นสูง ผู้อ่านทั่วไปศึกษาไว้เพื่อเข้าใจภาพรวมก็พอ ถ้ามีปัญหาความวิตกกังวลรุนแรง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตควบคู่ไปด้วย

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

ประโยชน์ปัจจุบัน ๔ · ประโยชน์ภายหน้า ๔

ทิฏฺฐธมฺมิกตฺถสํวตฺตนิกา · สมฺปรายิกตฺถสํวตฺตนิกา

คำตอบของพระพุทธเจ้าสำหรับคนทำงานที่มีครอบครัว — ขยันหา รักษาไว้ คบคนดี ใช้จ่ายพอดี และอย่าลืมศรัทธา ศีล จาคะ ป…

อุรุเวลกัสสปเถราปทาน: ผู้นำหมู่ที่ยอมเปลี่ยนใจ

อุรุเวลกสฺสปตฺเถราปทานํ

พราหมณ์ที่เคยขอพรว่าขอให้มีบริษัทมาก เคยหลงความเห็นผิดจนเกือบเสียคน แล้ววันหนึ่งกลับเป็นชฎิลผู้มีศิษย์ห้าร้อย …

ปิลินทวัจฉเถราปทาน: ถวายของที่ใช้ได้จริง

ปิลินฺทวจฺฉตฺเถราปทานํ

นายประตูเมืองหงสวดีคิดจะถวายสิ่งที่ยังไม่มีใครเคยถวาย จึงไม่ได้เลือกของที่แพงที่สุด แต่รวบรวมบริขารทุกอย่างที่…

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้