ปิยชาติกสูตร: ความโศกเกิดจากของรัก
ปิยชาติกสุตฺตํชายผู้สูญเสียลูกคนเดียวไม่เชื่อว่าความรักนำความทุกข์มา จนพระนางมัลลิกาถามพระเจ้าปเสนทิโกศลทีละข้อ — ความเข้าใจ…
ทสรถชาตกํ
เมื่อได้ข่าวว่าพระบิดาสวรรคต ทุกคนร้องไห้ แต่รามบัณฑิตไม่เศร้าโศก และอธิบายว่าชีวิตรักษาไว้ไม่ได้ด้วยการคร่ำครวญ ทุกคนเหมือนผลไม้สุกที่รอวันหล่น แล้วหันมาทำหน้าที่ดูแลคนที่ยังอยู่
ในทสรถชาดก เอกาทสกนิบาต ชาดก ขุททกนิกาย รามบัณฑิตเรียกลักขณะและสีดาให้ลงไปในน้ำ แล้วบอกว่าภรตะนำข่าวมาว่าพระเจ้าทสรถสวรรคตแล้ว ภรตะถามว่าด้วยอานุภาพอะไร พระองค์จึงไม่เศร้าโศก รามบัณฑิตตอบด้วยคาถาหลายบทว่า ชีวิตรักษาไว้ไม่ได้ด้วยการคร่ำครวญ ทุกคนมุ่งหน้าสู่ความตาย การร่ำไห้ทำร้ายตนเองและไม่ช่วยผู้ล่วงลับ ผู้มีปัญญาจึงดับความโศกโดยเร็ว แล้วทำหน้าที่ดูแลครอบครัวและผู้คนต่อไป
เรื่องเล่ามาจากอรรถกถา พระเจ้าทสรถแห่งพาราณสีมีพระโอรสสององค์คือรามบัณฑิตกับลักขณะ และพระธิดาชื่อสีดา ซึ่งต่างจากรามเกียรติ์ที่คนไทยคุ้นเคย เมื่อพระมเหสีองค์ใหม่ทูลขอราชสมบัติให้ภรตะโอรสของตน พระราชาเกรงอันตรายจะเกิดแก่โอรสทั้งสอง จึงให้ไปอยู่ป่าและกลับมาเมื่อครบ ๑๒ ปี สีดาตามไปด้วย แต่พระราชาสวรรคตในปีที่ ๙ ภรตะจึงไปเชิญรามบัณฑิตกลับมาครองราชย์
รามบัณฑิตไม่ยอมกลับก่อนครบกำหนดตามที่พระบิดาตรัสไว้ จึงมอบรองเท้าหญ้าให้วางไว้บนราชบัลลังก์แทน อรรถกถาเล่าว่าพระพุทธเจ้าตรัสเรื่องนี้แก่คหบดีผู้ทิ้งการงานทั้งหมดเพราะโศกเศร้าถึงพ่อที่ล่วงลับ
คาถาแรก รามบัณฑิตเรียกลักขณะและสีดาให้ลงไปในน้ำ แล้วบอกข่าวการสวรรคตของพระบิดา อรรถกถาอธิบายว่า รามบัณฑิตเห็นว่าน้องทั้งสองยังเด็ก ถ้ารู้ข่าวกะทันหันอาจทนความเศร้าไม่ไหว จึงให้ลงแช่น้ำก่อน ทั้งสองก็ยังสลบไป
เมื่อต้องบอกข่าวร้าย เลือกเวลาและสถานที่ที่อีกฝ่ายนั่งพักได้ มีคนอยู่ด้วย และไม่ต้องขับรถหรือทำงานต่อทันที
รามบัณฑิตตอบภรตะว่า สิ่งที่คนมากมายพร่ำเพ้อถึงแต่ไม่อาจรักษาไว้ได้ ผู้รู้แจ้งมีปัญญาจะทำตนให้เดือดร้อนไปเพื่ออะไร อรรถกถาอธิบายว่า แม้คนจะร่ำไห้มากเพียงใด ก็ไม่มีใครรักษาชีวิตของผู้ใดไว้ได้
ในวันที่คิดวนว่า "ถ้าตอนนั้นทำอย่างนี้" ให้แยกว่าเรื่องไหนยังทำอะไรได้ เรื่องไหนผ่านไปแล้ว แล้ววางพลังไว้กับเรื่องที่ยังทำได้
คาถากล่าวว่า ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งคนพาลและบัณฑิต ทั้งคนมั่งมีและคนยากจน ล้วนมุ่งหน้าสู่ความตาย ผลไม้ที่สุกแล้วมีภัยคือการหล่นอยู่เสมอฉันใด สัตว์ที่เกิดมาแล้วก็มีภัยคือความตายอยู่เสมอฉันนั้น
ใช้ความจริงข้อนี้เป็นเหตุให้บอกรักและขอบคุณคนในบ้านตั้งแต่วันนี้ ไม่ต้องรอโอกาสพิเศษ
คาถากล่าวว่า ตอนเช้าเห็นคนอยู่มาก ตอนเย็นบางคนก็ไม่เห็นแล้ว ตอนเย็นเห็นคนอยู่มาก ตอนเช้าบางคนก็ไม่เห็นแล้ว
ก่อนออกจากบ้านหรือวางสายโทรศัพท์ ลองจบด้วยคำที่ดี แม้ในวันที่เพิ่งทะเลาะกัน เพราะเราไม่รู้ว่าจะได้คุยกันอีกเมื่อไร
คาถากล่าวว่า ถ้าการคร่ำครวญจนหลงลืมตัวนำประโยชน์มาได้แม้เล็กน้อย ผู้มีปัญญาก็คงทำ แต่ผู้ที่ทำร้ายตนเองย่อมซูบผอม ผิวพรรณหม่นหมอง ผู้ล่วงลับไม่ได้รับการคุ้มครองด้วยการร่ำไห้นั้น การร่ำไห้จึงไร้ประโยชน์
ในช่วงไว้ทุกข์ ดูแลร่างกายขั้นพื้นฐานไว้ คือกินข้าว ดื่มน้ำ และนอน แม้ใจยังเศร้า การดูแลตัวเองไม่ได้แปลว่ารักผู้จากไปน้อยลง
คาถากล่าวว่า คนฉลาดดับไฟที่ไหม้บ้านด้วยน้ำฉันใด ผู้มีปัญญาที่ได้ศึกษามาดีก็พึงกำจัดความโศกที่เกิดขึ้นโดยเร็ว เหมือนลมพัดปุยนุ่นฉันนั้น เพราะคนเดียวตาย คนเดียวเกิด ความเกี่ยวข้องกันของสัตว์ทั้งหลายมีเพียงการได้อยู่ร่วมกัน
เมื่อความเศร้าท่วมท้น ลองทำสิ่งเล็ก ๆ ที่พาใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน เช่น เดิน ล้างจาน หรือคุยกับเพื่อนที่ไว้ใจ ไม่ต้องบังคับตัวเองให้หายเศร้าทันที
คาถาสุดท้ายของรามบัณฑิตกล่าวว่า เราจะให้ยศและโภคทรัพย์ เลี้ยงดูคู่ครอง ญาติ และคนที่เหลือ นี่คือกิจของผู้รู้ ในอรรถกถา รามบัณฑิตยังรักษาคำของพระบิดาโดยไม่กลับก่อนครบกำหนด และมอบรองเท้าหญ้าให้วางบนบัลลังก์แทนจนกว่าจะกลับมา
หลังการสูญเสีย ถามตัวเองว่าผู้จากไปฝากอะไรไว้ให้ดูแล เช่น ครอบครัว งาน หรือความตั้งใจที่ยังไม่เสร็จ แล้วค่อย ๆ ทำสิ่งนั้นต่อ
ชาดกนี้ไม่ได้สอนว่าคนที่ร้องไห้เมื่อสูญเสียเป็นคนผิด ในเรื่องเอง ลักขณะ สีดา และภรตะก็ร้องไห้ รามบัณฑิตไม่ได้ดุน้อง ๆ แต่เลือกวิธีบอกข่าวอย่างระมัดระวัง และอธิบายความไม่เที่ยงจนอรรถกถาเล่าว่าทุกคนที่ฟังพากันสร่างโศก
สิ่งที่ใช้ได้คือการมองความตายให้ตรงกับความจริง และไม่ปล่อยให้ความโศกทำลายตัวเองจนทิ้งหน้าที่ต่อคนที่ยังอยู่ เหมือนคหบดีในต้นเรื่องที่ทิ้งงานทั้งหมด
ความเศร้าหลังการสูญเสียเป็นเรื่องธรรมชาติและใช้เวลาต่างกันในแต่ละคน ถ้าความเศร้ายาวนานจนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ หรือใช้ชีวิตประจำวันไม่ได้ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือโทรสายด่วนสุขภาพจิต ๑๓๒๓ (เบอร์ในประเทศไทย หากอยู่ต่างประเทศให้ติดต่อสายด่วนในประเทศที่อยู่)
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
ชายผู้สูญเสียลูกคนเดียวไม่เชื่อว่าความรักนำความทุกข์มา จนพระนางมัลลิกาถามพระเจ้าปเสนทิโกศลทีละข้อ — ความเข้าใจ…
สิกขาบทท้ายรตนวรรคกำหนดของใช้ของภิกษุไม่ให้เกินประมาณ ตั้งแต่กล่องเข็มที่ทำให้ช่างงาไม่มีเวลาทำมาหากิน เตียงสู…
พระสารีบุตรบันลือสีหนาทว่าไม่มีใครรู้ยิ่งกว่าพระพุทธเจ้าในทางสัมโพธิญาณ พระองค์ทรงย้อนถามว่ารู้ใจพระพุทธเจ้าทุ…
ท้าวสักกะติว่าฤๅษีกัณหะผิวดำ กินของดำ อยู่ในที่ดำ ฤๅษีตอบว่าคนไม่ได้ดำเพราะผิว แต่ดำเพราะบาปกรรม เมื่อท้าวสักก…