กิมัตถิยสูตร: ศีลมีไว้เพื่ออะไร
หลักธรรมพื้นฐาน

กิมัตถิยสูตร: ศีลมีไว้เพื่ออะไร

กิมตฺถิยสุตฺตํ

พระอานนท์ทูลถามว่าศีลมีอะไรเป็นผล พระพุทธเจ้าตรัสตอบเป็นลำดับ ศีลให้ความไม่เดือดร้อนใจ แล้วต่อไปเป็นปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สุข สมาธิ การรู้เห็นตามจริง ความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด จนถึงความหลุดพ้น

๘ ข้อ

ในกิมัตถิยสูตร อานิสังสวรรค ทสกนิบาต อังคุตตรนิกาย พระอานนท์ทูลถามพระพุทธเจ้าที่พระวิหารเชตวันว่า ศีลที่เป็นกุศลมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ พระองค์ตรัสว่ามีความไม่เดือดร้อนใจ (อวิปปฏิสาร) เป็นผล พระอานนท์ถามต่อทีละขั้น จนได้ลำดับครบว่า อวิปปฏิสารให้ปราโมทย์ ปราโมทย์ให้ปีติ ปีติให้ปัสสัทธิ ปัสสัทธิให้สุข สุขให้สมาธิ สมาธิให้ยถาภูตญาณทัสสนะ ยถาภูตญาณทัสสนะให้นิพพิทาวิราคะ และนิพพิทาวิราคะให้วิมุตติญาณทัสสนะ แล้วตรัสสรุปว่า ศีลที่เป็นกุศลย่อมถึงอรหัตโดยลำดับอย่างนี้

ในเอกาทสกนิบาตมีกิมัตถิยสูตรอีกสูตรหนึ่งที่เนื้อความเหมือนกัน ต่างกันเพียงแยกนิพพิทากับวิราคะออกเป็นสองขั้น ลำดับจึงยาวขึ้นหนึ่งขั้น

พระสูตรถัดมาในวรรคเดียวกันขยายความต่อ เจตนาสูตรชี้ว่าแต่ละขั้นเกิดตามกันเป็นธรรมดา ไม่ต้องตั้งใจอ้อนวอนให้เกิด ส่วนสีลสูตรเปรียบว่า ถ้าศีลวิบัติ ขั้นต่อ ๆ ไปก็ขาดเหตุ เหมือนต้นไม้ที่กิ่งใบวิบัติ แม้เปลือก กระพี้ และแก่นก็ไม่บริบูรณ์

  1. ๑

    ศีลให้ความไม่เดือดร้อนใจ กุสลานิ สีลานิ อวิปฺปฏิสารตฺถานิ

    คำตอบข้อแรกของพระพุทธเจ้าคือ ศีลที่เป็นกุศลมีอวิปปฏิสาร ความไม่เดือดร้อนใจ เป็นผลและเป็นอานิสงส์ ผู้ที่ไม่ได้ทำผิดไม่มีอะไรต้องหวาดระแวงหรือเสียใจภายหลัง

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ก่อนนอน ทบทวนวันนี้สั้น ๆ ว่ามีคำพูดหรือการกระทำใดที่ทำให้ใจไม่สบาย ถ้ามี ให้แก้ไขพรุ่งนี้ ถ้าไม่มี ให้สังเกตความเบาใจนั้นไว้

  2. ๒

    ใจที่ไม่มีเรื่องค้างย่อมเบิกบาน ปาโมชฺชํ ปีติ

    อวิปปฏิสารให้ปราโมทย์ คือความชื่นบานใจ ปราโมทย์ให้ปีติ คือความอิ่มใจ ความสุขใจแบบนี้ไม่ได้มาจากสิ่งภายนอก แต่มาจากการรู้ว่าตนดำเนินชีวิตอย่างสะอาด

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อทำสิ่งดีอย่างเงียบ ๆ เช่น คืนเงินทอนที่ได้เกิน ให้หยุดรับรู้ความอิ่มใจเล็ก ๆ ที่ตามมา นั่นคือปราโมทย์ในพระสูตร

  3. ๓

    จากความอิ่มใจสู่ความสงบและสมาธิ ปสฺสทฺธิ สุขํ สมาธิ

    ปีติให้ปัสสัทธิ คือกายและใจสงบระงับ ปัสสัทธิให้สุข และสุขให้สมาธิ ใจที่มีความสุขจะตั้งมั่นได้เองโดยไม่ต้องบังคับ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ถ้านั่งสมาธิแล้วใจไม่นิ่ง อย่าเพิ่งบีบให้นิ่ง ลองเริ่มจากนึกถึงความดีที่ตัวเองทำไว้ให้ใจอิ่มก่อน แล้วค่อยกลับมาดูลมหายใจ

  4. ๔

    สมาธิทำให้รู้เห็นตามจริง ยถาภูตญาณทสฺสนํ

    สมาธิมียถาภูตญาณทัสสนะ การรู้เห็นตามความเป็นจริง เป็นผล สมาธิในลำดับนี้จึงไม่ใช่จุดหมายในตัวเอง แต่เป็นฐานให้เห็นสิ่งต่าง ๆ ชัดขึ้น

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    หลังช่วงเวลาที่ใจสงบ ลองมองปัญหาที่ค้างอยู่อีกครั้ง มักจะเห็นมุมที่ตอนใจร้อนมองไม่เห็น

  5. ๕

    เบื่อหน่าย คลายกำหนัด แล้วหลุดพ้น นิพฺพิทาวิราโค

    ยถาภูตญาณทัสสนะให้นิพพิทาวิราคะ ความเบื่อหน่ายและคลายความยึดติด แล้วนิพพิทาวิราคะให้วิมุตติญาณทัสสนะ การรู้เห็นความหลุดพ้น ในฉบับเอกาทสกนิบาตแยกนิพพิทาและวิราคะเป็นสองขั้น นิพพิทาในที่นี้ไม่ใช่ความเบื่อชีวิตหรือความซึมเศร้า แต่เป็นการหายหลงใหลเมื่อเห็นความจริง

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อเห็นชัดว่าสิ่งที่เคยไล่ตามไม่ได้ให้สุขจริง ให้ปล่อยมันลงอย่างเบา ๆ ไม่ต้องเกลียดมัน แค่ไม่ยึดไว้อีก

  6. ๖

    ศีลพาไปถึงยอดโดยลำดับ อนุปุพฺเพน

    พระพุทธเจ้าตรัสสรุปว่า ศีลที่เป็นกุศลย่อมถึงอรหัตโดยลำดับอย่างนี้ ศีลจึงไม่ใช่แค่กฎห้าม แต่เป็นขั้นบันไดขั้นแรกของทางทั้งสาย

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ถ้ารู้สึกว่าการปฏิบัติไม่ก้าวหน้า ให้กลับมาเช็กขั้นแรกก่อน ว่าศีลห้าข้อยังสะอาดดีอยู่หรือไม่

  7. ๗

    แต่ละขั้นเกิดเองเป็นธรรมดา น เจตนาย กรณียํ

    ในเจตนาสูตรซึ่งอยู่ถัดไป ทรงสอนว่าผู้มีศีลไม่ต้องตั้งเจตนาว่า ขอความไม่เดือดร้อนใจจงเกิดแก่เรา เพราะมันเกิดเองเป็นธรรมดา ขั้นต่อ ๆ ไปก็เช่นกัน ธรรมย่อมไหลไปสู่ธรรม ยังธรรมให้บริบูรณ์ เพื่อไปถึงฝั่ง

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เลิกไล่ตามความสงบหรือความสุขโดยตรง ให้ดูแลเหตุคือการกระทำของตัวเองให้ดี แล้วปล่อยให้ผลเกิดตามจังหวะของมัน

  8. ๘

    ศีลวิบัติเหมือนต้นไม้ที่กิ่งใบเสีย สีลสุตฺตํ

    ในสีลสูตร ทรงแสดงฝ่ายกลับกันว่า ผู้ทุศีลได้ทำลายเหตุของความไม่เดือดร้อนใจ และขั้นอื่น ๆ ก็ขาดเหตุตามกันไป เหมือนต้นไม้ที่กิ่งและใบวิบัติ เปลือก กระพี้ และแก่นก็ไม่เติบโตสมบูรณ์ ส่วนต้นไม้ที่กิ่งใบสมบูรณ์ ส่วนอื่นก็บริบูรณ์ตาม

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    อย่ามองการผิดศีลเล็ก ๆ ว่าไม่กระทบอะไร เพราะมันเหมือนกิ่งใบที่ป่วย ส่งผลลึกลงไปถึงความสงบและปัญญาในวันข้างหน้า

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

พระสูตรนี้ตอบคำถามที่หลายคนสงสัยว่า ถือศีลไปทำไม คำตอบแรกไม่ใช่เรื่องสวรรค์หรือบุญที่มองไม่เห็น แต่เป็นสิ่งที่รู้สึกได้ทันที คือคืนนี้นอนหลับโดยไม่มีเรื่องค้างใจ ไม่ต้องกลัวความลับจะแตก

ลำดับนี้ยังอธิบายว่า ทำไมคนที่พยายามนั่งสมาธิแต่ชีวิตประจำวันยังโกหกหรือเบียดเบียนคนอื่น จึงมักสงบได้ยาก เพราะความรู้สึกผิดที่ค้างอยู่ขวางไม่ให้ปราโมทย์และปีติเกิด การแก้ที่ต้นทางคือทำให้ศีลสะอาดก่อน

ทั้งนี้ความไม่เดือดร้อนใจที่พูดถึงไม่ใช่การกดความรู้สึกผิดไว้ แต่เกิดจากการไม่ได้ทำสิ่งที่ต้องรู้สึกผิดจริง ๆ ถ้าเคยพลาดมาแล้ว การยอมรับ แก้ไข และตั้งใจใหม่ ก็ช่วยให้ใจกลับมาเบาได้

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

อักโกสกวรรค: โทษของการด่า การทะเลาะ และความไม่อดทน

อกฺโกสกวคฺโค

รายการโทษ ๕ ประการของการด่าว่าเพื่อนพรหมจรรย์ การก่อทะเลาะ การพูดมาก ความไม่อดทน และความประพฤติที่ไม่น่าเลื่อม…

เวรัญชกัณฑ์: พรรษาแห่งความอดอยาก กับเหตุที่ต้องมีสิกขาบท

เวรญฺชกณฺฑํ

พระพุทธเจ้าและภิกษุจำพรรษาที่เมืองเวรัญชาในปีที่ข้าวยากหมากแพง ฉันข้าวที่พ่อค้าม้าแบ่งให้โดยไม่บ่น ไม่ทรงรับข้…

ปสูรสุตตนิทเทส: กายวิภาคของการเถียงเอาชนะ

ปสูรสุตฺตนิทฺเทโส

นิทเทสแจกแจงอาการของคนที่เข้าวงเถียงเพื่อเอาชนะไว้ครบทุกขั้น ตั้งแต่ใจลังเลก่อนเริ่ม ความเก้อเขินเมื่อถูกค้าน …

ทักขิณาวิสุทธิกถา: ทานบริสุทธิ์เพราะผู้ให้ หรือเพราะผู้รับด้วย

ทกฺขิณาวิสุทฺธิกถา

กลุ่มกถาท้ายวรรคที่ ๑๗ ของกถาวัตถุ ถามว่าสงฆ์รับทานได้จริงหรือ ทานแก่สงฆ์และแก่พระพุทธเจ้ามีผลมากหรือ และทานบร…

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้