มหาจุนทสูตร: นักศึกษาธรรมกับนักเพ่งฌาน อย่าดูแคลนกัน
ใช้ในชีวิตประจำวัน

มหาจุนทสูตร: นักศึกษาธรรมกับนักเพ่งฌาน อย่าดูแคลนกัน

มหาจุนฺทสุตฺตํ

พระมหาจุนทะเตือนว่าภิกษุผู้ประกอบธรรมกับภิกษุผู้เพ่งฌานไม่ควรดูแคลนกัน แต่ควรสรรเสริญกัน เพราะผู้ถูกต้องอมตธาตุด้วยกาย และผู้แทงตลอดอรรถอันลึกด้วยปัญญา ล้วนหาได้ยากในโลก

๘ ข้อ

ในมหาจุนทสูตร ธรรมิกวรรค ฉักกนิบาต อังคุตตรนิกาย พระมหาจุนทะกล่าวแก่ภิกษุทั้งหลายที่นิคมสัญชาติในแคว้นเจดีย์ ว่ามีภิกษุสองกลุ่มที่ดูแคลนกัน กลุ่มหนึ่งคือภิกษุผู้ประกอบธรรม ซึ่งอรรถกถาอธิบายว่าหมายถึงภิกษุผู้เป็นธรรมกถึก เน้นการศึกษาและแสดงธรรม อีกกลุ่มหนึ่งคือภิกษุผู้เพ่งฌาน ผู้เน้นการภาวนา

ท่านชี้ว่าเมื่อแต่ละฝ่ายตำหนิอีกฝ่าย และสรรเสริญเฉพาะฝ่ายตน ต่างฝ่ายก็ไม่เลื่อมใสกัน และไม่ได้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขของคนหมู่มาก ทางที่ควรศึกษาคือ ผู้ประกอบธรรมให้สรรเสริญผู้เพ่งฌาน และผู้เพ่งฌานให้สรรเสริญผู้ประกอบธรรม เพราะทั้งสองแบบล้วนเป็นบุคคลอัศจรรย์ หาได้ยากในโลก

ในมหาวรรค ทสกนิบาต มีพระสูตรชื่อมหาจุนทสูตรอีกสูตรหนึ่ง ว่าด้วยภิกษุที่อวดว่ารู้ธรรมหรือได้อบรมตนแล้ว ทั้งที่ยังถูกโลภะ โทสะ โมหะครอบงำ หน้านี้นำมาประกอบไว้ในสองข้อท้าย เพราะเป็นเรื่องคู่กันของความรู้กับการภาวนาเช่นกัน

  1. ๑

    ผู้ศึกษาดูแคลนผู้ภาวนา ธมฺมโยคา ภิกฺขู ฌายี ภิกฺขู อปสาเทนฺติ

    ภิกษุผู้ประกอบธรรมตำหนิภิกษุผู้เพ่งฌานว่า เอาแต่เพ่งฌาน อ้างว่าเราเพ่งฌาน ๆ แล้วเพ่งไปทำไม เพ่งเพื่ออะไร ผลคือฝ่ายหนึ่งไม่เลื่อมใสในอีกฝ่าย และไม่ได้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของคนหมู่มาก

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ถ้าเราชอบอ่านชอบฟังธรรม ระวังการตัดสินคนที่เน้นนั่งภาวนาว่า "ไม่มีความรู้" เขาอาจกำลังเรียนรู้ในแบบที่ตำราสอนไม่ได้

  2. ๒

    ผู้ภาวนาดูแคลนผู้ศึกษา อุทฺธตา อุนฺนฬา จปลา มุขรา

    ภิกษุผู้เพ่งฌานก็ตำหนิภิกษุผู้ประกอบธรรมว่า ฟุ้งซ่าน เย่อหยิ่ง วางท่า ปากจัด พูดพล่าม หลงลืมสติ ไม่มีสัมปชัญญะ ใจไม่ตั้งมั่น แล้วประกอบธรรมไปทำไม

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ถ้าเราเน้นปฏิบัติ ระวังการมองคนที่ศึกษาปริยัติว่า "พูดเก่งแต่ใจไม่สงบ" ความรู้ที่ถูกต้องคือแผนที่ที่ทุกคนต้องใช้

  3. ๓

    ยกย่องแต่พวกตน ไม่เป็นประโยชน์แก่ใคร น พหุชนหิตาย ปฏิปนฺนา

    ท่านยังกล่าวถึงกรณีที่แต่ละฝ่ายสรรเสริญเฉพาะฝ่ายตน ไม่สรรเสริญอีกฝ่าย ซึ่งให้ผลเหมือนกัน คือต่างไม่เลื่อมใสกัน และไม่ได้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขของเทวดาและมนุษย์

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ในกลุ่มหรือชุมชนที่เราอยู่ สังเกตว่าเราชมแต่คนแบบเดียวกับเราหรือเปล่า ลองหาโอกาสชมคนที่ทำงานต่างแนวจากเราอย่างจริงใจ

  4. ๔

    ผู้ศึกษาควรสรรเสริญผู้ภาวนา อมตํ ธาตุํ กาเยน ผุสิตฺวา

    พระมหาจุนทะสอนให้ผู้ประกอบธรรมศึกษาว่า เราจักสรรเสริญผู้เพ่งฌาน เพราะบุคคลผู้ถูกต้องอมตธาตุด้วยกาย เป็นบุคคลอัศจรรย์ หาได้ยากในโลก

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อเจอคนที่ใจสงบมั่นคงจากการภาวนาจริง แม้เขาอธิบายหลักธรรมไม่เก่ง ให้เคารพประสบการณ์นั้นและเรียนรู้จากวิธีที่เขาใช้ชีวิต

  5. ๕

    ผู้ภาวนาควรสรรเสริญผู้ศึกษา คมฺภีรํ อตฺถปทํ ปญฺญาย อติวิชฺฌ ปสฺสนฺติ

    ส่วนผู้เพ่งฌานให้ศึกษาว่า เราจักสรรเสริญผู้ประกอบธรรม เพราะบุคคลผู้แทงทะลุเห็นข้ออรรถอันลึกซึ้งด้วยปัญญา ก็เป็นบุคคลอัศจรรย์ หาได้ยากในโลกเช่นกัน

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อฟังผู้ที่อธิบายธรรมได้ลึกและชัด ให้ขอบคุณที่เขาช่วยให้การปฏิบัติของเรามีทิศทาง แทนที่จะคิดว่าเป็นแค่ความรู้ในหัว

  6. ๖

    ทั้งสองแบบหาได้ยากในโลก อจฺฉริยา ปุคฺคลา ทุลฺลภา โลกสฺมึ

    ใจความของพระสูตรคือ ความรู้ที่ลึกซึ้งและประสบการณ์ภาวนาที่แท้จริงต่างก็มีค่าและหายาก การดูแคลนกันทำให้ทั้งสองฝ่ายเสียโอกาสเรียนรู้จากสิ่งที่ตนยังขาด

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    สำรวจว่าตัวเองหนักไปทางไหน แล้วเพิ่มอีกด้านเล็กน้อย คนชอบอ่านลองนั่งสมาธิสิบนาที คนชอบนั่งลองอ่านพระสูตรสักสูตร

  7. ๗

    อวดรู้ แต่กิเลสยังครอบงำ ชานามิมํ ธมฺมํ ปสฺสามิมํ ธมฺมํ

    ในมหาจุนทสูตรอีกสูตรหนึ่ง ในมหาวรรค ทสกนิบาต พระมหาจุนทะกล่าวว่า ภิกษุที่อวดว่าเรารู้ธรรมนี้ เห็นธรรมนี้ หรืออวดว่าได้อบรมกาย ศีล จิต และปัญญาแล้ว แต่ยังถูกโลภะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความตระหนี่ ความริษยา และความปรารถนาชั่วครอบงำ พึงรู้ได้ว่าท่านยังไม่ได้รู้จริง เหมือนคนจนที่อวดว่ามั่งมี แต่เมื่อถึงคราวต้องใช้เงินก็หยิบออกมาไม่ได้

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ก่อนจะพูดว่าเราเข้าใจธรรมะเรื่องใด ลองดูว่าเมื่อมีคนทำให้โกรธ ความเข้าใจนั้นหยิบออกมาใช้ได้จริงไหม

  8. ๘

    ความรู้จริงพิสูจน์ได้ตอนต้องใช้ ภาวิตกาโย ภาวิตสีโล ภาวิตจิตฺโต ภาวิตปญฺโญ

    ในทางกลับกัน ภิกษุที่กล่าวว่ารู้ธรรมและได้อบรมตนแล้ว และกิเลสเหล่านั้นไม่ครอบงำจริง พึงรู้ได้ว่าท่านรู้ชัดจริง เหมือนคนมั่งคั่งที่พูดถึงทรัพย์ของตน และเมื่อถึงคราวต้องใช้ก็นำทรัพย์ออกมาใช้ได้

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    วัดความก้าวหน้าของตัวเองจากชีวิตจริง เช่น โกรธน้อยลง ให้อภัยเร็วขึ้น อิจฉาน้อยลง มากกว่าจำนวนหนังสือที่อ่านหรือชั่วโมงที่นั่ง

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

ความขัดแย้งแบบนี้ไม่ได้มีแค่ในวัด ในกลุ่มคนที่สนใจธรรมะมักมีคนสายอ่าน สายฟังบรรยาย กับคนสายนั่งสมาธิ ที่แอบมองอีกฝ่ายว่าไม่ถึง ฝ่ายหนึ่งว่าอีกฝ่าย "รู้แต่ตำรา" อีกฝ่ายว่า "นั่งไปก็ไม่รู้หลัก" พระมหาจุนทะชวนให้เปลี่ยนจากการเทียบว่าใครดีกว่า มาเป็นการเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตัวเองยังขาด

ในที่ทำงานก็เช่นกัน คนสายทฤษฎีกับคนสายปฏิบัติ หรือคนวางแผนกับคนลงมือ ต่างก็ต้องการกันและกัน ทีมที่แต่ละฝ่ายยอมรับจุดแข็งของอีกฝ่าย จะทำงานให้คนหมู่มากได้ดีกว่าทีมที่ต่างฝ่ายต่างดูแคลน

สองข้อท้ายจากอีกสูตรหนึ่งเตือนทั้งสองสายพร้อมกันว่า จะอ้างว่ารู้มากหรือภาวนามาก เครื่องพิสูจน์อยู่ที่กิเลสในชีวิตจริงลดลงหรือไม่

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

ธัมมสังคณี: อกุศลจิต ๑๒ ดวง ใจฝ่ายไม่ดีมีกี่แบบ

ทฺวาทส อกุสลจิตฺตานิ

จิตตุปปาทกัณฑ์แยกอกุศลจิตออกเป็น ๑๒ ดวง ด้วยคำถามสามข้อ คือขณะนั้นรู้สึกอย่างไร มีกิเลสตัวไหนประกอบอยู่ และเกิ…

ปัญจัตตยสูตร: แม้คิดว่า "เราสงบแล้ว" ก็ยังเป็นการยึด

ปญฺจตฺตยสุตฺตํ

พระพุทธเจ้าทรงวิเคราะห์ความเห็นเรื่องตัวตนหลังตายและเรื่องโลก ด้วยอุปมาพ่อค้าที่หวังกำไร สุนัขที่ถูกล่ามกับเสา…

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้