เถรคาถาเรื่องกระจกกับอาชาไนยที่สะดุด: ส่องดูตัวเอง พลาดแล้วลุกขึ้น
ภทฺโท อาชญฺโญ ขลิตฺวา ปติติฏฺฐติพระเถระรูปหนึ่งหยิบกระจกของช่างตัดผมมาส่องดูตัวเอง อีกรูปส่องด้วยแว่นธรรม อีกรูปเปรียบตนกับอาชาไนยที่สะดุดแล้ว…
สนฺทิฏฺฐิโก อยํ ธมฺโม อกาลิโก
เทวดาชวนพระสมิทธิผู้ยังหนุ่มให้เสพกามก่อน อย่าทิ้งของที่เห็นอยู่ตรงหน้า — ท่านตอบว่า ท่านละสิ่งที่ขึ้นกับกาลเวลา มาหาธรรมที่เห็นได้เอง ไม่ขึ้นกับกาล
ในสมิทธิสูตร เทวตาสังยุต สังยุตตนิกาย พระสมิทธิตื่นแต่เช้ามืดไปอาบน้ำที่ลำน้ำตโปทา เขตกรุงราชคฤห์ ขณะยืนรอให้ตัวแห้ง เทวดาองค์หนึ่งมาปรากฏ กล่าวคาถาว่า ท่านยังไม่ได้บริโภคก็ออกขอ จงบริโภคก่อนแล้วค่อยขอ อย่าให้กาลล่วงเลยท่านไป พระสมิทธิตอบว่า ท่านไม่รู้กาล กาลยังซ่อนอยู่ มองไม่เห็น จึงไม่รอบริโภคก่อน เพื่อไม่ให้กาลล่วงเลยไป
เทวดาลงมายืนบนพื้นแล้วพูดตรง ๆ ว่า ท่านบวชตั้งแต่ยังหนุ่ม ผมยังดำ ยังไม่เคยเพลิดเพลินในกาม จงเสพกามของมนุษย์เถิด อย่าทิ้งของที่เห็นประจักษ์ไปวิ่งตามสิ่งที่ขึ้นกับกาล พระสมิทธิตอบกลับว่า ท่านไม่ได้ทำอย่างนั้น แต่ละสิ่งที่ขึ้นกับกาลมาหาสิ่งที่เห็นประจักษ์ เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่ากามมีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก มีโทษยิ่ง ส่วนธรรมนี้ผู้ปฏิบัติเห็นได้เอง ไม่ขึ้นกับกาล
เมื่อเทวดาถามให้อธิบาย พระสมิทธิยอมรับว่าตนบวชใหม่ อธิบายโดยพิสดารไม่ได้ จึงพาเรื่องไปทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสคาถาหลายบท รวมทั้งเรื่องผู้ที่สำคัญตนว่าเสมอเขา ดีกว่าเขา หรือเลวกว่าเขา ย่อมวิวาทกับผู้อื่น ท้ายพระสูตรเทวดาสรุปความเข้าใจว่า ไม่ควรทำบาปด้วยกาย วาจา ใจ ควรละกาม มีสติสัมปชัญญะ และไม่เสพทุกข์ที่ไม่มีประโยชน์
เทวดากล่าวว่า ท่านยังไม่บริโภคก็ออกขอ จงบริโภคก่อนแล้วค่อยขอ อย่าให้กาลล่วงเลยท่านไป พระสมิทธิตอบว่า ท่านไม่รู้กาล กาลยังซ่อนอยู่ จึงไม่รอ อรรถกถาอธิบายว่า กาลในที่นี้หมายถึงเวลาตายซึ่งไม่มีใครรู้ล่วงหน้า
เมื่อบอกตัวเองว่า "ไว้ค่อยเริ่มทำสิ่งดีตอนแก่" ให้จำไว้ว่าเราไม่รู้ว่าเวลาของเรามีเหลือเท่าไร สิ่งที่สำคัญจริงควรเริ่มตอนนี้
เทวดาชี้ว่าพระสมิทธิบวชตั้งแต่ยังหนุ่ม ผมยังดำ อยู่ในปฐมวัย ยังไม่เคยเพลิดเพลินในกาม จึงชวนให้เสพกามของมนุษย์เสียก่อน นี่คือเหตุผลแบบเดียวกับที่คนทุกยุคใช้ว่าความสุขทางโลกต้องรีบคว้าตอนยังมีโอกาส
เมื่อได้ยินคำว่า "เดี๋ยวก็ไม่ได้ทำแล้ว" ลองถามกลับว่า สิ่งนั้นจะทิ้งอะไรไว้ให้เราหลังจากความสนุกผ่านไป
เทวดาเตือนว่าอย่าทิ้งของที่เห็นอยู่ไปหาสิ่งที่ต้องรอกาล พระสมิทธิกลับคำนั้นว่า ท่านไม่ได้ทิ้งของที่เห็นประจักษ์ แต่ทิ้งกามซึ่งขึ้นกับกาล มาหาธรรมที่เห็นประจักษ์ มุมมองจึงกลับกันทั้งหมด สิ่งที่คนทั่วไปคิดว่าจับต้องได้ กลับเป็นของชั่วคราว
เวลาเลือกระหว่างความสนุกชั่วคราวกับการฝึกตน ให้ถามว่าอะไรให้ผลที่เห็นได้ทันทีในใจ และอะไรที่ต้องรอแล้วก็จางไป
พระสมิทธิอ้างพระดำรัสว่า กามทั้งหลายซึ่งขึ้นกับกาล มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก และมีโทษยิ่ง ความสุขจากกามต้องแสวงหา ต้องรักษา และสูญเสียได้ ทุกขั้นตอนจึงมีความกังวลแฝงอยู่
สังเกตความสุขจากการซื้อของหรือความบันเทิงครั้งล่าสุด ว่าก่อนได้ ระหว่างมี และหลังจากหมดไป มีความกังวลหรือความอยากตามมาอย่างไร
ธรรมนี้ผู้ปฏิบัติพึงเห็นเอง ให้ผลไม่ขึ้นกับกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน และวิญญูชนพึงรู้ได้เฉพาะตน ผลของการละความโกรธหรือความอยากเกิดขึ้นตรงนั้นเลย ไม่ต้องรอชาติหน้าหรือปีหน้า
ทดลองเองในวันนี้ เช่น ปล่อยวางความหงุดหงิดเรื่องหนึ่ง แล้วสังเกตว่าใจเบาลงทันทีหรือไม่ นั่นคือธรรมที่เห็นได้เอง
เมื่อเทวดาถามให้อธิบายโดยละเอียด พระสมิทธิบอกตรง ๆ ว่าท่านบวชใหม่ เพิ่งมาสู่ธรรมวินัยนี้ อธิบายโดยพิสดารไม่ได้ แล้วแนะให้ไปทูลถามพระพุทธเจ้า และจำไว้ตามที่พระองค์ตรัส ท่านเองก็นำเรื่องไปทูลด้วย
เมื่อมีคนถามเรื่องที่เรารู้ไม่ลึกพอ ให้กล้าพูดว่า "ยังตอบได้ไม่ดี" แล้วช่วยพาเขาไปหาแหล่งความรู้ที่ถูกต้อง
ในคาถาที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่เทวดา มีบทหนึ่งว่า ผู้ใดสำคัญตนว่าเสมอเขา ดีกว่าเขา หรือเลวกว่าเขา ผู้นั้นย่อมวิวาทกับเขา ผู้สิ้นอาสวะไม่หวั่นไหวในมานะทั้งสามนี้ การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นจึงเป็นรากหนึ่งของความขัดแย้ง
เมื่อรู้สึกขัดใจใคร ลองสังเกตว่าในใจกำลังวัดว่าเราเหนือกว่า ด้อยกว่า หรือเท่ากับเขาอยู่หรือเปล่า แล้ววางการเปรียบเทียบนั้นลง
เสียงของเทวดาในพระสูตรนี้คุ้นหูมาก ทั้งจากโฆษณาและจากคนรอบตัว คือ "ยังหนุ่มยังสาว รีบใช้ชีวิตให้คุ้มก่อน" พระสมิทธิไม่ได้เถียงว่าความสุขทางกายไม่มีอยู่จริง แต่ชี้ว่าความสุขแบบนั้นขึ้นกับเวลา ต้องรอ ต้องลงทุน และจางหายไป ส่วนธรรมให้ผลที่เห็นได้เองตั้งแต่ตอนที่ปฏิบัติ
สำหรับฆราวาส พระสูตรนี้ไม่ได้บอกว่าต้องละความสุขทุกชนิด แต่ชวนให้ถามว่า เรากำลังแลกสิ่งที่มีคุณค่าในตอนนี้ เช่น ความสงบ สุขภาพ หรือความสัมพันธ์ ไปกับความสุขที่ต้องรอและไม่แน่นอนหรือเปล่า
อีกบทเรียนหนึ่งคือความซื่อตรงของพระสมิทธิ ท่านยอมรับว่ารู้ไม่พอจะอธิบาย แล้วพาคนถามไปหาผู้รู้จริง แทนการตอบให้ดูดี
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
พระเถระรูปหนึ่งหยิบกระจกของช่างตัดผมมาส่องดูตัวเอง อีกรูปส่องด้วยแว่นธรรม อีกรูปเปรียบตนกับอาชาไนยที่สะดุดแล้ว…
แคว้นกาลิงคะแห้งแล้งจึงขอช้างมงคลจากพระราชาแคว้นกุรุ แต่ช้างมาแล้วฝนก็ไม่ตก จนต้องไปขอศีลห้าที่ชาวกุรุรักษาอย่…
เทวดาจากโลกธาตุทั้งสิบมาประชุมกันเพื่อเห็นพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ ๕๐๐ รูปที่ป่ามหาวัน เทวดาชั้นสุทธาวาสกล่าวค…
ชีวิตสั้น ไม่มีใครรู้ว่าจะจบเมื่อไร ทุกคนต้องตายเหมือนผลไม้สุกที่รอวันร่วง เหมือนภาชนะดินที่มีวันแตก — พระสูตร…