มิคสาลาสูตร: อย่าถือประมาณในบุคคล
ใช้ในชีวิตประจำวัน

มิคสาลาสูตร: อย่าถือประมาณในบุคคล

มา ปุคฺคเลสุ ปมาณิกา อหุวตฺถ

อุบาสิกามิคสาลาสงสัยว่า ทำไมบิดาผู้ถือพรหมจรรย์กับอิสิทัตตะผู้ยังอยู่กับภรรยา จึงไปเกิดในที่เดียวกัน พระพุทธเจ้าตรัสว่าการวัดคนจากสิ่งที่เห็นภายนอกเป็นไปเพื่อทุกข์ เพราะคนที่ดูเหมือนกันอาจต่างกันในสิ่งที่มองไม่เห็น และคนหนึ่งเด่นด้านศีล อีกคนเด่นด้านปัญญา

๗ ข้อ

มิคสาลาสูตรมีอยู่สองแห่งในอังคุตตรนิกาย คือในธัมมิกวรรค ฉักกนิบาต และในอากังขวรรค ทสกนิบาต เรื่องเปิดเหมือนกัน ท่านพระอานนท์ไปรับบิณฑบาตที่บ้านของอุบาสิกามิคสาลา นางถามว่าจะเข้าใจธรรมได้อย่างไร เมื่อคนที่ประพฤติพรหมจรรย์กับคนที่ไม่ประพฤติพรหมจรรย์มีคติเสมอกัน บิดาของนางชื่อปุราณะ ถือพรหมจรรย์ เว้นจากเมถุน ส่วนอิสิทัตตะ ผู้เป็นที่รักของบิดา (บางฉบับแปลว่าเป็นอาของนาง) ยินดีกับภรรยาของตน เมื่อทั้งสองสิ้นชีวิต พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่าทั้งสองเป็นสกทาคามี เกิดในหมู่เทวดาชั้นดุสิตเหมือนกัน พระอานนท์ตอบนางเพียงว่าพระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ไว้อย่างนั้น

เมื่อพระอานนท์กราบทูล พระพุทธเจ้าตรัสว่าอุบาสิกาไม่อยู่ในฐานะจะรู้ความยิ่งหย่อนแห่งอินทรีย์ของบุคคล แล้วทรงแสดงบุคคลเป็นคู่ ๆ ที่ภายนอกดูเหมือนกัน ในฉักกนิบาตมี ๖ จำพวก ในทสกนิบาตมี ๑๐ จำพวก ในแต่ละคู่ คนหนึ่งได้ฟัง ได้ศึกษา เข้าใจด้วยความเห็น และได้ความหลุดพ้นชั่วคราว อีกคนไม่ได้ คนแรกไปทางเจริญ อีกคนไปทางเสื่อม แต่คนที่ชอบวัดคนกลับพูดว่า ทั้งสองมีธรรมเหมือนกัน ทำไมคนหนึ่งเลว คนหนึ่งดี

พระพุทธเจ้าตรัสว่า การวัดเช่นนั้นเป็นไปเพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน อย่าถือประมาณในบุคคล ผู้ถือประมาณในบุคคลย่อมทำลายคุณของตน มีแต่พระองค์หรือผู้ที่เหมือนพระองค์ที่ถือประมาณในบุคคลได้ ท้ายพระสูตรตามความในบาลีตรัสว่า ถ้าอิสิทัตตะมีศีลอย่างปุราณะ ปุราณะก็จะไม่รู้แม้คติของอิสิทัตตะ ถ้าปุราณะมีปัญญาอย่างอิสิทัตตะ อิสิทัตตะก็จะไม่รู้แม้คติของปุราณะ ทั้งสองจึงพร่องกันคนละองค์

  1. ๑

    คำถามที่ฟังดูมีเหตุผล อุโภ สมสมคติกา

    มิคสาลาสงสัยว่า บิดาผู้ถือพรหมจรรย์กับอิสิทัตตะผู้ยินดีกับภรรยาของตน มีคติเสมอกันได้อย่างไร พระอานนท์ไม่ได้อธิบาย เพียงบอกว่าพระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ไว้อย่างนั้น แล้วนำเรื่องไปกราบทูลพระพุทธเจ้า

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อเห็นสิ่งที่ดูไม่ยุติธรรมในชีวิตคนอื่น ถามได้ แต่ให้เผื่อไว้ว่าข้อมูลที่เรามีอาจไม่ครบ

  2. ๒

    คนที่ภายนอกดูเหมือนกัน โสรโต โหติ สุขสํวาโส

    ในฉักกนิบาต คู่แรกคือคนสองคนที่สงบเสงี่ยม อยู่ร่วมด้วยแล้วเป็นสุข เพื่อนพรหมจรรย์ชอบอยู่ร่วมด้วยเหมือนกัน แต่คนหนึ่งได้ฟัง ได้ศึกษา เข้าใจด้วยความเห็น และได้ความหลุดพ้นชั่วคราว อีกคนไม่ได้ เมื่อตายไป คนแรกไปทางเจริญ อีกคนไปทางเสื่อม

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เพื่อนร่วมงานสองคนที่นิสัยดีเหมือนกัน อาจเติบโตต่างกันมากเพราะสิ่งที่แต่ละคนเรียนรู้เงียบ ๆ อยู่ภายใน

  3. ๓

    สิ่งที่ทำให้ต่างมองไม่เห็นจากภายนอก สามายิกมฺปิ วิมุตฺตึ ลภติ

    สิ่งที่แยกคนสองคนในแต่ละคู่คือ การฟัง ความเป็นพหูสูต ความเข้าใจด้วยความเห็น และความหลุดพ้นที่ได้เป็นครั้งคราว ในทสกนิบาตเพิ่มว่า คนหนึ่งรู้ชัดตามจริงถึงเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ ที่ซึ่งความทุศีล ศีล ราคะ ความโกรธ หรือความฟุ้งซ่านของเขาดับไปไม่เหลือ อีกคนไม่รู้

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เวลาประเมินตัวเอง ให้ดูทั้งพฤติกรรมภายนอกและความเข้าใจภายใน ว่าเราเรียนรู้จากสิ่งที่ฟังและอ่านจริงหรือเปล่า

  4. ๔

    คนมีข้อเสียก็ไปทางเจริญได้ โกธมาโน อธิคโต โหติ

    ในฉักกนิบาต คู่ที่สองและสามคือคนที่มีความโกรธและความถือตัว บางครั้งมีความโลภเกิดขึ้น หรือมีวจีสังขารคือแรงผลักให้พูดเกิดขึ้น ในทสกนิบาตมีคู่ของคนทุศีล คนมีศีล คนราคะกล้า คนมักโกรธ และคนฟุ้งซ่าน ในแต่ละคู่ คนที่มีข้อเสียเหมือนกัน แต่ได้ฟัง ได้ศึกษา และเข้าใจ ย่อมไปทางเจริญ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    อย่าตัดสินคนจากข้อเสียที่เห็นชัดที่สุดของเขา และอย่าหมดหวังกับตัวเองเพราะยังมีข้อเสียอยู่

  5. ๕

    กระแสธรรมพาเขาไป ธมฺมโสโต นิพฺพหติ

    ทรงอธิบายว่าคนที่ได้ฟัง ได้ศึกษา และเข้าใจ ดีกว่าและประณีตกว่า เพราะกระแสแห่งธรรมพาเขาไป และใครเล่าจะรู้เหตุนั้นได้ นอกจากตถาคต

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    สิ่งที่เราฟังและทำความเข้าใจอย่างสม่ำเสมอ ค่อย ๆ พาชีวิตไปทีละน้อย แม้คนรอบข้างจะมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงนั้น

  6. ๖

    อย่าถือประมาณในบุคคล มา ปุคฺคเลสุ ปมาณํ คณฺหิตฺถ

    คนที่ชอบวัดคนพูดว่า ทั้งสองมีธรรมเหมือนกัน ทำไมคนหนึ่งเลว คนหนึ่งดี การวัดเช่นนั้นเป็นไปเพื่อไม่เป็นประโยชน์และเพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน ทรงสอนว่าอย่าชอบประมาณในบุคคล อย่าถือประมาณในบุคคล ผู้ถือประมาณในบุคคลย่อมทำลายคุณของตน มีแต่พระองค์หรือผู้ที่เหมือนพระองค์ที่ถือประมาณในบุคคลได้

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อรู้ตัวว่ากำลังจัดอันดับว่าใครดีกว่าใครในวงสนทนาหรือในโซเชียล ให้หยุดแล้วหันกลับมาถามว่า วันนี้เราพัฒนาตัวเองอย่างไร

  7. ๗

    คนหนึ่งเด่นด้วยศีล อีกคนเด่นด้วยปัญญา ยถารูเปน อานนฺท สีเลน ปุราโณ

    ท้ายพระสูตรตรัสว่า ถ้าอิสิทัตตะมีศีลอย่างปุราณะ ปุราณะก็จะไม่รู้แม้คติของอิสิทัตตะ ถ้าปุราณะมีปัญญาอย่างอิสิทัตตะ อิสิทัตตะก็จะไม่รู้แม้คติของปุราณะ ทั้งสองจึงพร่องกันคนละองค์ ข้อความตอนนี้ในฉบับแปลไทยอ่านต่างไปเล็กน้อย หน้านี้ถือตามความในบาลี

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    คนแต่ละคนมีจุดแข็งคนละด้าน ลองเรียนจากความมีวินัยของคนหนึ่ง และความเข้าใจลึกซึ้งของอีกคน แทนการตัดสินว่าใครเหนือกว่า

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

เรื่องนี้เกิดขึ้นทุกวัน เราเห็นคนที่เคร่งครัดกว่า เข้าวัดบ่อยกว่า หรือดูเรียบร้อยกว่า แล้วสรุปว่าเขาต้องดีกว่าอีกคนที่ใช้ชีวิตธรรมดา หรือกลับกัน เห็นคนที่มีข้อเสียชัด ๆ แล้วตัดสินว่าเขาไปไม่รอด พระสูตรนี้ชี้ว่าสิ่งที่กำหนดทางไปของคนอยู่ลึกกว่าที่มองเห็น คือการฟัง การศึกษา ความเข้าใจ และความหลุดพ้นที่เกิดขึ้นภายใน

ข้อนี้ไม่ได้แปลว่าศีลหรือพรหมจรรย์ไม่สำคัญ พระพุทธเจ้าตรัสชัดว่าปุราณะเด่นด้วยศีล และถ้าอิสิทัตตะมีศีลอย่างนั้นก็จะไปได้ไกลกว่า ใจความคือเราไม่ควรใช้ข้อมูลภายนอกเพียงบางส่วนมาจัดอันดับคน และไม่ควรใช้เวลาวัดคนอื่นจนลืมพัฒนาตนเอง

ถ้อยคำที่ทรงใช้ตำหนิอุบาสิกาในพระสูตรค่อนข้างแรงตามสำนวนของยุคนั้น สาระที่ควรเก็บคือคำเตือนเรื่องการตัดสินผู้อื่น ไม่ใช่การดูแคลนผู้ที่ถามด้วยความสงสัย

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

สีลมยญาณ: ศีลที่ลาภ ยศ ญาติ และชีวิตซื้อไม่ได้

สุตฺวาน สํวเร ปญฺญา สีลมเย ญาณํ

ปฏิสัมภิทามรรคอธิบายว่าปัญญาที่ฟังธรรมแล้วสำรวมไว้คือสีลมยญาณ และแบ่งศีลเป็นศีลที่มีขอบเขต คือยอมล่วงเมื่อลาภ …

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้