เหมกมาณวกปัญหานิทเทส: พ้นจากคำเล่าต่อ มาดูที่ใจที่ติด
ข้อปฏิบัติ

เหมกมาณวกปัญหานิทเทส: พ้นจากคำเล่าต่อ มาดูที่ใจที่ติด

เหมกมาณวกปญฺหานิทฺเทโส

คำอธิบายปัญหาของเหมกะในจูฬนิทเทส ว่าคำสอนที่เล่าสืบกันมามีต้นทางอย่างไร ทำไมจึงทำให้ความคิดงอกงาม สิ่งที่รักในโลกมีอะไรบ้าง และนิพพานคือบทที่บรรเทาความกำหนัดพอใจในสิ่งที่เห็น ได้ยิน ได้ทราบ และรู้แจ้ง

๖ ข้อ

เหมกมาณวกปัญหานิทเทสอยู่ในจูฬนิทเทส ขุททกนิกาย เป็นคัมภีร์อธิบายความแบบอรรถกถาในพระไตรปิฎก ซึ่งอธิบายคาถาในปารายนวรรค สุตตนิบาต เหมกะทูลว่า อาจารย์ก่อนศาสนาของพระโคดมพยากรณ์ว่า "เรื่องนี้ได้มีแล้วอย่างนี้ เรื่องนี้จักมีอย่างนี้" คำทั้งหมดนั้นเป็นคำเล่าสืบกันมา เป็นเครื่องเพิ่มความตรึก ตนไม่ยินดีในคำนั้น จึงขอธรรมเป็นเครื่องกำจัดตัณหา ที่รู้แล้วมีสติเที่ยวไป จะข้ามตัณหาที่ซ่านไปในโลกได้

พระพุทธเจ้าตรัสตอบสั้น ๆ ว่า บทนิพพานที่ไม่เคลื่อน คือการบรรเทาฉันทราคะในสิ่งที่รักทั้งหลาย ทั้งที่ได้เห็น ได้ยิน ได้ทราบ และรู้แจ้ง ผู้รู้ชัดข้อนี้ มีสติ ดับกิเลสได้ในปัจจุบัน สงบทุกเมื่อ และข้ามตัณหาที่ซ่านไปในโลกได้แล้ว

นิทเทสระบุว่าอาจารย์ในคาถาหมายถึงพราหมณ์พาวรีและอาจารย์ของพาวรี แล้วอธิบายว่าคำเล่าสืบกันมาเกิดจากอะไร ทำให้ความคิดแบบไหนงอกงาม และสิ่งที่รักครอบคลุมอะไรบ้าง ซึ่งทำให้คำตอบสั้น ๆ ของพระพุทธเจ้านำไปใช้ได้ชัดขึ้น

  1. ๑

    คำเล่าสืบกันมามาจากไหน สพฺพนฺตํ อิติหีติหํ

    นิทเทสอธิบายว่าอาจารย์เหล่านั้นกล่าวธรรมที่ไม่ได้ประจักษ์แก่ตน ไม่ได้รู้เอง โดยอาศัยการได้ยินต่อกันมา การสืบต่อตามลำดับ การอ้างตำรา การนึกเดา การคาดคะเน การตรึกตามอาการ และเพราะชอบใจว่าตรงกับลัทธิของตน

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อได้ยินคำทำนาย ข่าวลือ หรือ "เขาว่ากันว่า" ลองถามว่าผู้พูดรู้เองหรือได้ยินต่อมา ถ้าได้ยินต่อมา ให้ถือไว้อย่างเบา ๆ และยังไม่ต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญจากมัน

  2. ๒

    คำเล่าต่อทำให้ความคิดงอกงาม สพฺพนฺตํ ตกฺกวฑฺฒนํ

    นิทเทสว่าคำเหล่านั้นทำให้ความตรึกงอกงาม ทั้งความคิดเรื่องกาม ความคิดพยาบาท ความคิดเบียดเบียน ความคิดเรื่องญาติ เรื่องบ้านเมือง ความคิดที่ผูกกับความห่วงใยผู้อื่น ความคิดเรื่องลาภสักการะและคำสรรเสริญ และความคิดอยากไม่ให้ใครดูหมิ่น

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ข่าวลือและคำทำนายมักไม่ได้ให้คำตอบ แต่ให้เรื่องให้คิดวนต่อ ถ้าอ่านอะไรแล้วใจฟุ้งมากขึ้นแทนที่จะชัดขึ้น นั่นคือสัญญาณให้พัก

  3. ๓

    ขอธรรมที่รู้แล้วใช้ได้จริง ตฺวญฺจ เม ธมฺมมกฺขาหิ

    เหมกะไม่ได้ขอคำพยากรณ์ใหม่ แต่ขอธรรมเป็นเครื่องกำจัดตัณหา นิทเทสอธิบายว่าธรรมที่ขอคือพรหมจรรย์ที่งามในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด ได้แก่สติปัฏฐาน ๔ ไปจนถึงอริยมรรคมีองค์ ๘ นิพพาน และข้อปฏิบัติให้ถึงนิพพาน ส่วนคำว่า "รู้แล้ว" คือรู้ชัดว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อเลือกอ่านหรือฟังเรื่องธรรม ให้เลือกสิ่งที่นำไปฝึกได้ มากกว่าสิ่งที่ตอบความอยากรู้เรื่องอดีตหรืออนาคต

  4. ๔

    สิ่งที่รักกว้างกว่าที่คิด ปิยรูเปสุ

    นิทเทสแจกแจงว่าสิ่งที่เป็นที่รักและน่ายินดีในโลก ไม่ได้มีเพียงรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และอารมณ์ทางใจ แต่รวมถึงตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเอง วิญญาณทั้งหก ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา ตัณหา ไปจนถึงความตรึกและความตรองในอารมณ์ทั้งหก

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    สิ่งที่เราติดบางทีไม่ใช่ของภายนอก แต่เป็นความรู้สึกดีหรือความคิดที่เราชอบคิด เช่น การวางแผนเรื่องที่ชอบใจซ้ำไปซ้ำมา การรู้ว่าความคิดเองก็เป็นของรักได้ ช่วยให้วางได้ง่ายขึ้น

  5. ๕

    นิพพานคือการบรรเทาฉันทราคะ นิพฺพานปทมจฺจุตํ

    นิทเทสว่าฉันทราคะคือความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิน ความอยาก ความสิเน่หาในกาม การบรรเทาฉันทราคะคือการละ การสงบ การสละคืน ซึ่งก็คืออมตนิพพาน คำว่าบทนิพพานคือบทที่ต้านทาน ที่หลบภัย ที่ไม่มีภัย ส่วนคำว่าไม่เคลื่อนคือมั่นคง ไม่แปรปรวน

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    คำตอบนี้ไม่ได้ชวนให้ไปแสวงหาอะไรใหม่ แต่ให้ลดแรงยึดในสิ่งที่มีอยู่แล้ว ทุกครั้งที่ความอยากในสิ่งหนึ่งเบาลง ใจจะได้พักจากแรงดึงนั้น

  6. ๖

    สงบทุกเมื่อ ข้ามตัณหาที่ซ่านไป ติณฺณา โลเก วิสตฺติกํ

    นิทเทสอธิบายว่าตัณหาเรียกว่าวิสัตติกาเพราะแผ่ไป ซ่านไป ผู้รู้ชัดบทนิพพาน มีสติด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ดับกิเลสแล้ว ย่อมสงบทุกเมื่อ คือทุกเวลา ทุกฤดู ทุกช่วงวัย และข้ามตัณหาที่ซ่านไปในโลกได้

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ในยุคนี้ความอยากซ่านไปทางหน้าจอเป็นหลัก การมีสติกับการเลื่อนหน้าจอแต่ละครั้ง คือการฝึกไม่ให้ใจซ่านตามไปทุกทิศ

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

ยุคนี้เรามีคำเล่าต่อมากกว่ายุคไหน ทั้งคำทำนาย ข่าวลือ และความรู้มือสอง เหมกะเป็นตัวอย่างของคนที่ฟังมามากแล้วรู้สึกว่ายิ่งฟังยิ่งฟุ้ง จึงเปลี่ยนคำถามจาก "อะไรจะเกิดขึ้น" มาเป็น "จะออกจากความอยากที่พาใจไปทั่วได้อย่างไร"

คำตอบของพระพุทธเจ้าพาความสนใจกลับมาที่สิ่งใกล้ตัว คือความพอใจที่เรามีต่อสิ่งที่เห็น ได้ยิน ได้ลิ้ม ได้สัมผัส และได้คิดในแต่ละวัน ไม่ต้องไปหาคำตอบเรื่องอดีตหรืออนาคตที่ไกลตัว

การไม่เชื่อคำเล่าต่อทันทีไม่ได้แปลว่าไม่เคารพครูหรือประเพณี แต่คือการถือไว้อย่างเบา ๆ จนกว่าจะเห็นเอง

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

มหากัจจายนเถรคาถา: รู้จักตนเอง ไม่ใช่เพราะคำคนอื่น

มหากจฺจายนตฺเถรคาถา

คาถา ๘ บทของพระมหากัจจายนะ ว่าด้วยการไม่ยุ่งกับงานเกินจำเป็น ลูกศรละเอียดของลาภสักการะ คนไม่ได้เป็นโจรหรือมุนี…

ปัญจุโปสถิกชาดก: ห้าชีวิตที่รู้ว่าอะไรทำให้ตนทุกข์

ปญฺจุโปสถิกชาตกํ

นกพิราบ งู สุนัขจิ้งจอก หมี และดาบส ต่างรักษาอุโบสถด้วยเหตุผลของตัวเอง คือเพื่อไม่ให้ความรักผูกพัน ความโกรธ คว…

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้