สกลิกสูตร: เจ็บกายโดยมีสติ
การฝึกจิต

สกลิกสูตร: เจ็บกายโดยมีสติ

สกลิกสุตฺตํ

พระบาทของพระพุทธเจ้าถูกสะเก็ดหินบาด เกิดเวทนากล้าแข็ง พระองค์ทรงอดกลั้นด้วยสติสัมปชัญญะ ไม่กระสับกระส่าย มารมาเยาะว่าทรงนอนเพราะเกียจคร้าน ส่วนเทวดามาสรรเสริญว่าทรงเป็นดุจสีหะ ดุจม้าอาชาไนย

๘ ข้อ

สกลิกสูตรในสังยุตตนิกาย สคาถวรรค มีสองสูตรที่เล่าเหตุการณ์เดียวกัน คือเมื่อพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่มัททกุจฉิมิคทายวัน เขตกรุงราชคฤห์ พระบาทถูกสะเก็ดหินบาด เกิดเวทนาทางกายที่เป็นทุกข์ กล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่น่ายินดี พระองค์ทรงมีสติสัมปชัญญะ อดกลั้นเวทนานั้นโดยไม่กระสับกระส่าย รับสั่งให้ปูผ้าสังฆาฏิพับสี่ชั้น แล้วสำเร็จสีหไสยาโดยมีสติสัมปชัญญะ

ในมารสังยุต มารมาเยาะเย้ยว่าทรงนอนเพราะความเขลาหรือมัวคิดกาพย์กลอน พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าทรงนอนด้วยความเอ็นดูในสัตว์ทั้งปวง ส่วนในเทวตาสังยุต เทวดาสตุลลปกายิกาเจ็ดร้อยมาเฝ้าในยามแรก แล้วต่างเปล่งอุทานสรรเสริญว่าพระองค์เป็นดุจนาค สีหะ อาชาไนย ผู้องอาจ ผู้ใฝ่ธุระ และผู้ฝึกแล้ว

พระสูตรนี้แสดงว่าแม้พระพุทธเจ้าก็มีความเจ็บปวดทางกาย สิ่งที่ต่างคือใจไม่ถูกความเจ็บนั้นครอบงำ

  1. ๑

    แม้พระพุทธเจ้าก็เจ็บ ภควโต ปาโท สกลิกาย ขโต โหติ

    พระบาทของพระพุทธเจ้าถูกสะเก็ดหินบาด เวทนาที่เกิดในพระวรกายเป็นทุกข์ กล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่น่ายินดี ไม่เป็นที่สบาย พระสูตรไม่ได้บอกว่าพระองค์ไม่รู้สึกเจ็บ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อเจ็บ ไม่ต้องตำหนิตัวเองว่าฝึกมาไม่พอ ความเจ็บทางกายเป็นเรื่องปกติของร่างกาย แม้ผู้ที่ฝึกใจดีที่สุดก็ยังมี

  2. ๒

    อดกลั้นด้วยสติสัมปชัญญะ ไม่กระสับกระส่าย สโต สมฺปชาโน อธิวาเสติ อวิหญฺญมาโน

    พระองค์ทรงมีสติและสัมปชัญญะ อดกลั้นเวทนาเหล่านั้นโดยไม่กระสับกระส่าย คือรับรู้ความเจ็บตามที่เป็น โดยไม่ดิ้นรนต่อต้านหรือจมลงไปในความทุกข์ใจ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ตอนเจ็บ ลองหายใจช้า ๆ แล้วสังเกตว่าความเจ็บอยู่ตรงไหน เปลี่ยนแปลงอย่างไร แทนการคิดวนว่าเมื่อไรจะหาย

  3. ๓

    พักอย่างมีสติ สีหเสยฺยํ กปฺเปสิ

    พระพุทธเจ้ารับสั่งให้ปูผ้าสังฆาฏิพับสี่ชั้น แล้วสำเร็จสีหไสยาโดยพระปรัศเบื้องขวา ซ้อนพระบาทเหลื่อมกัน ทรงมีสติสัมปชัญญะ การอดทนจึงไปพร้อมกับการดูแลร่างกายอย่างเหมาะสม

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อบาดเจ็บหรือไม่สบาย การพักไม่ใช่ความอ่อนแอ จัดท่าที่สบาย ดูแลแผล แล้วพักโดยไม่ต้องรู้สึกผิด

  4. ๔

    ไม่หวั่นไหวต่อคำเยาะเย้ย มนฺทิยา นุ เสสิ

    ในมารสังยุต มารถามว่าทรงนอนเพราะความเขลาหรือมัวคิดกาพย์กลอน อยู่ผู้เดียวในที่สงัดแล้วตั้งหน้าหลับอย่างนั้นหรือ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าไม่ได้นอนเพราะความเขลา แต่ทรงบรรลุประโยชน์แล้ว ปราศจากความโศก

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อป่วยแล้วมีคนมองว่าขี้เกียจหรืออ่อนแอ ไม่ต้องรีบพิสูจน์ตัวเอง รู้เหตุผลของตนให้ชัด แล้วดูแลตัวเองต่อไป

  5. ๕

    นอนด้วยความเอ็นดูในสัตว์ทั้งปวง สพฺพภูตานุกมฺปี

    พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนที่มีลูกศรเสียบอกยังหลับได้ พระองค์ผู้ปราศจากลูกศรแล้ว ไฉนจะไม่หลับ ทรงไม่หวาดกลัว กลางวันกลางคืนไม่ทำให้เดือดร้อน และทรงนอนด้วยความเอ็นดูในสัตว์ทั้งปวง

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ในช่วงที่ร่างกายไม่สบาย ลองแผ่ความปรารถนาดีให้คนอื่นที่กำลังเจ็บป่วยเช่นกัน ใจจะไม่หดแคบอยู่แค่ความเจ็บของตัวเอง

  6. ๖

    นาค สีหะ อาชาไนย นาโค วต โภ สมโณ โคตโม

    ในเทวตาสังยุต เทวดาสตุลลปกายิกาต่างเปล่งอุทานว่า พระสมณโคดมเป็นดุจนาค เป็นดุจสีหะ เป็นดุจอาชาไนย เป็นผู้องอาจ เป็นผู้ใฝ่ธุระ เป็นผู้ฝึกแล้ว เพราะทรงอดกลั้นเวทนากล้าแข็งด้วยสติสัมปชัญญะโดยไม่เดือดร้อน

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ความกล้าหาญไม่ได้มีแค่ในสนามแข่ง การอยู่กับความเจ็บอย่างสงบก็เป็นความกล้าแบบหนึ่ง ชื่นชมคนรอบตัวที่อดทนกับการป่วยอย่างมีสติ

  7. ๗

    จิตที่ฝึกดีแล้ว ปสฺส สมาธึ สุภาวิตํ

    เทวดาอีกองค์กล่าวให้ดูสมาธิที่พระองค์เจริญดีแล้ว และจิตที่หลุดพ้นดีแล้ว ไม่น้อมไปตามราคะ ไม่กลับไปตามโทสะ และไม่ต้องคอยข่มหรือห้ามไว้ด้วยความฝืน ผู้ที่คิดจะล่วงเกินบุคคลเช่นนี้ก็เหมือนคนไม่มีตา

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ความสงบต่อความเจ็บไม่ได้เกิดขึ้นในวันที่เจ็บเท่านั้น ฝึกสติในวันปกติวันละเล็กน้อย เพื่อให้มีที่พึ่งเมื่อวันที่ยากมาถึง

  8. ๘

    ละมานะ จิตตั้งมั่น ไม่ประมาท น มานกามสฺส ทโม อิธตฺถิ

    คาถาของเทวดากล่าวว่า ความฝึกตนไม่มีแก่ผู้ใคร่มานะ ความรู้ไม่มีแก่ผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น ผู้อยู่ในป่าแต่ประมาทย่อมข้ามแดนมัจจุไม่ได้ ส่วนผู้ละมานะ มีจิตตั้งมั่น ไม่ประมาท ย่อมข้ามได้

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อเจ็บป่วย ให้ละความถือตัวที่ไม่ยอมขอความช่วยเหลือ บอกคนใกล้ชิด ไปหาหมอ และใช้เวลาพักนั้นฝึกใจให้ตั้งมั่น

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

ทุกคนต้องเจอความเจ็บปวดทางกาย ตั้งแต่มีดบาดไปจนถึงอาการป่วยเรื้อรัง พระสูตรนี้ไม่ได้บอกให้แกล้งทำเป็นไม่เจ็บ พระพุทธเจ้าทรงรู้ชัดว่าเวทนากล้าแข็ง แต่ทรงรับรู้ด้วยสติ ไม่เติมความกระสับกระส่ายลงไปซ้ำ และยังทรงพักผ่อนอย่างเหมาะสม

เวลาเจ็บ ลองแยกให้ออกระหว่างตัวความเจ็บ กับความคิดที่ตามมา เช่น "ทำไมต้องเป็นเรา" หรือ "จะไม่หายแล้ว" ความเจ็บอาจยังอยู่ แต่ความทุกข์ใจที่ซ้อนขึ้นมาลดลงได้

การมีสติกับความเจ็บปวดไม่ใช่สิ่งทดแทนการรักษา อาการบาดเจ็บ ความเจ็บที่รุนแรง หรือความเจ็บที่ไม่หาย ควรไปพบแพทย์

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

เอกปุคคลวรรค: บุคคลผู้เอกที่เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของคนหมู่มาก

เอกปุคฺคโล ภิกฺขเว โลเก อุปฺปชฺชมาโน

พระสูตรสั้น ๗ ข้อในเอกนิบาตที่บอกว่าพระตถาคตเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์และความสุขของคนหมู่มาก หาได้ยาก เมื่อสิ้นไปคน…

องค์คุณของผู้ให้อุปสมบท: ก่อนจะรับใครไว้ในความดูแล

อุปสมฺปาเทตพฺพปญฺจกโสฬสวารํ

พระวินัยวางเกณฑ์ว่าภิกษุแบบใดจึงควรให้อุปสมบท ให้นิสสัย และรับสามเณรไว้ดูแล ตั้งแต่คุณธรรมของตนเอง ความรู้ ควา…

ภิกษุฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทา: ชมกันเองว่ามีคุณวิเศษที่ไม่มีจริง

อยํ อคฺโค มหาโจโร

ช่วงข้าวยากหมากแพง ภิกษุกลุ่มหนึ่งตกลงกันพูดยกย่องกันเองแก่ชาวบ้านว่าได้ฌานและมรรคผล เพื่อให้ได้อาหารดี พระพุท…

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้