อานาปาณกถา: สิ่งที่รบกวนการดูลมหายใจ และอุปมาคนเลื่อยไม้
การฝึกจิต

อานาปาณกถา: สิ่งที่รบกวนการดูลมหายใจ และอุปมาคนเลื่อยไม้

อานาปานกถา

คำอธิบายในปฏิสัมภิทามรรคว่าเมื่อฝึกอานาปานสติ มีอุปกิเลส ๑๘ อย่างที่ทำให้ใจไม่ตั้งมั่น เช่น ไล่ตามลมจนฟุ้ง ใจลอยไปอดีตอนาคต หดหู่หรือเร่งเกินไป พร้อมวิธีแก้ และอุปมาคนเลื่อยไม้ที่ตั้งสติไว้เฉพาะจุดที่ฟันเลื่อยกระทบ

๘ ข้อ

ในอานาปาณกถา มหาวรรค ปฏิสัมภิทามรรค ขุททกนิกาย มีคำอธิบายการเจริญสมาธิด้วยอานาปานสติ ๑๖ ขั้นอย่างละเอียด ปฏิสัมภิทามรรคเป็นคัมภีร์ในพระไตรปิฎกที่จัดระบบคำสอนคล้ายคำอธิบายชั้นหลัง ตามประเพณีถือว่าพระสารีบุตรเป็นผู้แสดง

หน้านี้เลือกเฉพาะส่วนที่ผู้ฝึกใช้ได้จริง คือธรรมที่เป็นอันตรายและเป็นอุปการะแก่สมาธิ อุปกิเลส ๑๘ ที่เกิดขึ้นระหว่างดูลมหายใจ วิธีทำจิตให้ผ่องใส (โวทาน) และอุปมาคนเลื่อยไม้ ซึ่งอธิบายว่าการตั้งสติไว้ที่จุดเดียวไม่ได้ทำให้ลมหายใจหายไปจากการรับรู้

ท่านยกคาถาไว้ด้วยว่า ผู้ที่เจริญอานาปานสติให้บริบูรณ์ อบรมตามลำดับที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง ย่อมทำโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์ที่พ้นจากเมฆหมอก

  1. ๑

    รู้จักสิ่งขวางและสิ่งช่วยสมาธิ กามจฺฉนฺโท สมาธิสฺส ปริปนฺโถ

    ท่านจับคู่ไว้ ๘ คู่ เช่น กามฉันทะเป็นอันตรายแก่สมาธิ เนกขัมมะเป็นอุปการะ พยาบาทเป็นอันตราย ความไม่พยาบาทเป็นอุปการะ ถีนมิทธะเป็นอันตราย อาโลกสัญญาเป็นอุปการะ ความไม่ยินดี (อรติ) เป็นอันตราย ความปราโมทย์เป็นอุปการะ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ถ้านั่งแล้วง่วง ลองนึกถึงแสงสว่างหรือลืมตาสักครู่ ถ้านั่งแล้วเบื่อ ลองนึกถึงสิ่งที่ทำให้ใจเบิกบานก่อนเริ่ม

  2. ๒

    ไล่ตามลมจนใจฟุ้ง อสฺสาสาทิมชฺฌปริโยสานํ สติยา อนุคจฺฉโต

    เมื่อใช้สติไล่ตามลมหายใจตั้งแต่ต้น ท่ามกลาง จนถึงที่สุด จิตจะฟุ้งไปภายในบ้าง ภายนอกบ้าง ทั้งกายและจิตจะกระสับกระส่ายหวั่นไหว เป็นอันตรายแก่สมาธิ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ไม่ต้องไล่ตามลมเข้าไปถึงท้องแล้วไล่ตามออก ให้รู้ลมตรงจุดที่ชัดที่สุดเพียงจุดเดียว

  3. ๓

    ติดใจอยากได้ลมหายใจ อสฺสาสปฏิกงฺขณา นิกนฺติ ตณฺหาจริยา

    ความปรารถนาและความติดใจในลมหายใจ ซึ่งเป็นความเป็นไปของตัณหา ก็เป็นอันตรายแก่สมาธิ รวมถึงความหลงเมื่อถูกลมหายใจออกบีบคั้นจนอยากได้ลมเข้า หรือถูกลมเข้าบีบคั้นจนอยากได้ลมออก

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ถ้ารู้ตัวว่ากำลังบังคับลมให้ยาวหรือให้สบายตามที่อยาก ให้ปล่อยลมกลับไปเป็นธรรมชาติ

  4. ๔

    ใจแกว่งไปมาระหว่างนิมิตกับลม นิมิตฺตํ อาวชฺชโต อสฺสาเส จิตฺตํ วิกมฺปติ

    เมื่อนึกถึงนิมิต ใจกลับแกว่งไปที่ลม เมื่อนึกถึงลม ใจกลับแกว่งไปที่นิมิต หรือแกว่งระหว่างลมเข้ากับลมออก อาการแกว่ง ๖ แบบนี้เป็นอุปกิเลสอีกหมวดหนึ่ง ท่านว่าผู้ที่จิตหวั่นไหวด้วยอุปกิเลสเหล่านี้ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งวิโมกข์ ต้องอาศัยความเชื่อผู้อื่น

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ถ้ารู้ตัวว่ากำลังสลับจุดสนใจไปมา ให้เลือกจุดเดียวแล้ววางใจไว้ตรงนั้น

  5. ๕

    ใจลอยไปอดีตและอนาคต อตีตานุธาวนํ จิตฺตํ

    จิตที่แล่นไปตามอดีตตกไปฝ่ายฟุ้งซ่าน จิตที่หวังอนาคตก็กวัดแกว่ง วิธีทำจิตให้ผ่องใสคือเว้นจิตนั้นเสีย แล้วตั้งจิตไว้ในฐานะเดียว

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อจับได้ว่ากำลังคิดถึงเรื่องเมื่อวานหรือเรื่องพรุ่งนี้ ไม่ต้องตำหนิตัวเอง แค่พากลับมาที่จุดที่ลมกระทบ

  6. ๖

    หดหู่ไปหรือประคองเกินไป ลีนํ จิตฺตํ โกสชฺชานุปติตํ

    จิตที่หดหู่ตกไปฝ่ายเกียจคร้าน ให้ประคองจิตนั้นขึ้นแล้วละความเกียจคร้าน จิตที่ประคองไว้เกินไปตกไปฝ่ายอุทธัจจะ ให้ข่มจิตนั้นลงแล้วละความฟุ้งซ่าน

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ถ้านั่งแล้วซึม ให้ตั้งตัวตรงและสนใจลมให้ชัดขึ้น ถ้านั่งแล้วเครียดเกร็ง ให้ผ่อนความพยายามลงครึ่งหนึ่ง

  7. ๗

    ตกไปฝ่ายกำหนัดหรือฝ่ายขัดเคือง จิตฺตํ ราคานุปติตํ

    จิตอีกสองแบบตกไปฝ่ายราคะและฝ่ายพยาบาท ฉบับหลวงแปลว่าจิตที่รู้เกินไปและจิตที่ไม่รู้ ส่วนบาลีบางฉบับอ่านว่าจิตที่โน้มเข้าหาและจิตที่ถอยห่าง วิธีแก้คือรู้ทันจิตนั้นแล้วละราคะหรือพยาบาทเสีย ท่านว่าจิตที่บริสุทธิ์ด้วยฐานะ ๖ นี้ย่อมผ่องใสและถึงความเป็นหนึ่ง

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อสังเกตว่าใจเริ่มติดความสงบ หรือเริ่มหงุดหงิดที่ยังไม่สงบ ให้รู้ทันว่านี่คือความชอบและความชังอย่างละเอียด

  8. ๘

    อุปมาคนเลื่อยไม้ ยถา กกจทนฺตา เอวํ อสฺสาสปสฺสาสา

    ต้นไม้วางอยู่บนพื้นเรียบ คนเลื่อยตั้งสติไว้ที่ฟันเลื่อยตรงที่กระทบเนื้อไม้ ไม่ได้ใส่ใจฟันเลื่อยที่มาหรือที่ไป แต่ก็ไม่ใช่ไม่รู้ ภิกษุตั้งสติไว้ที่ปลายจมูกหรือริมฝีปาก ไม่ใส่ใจลมที่เข้าหรือออก แต่ลมเข้าออกก็ไม่ใช่ไม่รู้ กายและจิตของผู้ปรารภความเพียรย่อมควรแก่การงาน อุปกิเลสถูกละ วิตกสงบลง

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ใช้หลักเดียวกันกับงานที่ต้องจดจ่อ เช่น อ่านหนังสือหรือเขียนงาน ให้ใจอยู่ตรงจุดที่กำลังทำ ไม่ต้องคอยตามทุกอย่างที่ผ่านมาและผ่านไป

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

ผู้ที่เริ่มนั่งดูลมหายใจมักคิดว่าตัวเอง "ทำไม่ได้" เพราะใจฟุ้ง คำอธิบายนี้ช่วยได้มาก เพราะแยกให้เห็นว่าความฟุ้งมีหลายแบบ แต่ละแบบมีวิธีแก้ต่างกัน และการรู้ว่ากำลังเจอแบบไหนก็เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกอยู่แล้ว

บทเรียนจากอุปมาเลื่อยไม้คือ ไม่ต้องวิ่งตามลมเข้าไปแล้ววิ่งตามออกมา ให้วางสติไว้ที่จุดที่ลมกระทบ เช่น ปลายจมูก ลมเข้าออกก็ยังรู้อยู่เอง ใจจะไม่เหนื่อย

หากการดูลมหายใจทำให้อึดอัดหรือตื่นตระหนก ไม่จำเป็นต้องฝืน ให้หายใจตามธรรมชาติ เปลี่ยนไปฝึกแบบอื่น หรือปรึกษาผู้รู้

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

วัตรบท ๗ ของท้าวสักกะ: ข้อปฏิบัติที่ทำให้คนธรรมดาเป็นจอมเทพ

สตฺต วตปทานิ

ท้าวสักกะเมื่อยังเป็นมนุษย์สมาทานข้อปฏิบัติ ๗ ข้อตลอดชีวิต — เลี้ยงมารดาบิดา อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล พูดอ่อ…

มิคสาลาสูตร: อย่าถือประมาณในบุคคล

มา ปุคฺคเลสุ ปมาณิกา อหุวตฺถ

อุบาสิกามิคสาลาสงสัยว่า ทำไมบิดาผู้ถือพรหมจรรย์กับอิสิทัตตะผู้ยังอยู่กับภรรยา จึงไปเกิดในที่เดียวกัน พระพุทธเจ…

ปวารณาในทางปฏิบัติ: เปิดรับคำเตือนโดยมีกติกาที่เป็นธรรม

ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา

เมื่อออกพรรษาภิกษุปวารณา คือเปิดโอกาสให้เพื่อนภิกษุว่ากล่าวตน ปวารณาขันธกะวางรายละเอียดว่าทำได้แม้มีรูปเดียว ต…

สกุณัคฆีสูตรและมักกฏสูตร: นกมูลไถกับเหยี่ยว และลิงที่ติดตัง

โคจเร ภิกฺขเว จรถ สเก เปตฺติเก วิสเย

นกมูลไถที่ออกนอกถิ่นจึงถูกเหยี่ยวจับ แต่รอดได้เมื่อกลับไปอยู่ในนาของตน ลิงที่ลอกแลกเอามือไปจับตังจนติดทั้งตัว …

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้