สลฬาคารสูตรและพระสูตรในอนุรุทธสังยุต: จิตที่โน้มไปแล้วเหมือนแม่น้ำคงคา
ข้อปฏิบัติ

สลฬาคารสูตรและพระสูตรในอนุรุทธสังยุต: จิตที่โน้มไปแล้วเหมือนแม่น้ำคงคา

วิเวกนินฺนํ วิเวกโปณํ วิเวกปพฺภารํ

พระอนุรุทธะเปรียบว่า มหาชนเอาจอบกับตะกร้ามาทดแม่น้ำคงคาให้ไหลกลับไม่ได้ฉันใด ภิกษุที่เจริญสติปัฏฐานมานานก็ไม่ถูกโภคะดึงให้ลาสิกขาฉันนั้น ในสังยุตเดียวกันท่านยังเล่าว่า สติปัฏฐานทำให้หน้าผ่องใส และทำให้ทุกขเวทนาเวลาป่วยหนักไม่ครอบงำจิต

๗ ข้อ

อนุรุทธสังยุต สังยุตตนิกาย รวบรวมคำตอบของพระอนุรุทธะต่อคำถามของเพื่อนภิกษุ แทบทุกสูตรจบที่คำตอบเดียวกัน คือสติปัฏฐาน ๔ พิจารณาเห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้

ในสลฬาคารสูตร พระอนุรุทธะเปรียบว่า แม่น้ำคงคาไหลไปทางทิศตะวันออก ถ้ามหาชนถือจอบและตะกร้ามาจะทดให้ไหลกลับ ก็มีแต่จะเหน็ดเหนื่อยเปล่า ฉันใด เมื่อพระราชา อำมาตย์ มิตร หรือญาติ นำโภคะมาชวนภิกษุผู้เจริญสติปัฏฐาน ๔ ให้สึก ภิกษุนั้นก็จะลาสิกขาไม่ได้ ฉันนั้น เพราะจิตที่น้อมไป โน้มไป โอนไปในวิเวกมานาน จะหวนกลับไม่ได้

พระสูตรอื่นในวรรคเดียวกันเล่าว่า เมื่อพระสารีบุตรทักว่าอินทรีย์ของท่านผ่องใส สีหน้าบริสุทธิ์ ท่านตอบว่าช่วงนี้อยู่ด้วยจิตที่ตั้งมั่นในสติปัฏฐาน ๔ เป็นส่วนมาก และเมื่อท่านอาพาธหนักอยู่ที่ป่าอันธวัน ท่านตอบภิกษุที่มาเยี่ยมว่า ทุกขเวทนาทางกายไม่ครอบงำจิต เพราะจิตตั้งมั่นอยู่ในสติปัฏฐาน ๔

  1. ๑

    คงคาไหลกลับไม่ได้ คงฺคานที ปาจีนนินฺนา ปาจีนโปณา ปาจีนปพฺภารา

    แม่น้ำคงคาไหลไป หลั่งไป บ่าไปทางทิศตะวันออก ถ้ามหาชนถือจอบและตะกร้ามาจะทดให้ไหลกลับ ภิกษุทั้งหลายตอบว่าทำไม่ได้ มหาชนนั้นมีแต่จะเหน็ดเหนื่อยลำบากเปล่า

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    นิสัยเก่าก็เหมือนแม่น้ำที่ลาดไปทางเดิมแล้ว การฝืนด้วยกำลังใจเพียงอย่างเดียวจึงเหนื่อย ให้ค่อย ๆ ขุดร่องใหม่ด้วยการทำซ้ำทุกวัน

  2. ๒

    แม้มีคนนำโภคะมาชวน เอหิ หีนายาวตฺติตฺวา โภเค จ ภุญฺชสฺสุ

    พระราชา อำมาตย์ มิตร หรือญาติ อาจชวนภิกษุด้วยโภคะว่า จะครองผ้ากาสาวะอยู่ทำไม จะโกนหัวถือกระเบื้องเที่ยวบิณฑบาตอยู่ทำไม สึกมาใช้สมบัติและทำบุญเถิด พระอนุรุทธะกล่าวว่า ภิกษุผู้เจริญสติปัฏฐาน ๔ จะลาสิกขาออกมานั้นไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ข้อเสนอที่ดึงเราออกจากสิ่งที่ตั้งใจมักมาในรูปที่ฟังดูมีเหตุผล การมีหลักที่ฝึกไว้จนเป็นธรรมชาติช่วยให้ปฏิเสธได้โดยไม่ต้องต่อสู้ในใจนาน

  3. ๓

    จิตที่โน้มไปในวิเวกมานาน จิตฺตํ ทีฆรตฺตํ วิเวกนินฺนํ

    เหตุผลที่พระอนุรุทธะให้ไว้คือ จิตที่น้อมไป โน้มไป โอนไปในวิเวกตลอดกาลนาน จะหวนกลับไปสึกนั้นไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ความมั่นคงจึงมาจากทิศทางที่สะสมมานาน ไม่ใช่จากการตัดสินใจครั้งเดียว

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ถ้าอยากให้ความดีข้อไหนมั่นคง ให้ถามว่ามันได้กลายเป็นทิศทางประจำของใจแล้วหรือยัง หรือยังเป็นแค่ความตั้งใจเป็นครั้งคราว

  4. ๔

    ความผ่องใสที่มาจากข้างใน วิปฺปสนฺนานิ โข เต อาวุโส อนุรุทฺธ อินฺทฺริยานิ

    ในอัมพปาลิสูตร พระสารีบุตรทักว่าอินทรีย์ของพระอนุรุทธะผ่องใส ผิวหน้าบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ท่านอยู่ด้วยธรรมข้อไหนมาก พระอนุรุทธะตอบว่าช่วงนี้มีจิตตั้งมั่นอยู่ในสติปัฏฐาน ๔ เป็นส่วนมาก และพระอรหันต์ก็มีจิตตั้งมั่นในสติปัฏฐาน ๔ อยู่มากเช่นกัน

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    สังเกตว่าวันที่ใจอยู่กับตัว ไม่ฟุ้งไปกับหน้าจอทั้งวัน สีหน้าและท่าทีของเราต่างจากวันอื่นอย่างไร ความสดใสแบบนี้ไม่ต้องซื้อหา

  5. ๕

    ป่วยหนักแต่จิตไม่ถูกครอบงำ จิตฺตํ น ปริยาทาย ติฏฺฐนฺติ

    ในคิลานสูตร พระอนุรุทธะอาพาธหนักอยู่ที่ป่าอันธวัน ภิกษุหลายรูปมาถามว่าท่านอยู่ด้วยธรรมข้อไหน ทุกขเวทนาทางกายที่เกิดขึ้นจึงไม่ครอบงำจิต ท่านตอบว่าเพราะมีจิตตั้งมั่นอยู่ในสติปัฏฐาน ๔

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เวลาเจ็บป่วย นอกจากรักษาตามแพทย์แล้ว ลองแยกดูว่าความเจ็บในกายส่วนหนึ่ง กับความคิดกังวลที่ใจเติมเข้าไปอีกส่วนหนึ่ง ส่วนที่สองนี้สติช่วยลดได้

  6. ๖

    ผู้เริ่มและผู้จบกิจใช้ธรรมเดียวกัน กณฺฏกีสุตฺตํ

    ในกัณฏกีสูตร พระสารีบุตรถามพระอนุรุทธะว่า ธรรมใดที่ภิกษุผู้เป็นเสขะ คือยังต้องศึกษา พึงเข้าถึงอยู่ ท่านตอบว่าสติปัฏฐาน ๔ เมื่อถามถึงผู้เป็นอเสขะ คือจบการศึกษาแล้ว ท่านก็ตอบว่าสติปัฏฐาน ๔ เช่นกัน

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    สติไม่ใช่วิชาสำหรับมือใหม่ที่เรียนจบแล้วทิ้งได้ ผู้ฝึกมานานก็ยังใช้อยู่ทุกวัน จึงไม่ต้องรีบข้ามไปหาเทคนิคที่ดูลึกกว่า

  7. ๗

    ละเลยสติปัฏฐานคือละเลยมรรค จตฺตาโร สติปฏฺฐานา วิรทฺธา

    ในรโหคตสูตร พระอนุรุทธะดำริในที่สงัดว่า ผู้ใดละเลย (ฉบับแปลนี้ใช้ว่าเบื่อ) สติปัฏฐาน ๔ ผู้นั้นก็ละเลยอริยมรรคที่ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ผู้ใดปรารภสติปัฏฐาน ๔ ผู้นั้นก็ได้ปรารภอริยมรรค พระมหาโมคคัลลานะรู้ความคิดนั้นจึงมาถามว่าปรารภอย่างไร ท่านตอบว่าให้พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในกาย เวทนา จิต และธรรม

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เวลาดูกายหรือความรู้สึก ให้สังเกตว่ามันเกิดขึ้นและเสื่อมไปอย่างไร เช่น ความหงุดหงิดที่ขึ้นมาแล้วค่อย ๆ จางลง การเห็นแบบนี้คือแก่นของการฝึก

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

ภาพแม่น้ำคงคาเป็นภาพของนิสัยใจที่สะสมมานาน สิ่งที่เราฝึกทุกวันจะค่อย ๆ กลายเป็นความลาดของใจ วันที่มีสิ่งยั่วยุหรือแรงกดดันเข้ามา ใจจะไหลไปทางที่ลาดไว้แล้ว การฝึกสติทุกวันแม้ครั้งละไม่นาน จึงเหมือนการขุดร่องน้ำไว้ล่วงหน้า

พระสูตรนี้พูดถึงภิกษุที่ถูกชวนให้สึก แต่หลักเดียวกันใช้กับฆราวาสได้ เช่น คนที่ตั้งใจเลิกพนันหรือเลิกเหล้า ถ้ามีแต่ความตั้งใจแต่ไม่ได้ฝึกให้ใจลาดไปทางใหม่ พอมีคนมาชวนก็ไหลกลับได้ง่าย

เรื่องพระอนุรุทธะอาพาธไม่ได้แปลว่าผู้ฝึกสติจะไม่เจ็บป่วย ท่านเองก็ยังเป็นไข้หนัก ความต่างอยู่ที่ความเจ็บไม่ยึดครองจิต เวลาป่วยจริงยังต้องรักษากับแพทย์ตามปกติ

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้