กัญจนขันธชาดก: แท่งทองที่เบาลงเมื่อแบ่งเป็นส่วน
โย ปหฏฺเฐน จิตฺเตน ปหฏฺฐมนโส นโรชาวนาพบแท่งทองใหญ่จนยกไม่ไหว จึงแบ่งออกเป็น ๔ ส่วนแล้วยกกลับบ้านได้ คาถาสอนว่าผู้มีใจเบิกบาน เจริญกุศลธรรม ย่อ…
โจทเกน ภิกฺขุนา ปรํ โจเทตุกาเมน
พระอุบาลีทูลถามเรื่องการโจท พระพุทธเจ้าทรงวางเกณฑ์ไว้เป็นชุด ตั้งแต่เรื่องแบบไหนควรรับไว้พิจารณา ผู้จะกล่าวโทษต้องตรวจอะไรในตน พูดอย่างไร ตั้งใจอย่างไร และผู้ถูกกล่าวโทษควรตั้งอยู่ในธรรมสองอย่าง
ในปาติโมกขัฏฐปนขันธกะ จุลวรรค พระวินัยปิฎก ท่านพระอุบาลีเข้าไปเฝ้าแล้วทูลถามเป็นชุดว่า ภิกษุผู้ปรารถนาจะรับอธิกรณ์ไว้พิจารณา พึงรับเรื่องที่ประกอบด้วยองค์เท่าไร และผู้จะโจทผู้อื่นพึงพิจารณาธรรมเท่าไรในตนก่อน
พระพุทธเจ้าตรัสตอบทีละข้อ เรื่องที่ควรรับไว้ต้องถูกกาล เป็นเรื่องจริง ประกอบด้วยประโยชน์ มีผู้เห็นด้วยโดยธรรมโดยวินัย และไม่นำไปสู่ความแตกแห่งสงฆ์ ส่วนผู้จะโจทต้องตรวจตนห้าข้อ คือความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ ความประพฤติทางวาจาบริสุทธิ์ มีเมตตาจิตไม่อาฆาต เป็นพหูสูต และจำปาติโมกข์ทั้งสองได้ดี ถ้ายังขาดข้อใด ก็จะมีผู้บอกให้ไปศึกษาข้อนั้นเสียก่อน
จากนั้นทรงวางธรรมห้าข้อที่ต้องตั้งไว้ในตนก่อนพูด คือจักกล่าวโดยกาลอันควร ด้วยคำจริง ด้วยคำสุภาพ ด้วยคำประกอบด้วยประโยชน์ และด้วยเมตตาจิต ทรงแสดงความเดือดร้อนและความไม่เดือดร้อนของทั้งผู้โจทและผู้ถูกโจท ทรงแสดงธรรมห้าที่ควรมนสิการ คือความการุญ ความหวังประโยชน์ ความเอ็นดู ความมุ่งให้ออกจากอาบัติ และการทำวินัยเป็นเบื้องหน้า สุดท้ายตรัสว่าผู้ถูกโจทพึงตั้งอยู่ในธรรมสองประการ คือความจริงและความไม่ขุ่นเคือง
ในสมถขันธกะยังมีเรื่องพระอุปวาฬ ผู้ถูกซักถามถึงอาบัติในท่ามกลางสงฆ์แล้วปฏิเสธบ้างรับบ้างสลับไปมา จนสงฆ์ต้องทำตัสสปาปิยสิกากรรม
ก่อนรับเรื่องไว้ ให้พิจารณาเป็นลำดับว่า เป็นกาลสมควรหรือไม่ เป็นเรื่องจริงหรือไม่ ประกอบด้วยประโยชน์หรือไม่ จะมีผู้ร่วมเห็นโดยธรรมโดยวินัยหรือไม่ และเมื่อรับแล้วจะเกิดความบาดหมางจนสงฆ์แตกกันหรือไม่ ถ้าตอบว่าไม่ในข้อใด ก็ไม่พึงรับ
ก่อนหยิบเรื่องร้องเรียนขึ้นมาในที่ประชุม ให้ถามตัวเองครบทั้งห้าข้อนี้ บางเรื่องจริงแต่ยังไม่ถึงเวลา และบางเรื่องจะสร้างความเสียหายมากกว่าที่จะแก้ได้
ผู้จะโจทพึงพิจารณาว่าความประพฤติทางกายของตนบริสุทธิ์หรือไม่ ทางวาจาบริสุทธิ์หรือไม่ มีเมตตาจิตไม่อาฆาตหรือไม่ เป็นพหูสูตหรือไม่ และจำปาติโมกข์ทั้งสองได้ดีหรือไม่ ถ้ายังขาด ก็จะมีผู้บอกให้ไปศึกษาเรื่องนั้นเสียก่อน
ก่อนจะทักท้วงเรื่องวินัยการทำงานของใคร ให้ตรวจก่อนว่าตัวเราทำเรื่องเดียวกันนั้นได้ดีแค่ไหน และเรารู้กติกาจริงหรือแค่เดา
ทรงให้ตั้งใจไว้ก่อนว่า จักกล่าวโดยกาลอันควร ไม่ใช่โดยกาลอันไม่ควร จักกล่าวด้วยคำจริง ด้วยคำสุภาพ ด้วยคำประกอบด้วยประโยชน์ และจักมีเมตตาจิตกล่าว ไม่มุ่งร้ายกล่าว
ก่อนกดส่งข้อความตักเตือน ให้อ่านทวนแล้วเช็กทั้งห้าข้อ ถ้าข้อใดยังไม่ผ่าน ให้พักไว้ก่อนแล้วค่อยเขียนใหม่
ทรงแสดงว่าผู้โจทโดยไม่เป็นธรรมพึงถึงความเดือดร้อนด้วยอาการห้า คือโจทผิดกาล ด้วยเรื่องไม่จริง ด้วยคำหยาบ ด้วยเรื่องไร้ประโยชน์ และด้วยความมุ่งร้าย ส่วนผู้ถูกโจทโดยไม่เป็นธรรมนั้นไม่ต้องเดือดร้อนเลย
ถ้าถูกกล่าวหาด้วยเรื่องไม่จริงและด้วยคำหยาบ ให้จำไว้ว่าความหนักไม่ได้อยู่ที่เรา แล้วตอบด้วยข้อเท็จจริงอย่างสงบ
ทรงให้มนสิการธรรมห้าอย่างไว้ในตนแล้วจึงโจทผู้อื่น คือความการุญ ความหวังประโยชน์ ความเอ็นดู ความมุ่งให้เขาออกจากอาบัติ และการทำวินัยเป็นเบื้องหน้า เป้าหมายจึงเป็นการพาคนออกจากความผิด ไม่ใช่การเอาชนะ
ถามตัวเองก่อนพูดว่าเราต้องการให้เขาดีขึ้น หรือต้องการให้เขาแพ้ คำตอบนี้เปลี่ยนน้ำเสียงทั้งบทสนทนา
พระอุบาลีทูลถามว่าผู้ถูกโจทพึงตั้งอยู่ในธรรมเท่าไร พระพุทธเจ้าตรัสสั้น ๆ ว่าสองประการ คือความจริงและความไม่ขุ่นเคือง
เมื่อถูกตำหนิ ให้ตอบเฉพาะสิ่งที่จริงและอย่าใส่อารมณ์กลับไป สองข้อนี้ทำให้บทสนทนาไม่ลุกลาม
ทรงอนุญาตให้งดปาติโมกข์แก่ภิกษุผู้มีอาบัติติดตัว แต่เมื่อพระฉัพพัคคีย์รีบงดปาติโมกข์แก่ภิกษุผู้บริสุทธิ์ในเรื่องอันไม่สมควร ก็ทรงห้ามและปรับอาบัติ แล้วทรงแจกแจงว่าการงดที่เป็นธรรมต้องมีมูล ส่วนการงดที่ไม่มีมูลนั้นไม่เป็นธรรม
อย่าใช้กติกาขององค์กรเป็นเครื่องมือกันคนที่เราไม่ชอบออกจากวง ถ้าจะใช้ ต้องมีข้อเท็จจริงรองรับจริง ๆ
ในสมถขันธกะเล่าว่าพระอุปวาฬถูกซักถามถึงอาบัติในท่ามกลางสงฆ์ แล้วปฏิเสธแล้วรับ รับแล้วปฏิเสธ ให้การกลับไปกลับมา กล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่ สงฆ์จึงทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ท่าน พร้อมวัตร ๑๘ ข้อที่ต้องประพฤติ
เวลาถูกสอบถาม ให้ตอบตามที่จำได้จริงและบอกตรง ๆ ถ้าจำไม่ได้ คำให้การที่เปลี่ยนไปมาทำลายความน่าเชื่อถือเร็วกว่าความผิดตั้งต้นเสียอีก
พระสูตรชุดนี้ใช้ได้ทันทีกับทุกที่ที่มีการร้องเรียนและการตักเตือน สาระสำคัญคือ การกล่าวโทษไม่ใช่สิทธิ์ที่ใครก็ใช้ได้ทุกเวลา แต่เป็นสิ่งที่ต้องเตรียมตัว ทั้งเตรียมข้อเท็จจริง เตรียมจังหวะ และเตรียมใจ
ข้อที่แรงที่สุดคือข้อเรื่องเมตตาจิต เพราะเส้นแบ่งระหว่างการเตือนกับการระบายมักอยู่ตรงนี้ คำเดียวกันที่พูดด้วยความหวังดีกับพูดด้วยความแค้น ให้ผลคนละทางเลย และพระพุทธเจ้าตรัสไว้ตรง ๆ ว่าผู้โจทโดยไม่เป็นธรรมนั่นแหละที่จะต้องเดือดร้อน
อีกด้านหนึ่ง คำสอนสำหรับผู้ถูกกล่าวโทษสั้นมากแต่ทำยากที่สุด คือความจริงกับความไม่ขุ่นเคือง พูดความจริงให้ครบ และไม่ต้องโกรธผู้ที่พูด ถ้าทำได้สองข้อนี้ เรื่องส่วนใหญ่จะจบเร็วกว่าที่คิด
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
ชาวนาพบแท่งทองใหญ่จนยกไม่ไหว จึงแบ่งออกเป็น ๔ ส่วนแล้วยกกลับบ้านได้ คาถาสอนว่าผู้มีใจเบิกบาน เจริญกุศลธรรม ย่อ…
เจ้าปายาสิถือความเห็นว่าโลกหน้าไม่มี พระกุมารกัสสปะใช้อุปมาหลายเรื่องโต้ตอบ เจ้าปายาสิยอมรับว่าเข้าใจตั้งแต่อุ…
สาวกสองคนมีศรัทธา ศีล และปัญญาเท่ากัน ต่างกันแค่คนหนึ่งเป็นผู้ให้ ผู้ให้ย่อมเหนือกว่าในห้าด้าน ทั้งเมื่อเป็นเท…
ท้าวสักกะเมื่อยังเป็นมนุษย์สมาทานข้อปฏิบัติ ๗ ข้อตลอดชีวิต — เลี้ยงมารดาบิดา อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล พูดอ่อ…