อติเรกจีวรและอติเรกบาตร: ของสำรองที่กลายเป็นของสะสม
ใช้ในชีวิตประจำวัน

อติเรกจีวรและอติเรกบาตร: ของสำรองที่กลายเป็นของสะสม

โย ปน ภิกฺขุ อติเรกจีวรํ ธาเรยฺย

พระฉัพพัคคีย์ใช้จีวรสามสำรับ สำรับหนึ่งเข้าบ้าน สำรับหนึ่งอยู่วัด สำรับหนึ่งสรงน้ำ และสั่งสมบาตรไว้มากจนชาวบ้านถามว่าจะเปิดร้านขายภาชนะดินเผาหรือ ทรงห้ามไว้ แล้วทรงผ่อนให้เก็บของเกินได้ ๑๐ วัน เมื่อพระอานนท์มีจีวรที่ตั้งใจจะถวายพระสารีบุตรซึ่งยังไม่กลับมา

๖ ข้อ

ในพระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๒ นิสสัคคิยกัณฑ์ จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๑ เล่าว่าขณะพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่โคตมกเจดีย์ เขตเมืองเวสาลี พระองค์ทรงอนุญาตไตรจีวรแก่ภิกษุแล้ว พระฉัพพัคคีย์ทราบว่าทรงอนุญาต จึงมีไตรจีวรไว้ถึงสามสำรับ สำรับหนึ่งสำหรับเข้าบ้าน สำรับหนึ่งสำหรับอยู่ในอาราม อีกสำรับหนึ่งสำหรับสรงน้ำ ภิกษุผู้มักน้อยติเตียนแล้วกราบทูล พระองค์ทรงสอบถาม ทรงติเตียน แล้วทรงบัญญัติว่าภิกษุใดทรงอติเรกจีวร เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

ต่อมามีอติเรกจีวรเกิดขึ้นแก่พระอานนท์ ท่านตั้งใจจะถวายพระสารีบุตรซึ่งขณะนั้นอยู่ถึงเมืองสาเกต ท่านจึงลำบากใจและกราบทูลถาม พระพุทธเจ้าตรัสถามว่าพระสารีบุตรจะกลับมาเมื่อไร ท่านทูลว่าวันที่ ๙ หรือวันที่ ๑๐ พระองค์จึงทรงอนุญาตให้เก็บอติเรกจีวรไว้ได้ ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง เกินกว่านั้นจึงเป็นอาบัติ

เรื่องเดียวกันเกิดกับบาตรในปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๑ พระฉัพพัคคีย์สั่งสมบาตรไว้เป็นอันมาก ชาวบ้านที่มาเที่ยวชมวิหารเห็นแล้วพูดว่า ท่านจักทำการขายบาตรหรือจักตั้งร้านขายภาชนะดินเผา และมีเรื่องพระอานนท์ทำนองเดียวกันตามมา จึงทรงผ่อนให้เก็บอติเรกบาตรได้ ๑๐ วันเช่นกัน สิกขาบทเหล่านี้บัญญัติแก่ภิกษุโดยเฉพาะ แต่โครงของเรื่องเป็นเรื่องที่คนทั่วไปเจอทุกวัน คือเส้นแบ่งระหว่างของสำรองที่จำเป็นกับของสะสมที่ไม่ได้ใช้

  1. ๑

    สามสำรับสำหรับสามโอกาส อติเรกจีวรํ ธาเรสฺสถ

    ตัวเรื่องระบุการใช้งานไว้ชัดเจน สำรับหนึ่งเข้าบ้าน สำรับหนึ่งอยู่ในอาราม อีกสำรับหนึ่งสรงน้ำ ไม่มีสำรับไหนที่ไร้ประโยชน์เลย แต่พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่านี่คือความมักมากและความไม่สันโดษ เพราะสิ่งที่ทรงอนุญาตไว้คือไตรจีวรชุดเดียว

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ของที่เราซื้อเพิ่มมักมีเหตุผลรองรับเสมอ เช่น ชุดสำหรับทำงาน ชุดสำหรับออกกำลัง ชุดสำหรับอยู่บ้าน ลองนับดูว่าแต่ละหมวดมีกี่ชิ้น และใช้จริงกี่ชิ้น

  2. ๒

    ของเกินที่มีไว้เพื่อคนอื่น อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส ทาตุกาโม

    พระอานนท์มีอติเรกจีวรเกิดขึ้น และประสงค์จะถวายพระสารีบุตรซึ่งอยู่ถึงเมืองสาเกต ท่านไม่ได้เก็บไว้ใช้เอง แต่เพราะมีสิกขาบทห้ามไว้แล้ว ท่านจึงกราบทูลถามแทนที่จะตัดสินใจเอง เป็นตัวอย่างของการถามเมื่อไม่แน่ใจ แทนการตีความเข้าข้างตัวเอง

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ถ้ากติกาของบ้านหรือของที่ทำงานติดขัดกับกรณีจริงที่ไม่เคยมีใครคิดถึง ให้ยกขึ้นถามตรง ๆ ดีกว่าเงียบแล้วทำตามใจ

  3. ๓

    ผ่อนให้ ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง ทสาหปรมํ อติเรกจีวรํ ธาเรตพฺพํ

    พระพุทธเจ้าตรัสถามก่อนว่าพระสารีบุตรจะกลับเมื่อไร เมื่อได้คำตอบว่าวันที่ ๙ หรือวันที่ ๑๐ จึงทรงอนุญาตให้เก็บอติเรกจีวรไว้ได้ ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง กำหนดเวลานี้จึงมาจากความจำเป็นจริงของเรื่อง ไม่ใช่ตัวเลขที่ตั้งขึ้นลอย ๆ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เวลาตั้งกติกาในบ้านหรือในทีม ให้ดูจากรอบการทำงานจริงของคนที่ต้องทำตาม กติกาที่ตรงกับความจริงจะถูกรักษาไว้ได้

  4. ๔

    เริ่มนับเมื่อจีวรเสร็จและกฐินเดาะแล้ว นิฏฺฐิตจีวรสฺมึ ภิกฺขุนา อุพฺภตสฺมึ กฐิเน

    พระอนุบัญญัติไม่ได้พูดแค่จำนวนวัน แต่ระบุจุดตั้งต้นของการนับไว้ด้วย คือเมื่อจีวรสำเร็จแล้วและกฐินเดาะแล้ว สิกขาบทวิภังค์กำหนดต่อว่าเมื่ออรุณที่ ๑๑ ขึ้นมา ของนั้นเป็นนิสสัคคีย์ทันที

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    กำหนดเส้นตายให้ชัดว่าเริ่มนับวันไหนและหมดเมื่อไร คำว่าเดี๋ยวค่อยจัดการไม่มีวันหมดอายุ แต่วันที่ ๑๑ มีจริง

  5. ๕

    บาตรที่กองไว้จนคนนึกว่าเป็นร้านค้า โย ปน ภิกฺขุ อติเรกปตฺตํ ธาเรยฺย

    ในปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๑ ชาวบ้านที่มาเที่ยวชมวิหารเห็นบาตรที่พระฉัพพัคคีย์สั่งสมไว้เป็นอันมาก จึงพูดกันว่าท่านจักทำการขายบาตรหรือจักตั้งร้านขายภาชนะดินเผา แล้วเรื่องพระอานนท์กับบาตรที่ตั้งใจถวายพระสารีบุตรก็ตามมา ทรงผ่อนให้เก็บอติเรกบาตรได้ ๑๐ วันเช่นเดียวกับจีวร

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ของสะสมที่กองอยู่ในบ้านสื่อสารกับคนที่มาเห็นเสมอ ลองมองห้องของตัวเองด้วยสายตาของแขกที่เพิ่งเข้ามาครั้งแรก

  6. ๖

    เกินกำหนดแล้วต้องสละต่อหน้าหมู่ นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ

    นิสสัคคิยปาจิตตีย์หมายถึงของนั้นต้องสละก่อน แล้วจึงแสดงอาบัติ ตัวบทให้สละแก่สงฆ์ แก่คณะ หรือแก่บุคคล โดยกล่าวออกมาตรง ๆ ว่าของสิ่งนี้ล่วง ๑๐ วันแล้ว เป็นของจำจะสละ ที่น่าสังเกตคือเมื่อสละและแสดงอาบัติแล้ว สงฆ์คืนของนั้นให้ ไม่ได้ยึดไว้

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    การยอมรับต่อหน้าคนอื่นว่าเราเก็บของเกินไว้จนเลยกำหนด มีพลังมากกว่าการตั้งใจเงียบ ๆ คนเดียวว่าคราวหน้าจะไม่ทำอีก

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

ของสำรองเกิดจากเหตุผลที่ฟังดูดีเสมอ เผื่อเปียก เผื่อขาด เผื่อวันที่ยุ่ง แต่พอสะสมไปเรื่อย ๆ มันกลายเป็นภาระที่ต้องเก็บ ต้องดูแล ต้องหาที่วาง และบ่อยครั้งเราลืมไปเลยว่ามีอยู่ สิ่งที่ทรงชี้ในเรื่องนี้ไม่ใช่ว่าของเกินเป็นบาป แต่คือความมักมากและการสะสมทำให้เป็นคนเลี้ยงยากขึ้นเรื่อย ๆ

สิ่งที่ใช้ได้จริงคือกติกา ๑๐ วัน พระพุทธเจ้าไม่ได้ห้ามการมีของเกินโดยเด็ดขาด แต่ทรงกำหนดเวลาให้ตัดสินใจ ของที่รับมาแล้วยังไม่รู้จะทำอย่างไร มีเวลาให้คิด ๑๐ วัน แล้วต้องจบ ลองเอาหลักนี้มาใช้กับกล่องพัสดุที่ยังไม่แกะ เสื้อผ้าที่ซื้อมาแล้วยังไม่ตัดป้าย หรือของที่คนให้มาแล้วเราตั้งใจจะส่งต่อ ถ้ากำหนดวันไว้ ของจะไม่ค้างเป็นปี

อีกข้อที่น่าสังเกตคือพระอานนท์ไม่ได้เก็บจีวรไว้เพื่อตนเอง ท่านเก็บไว้เพื่อจะให้คนอื่น พระพุทธเจ้าจึงไม่ได้ตำหนิ แต่ทรงวางกรอบเวลาให้ เจตนาต่างกันทำให้การกระทำเดียวกันมีความหมายต่างกัน และคำถามที่ควรถามตัวเองคือของชิ้นนี้เราเก็บไว้เพื่ออะไร และเมื่อไรจะถึงเวลาของมัน

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

ภิกษุฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทา: ชมกันเองว่ามีคุณวิเศษที่ไม่มีจริง

อยํ อคฺโค มหาโจโร

ช่วงข้าวยากหมากแพง ภิกษุกลุ่มหนึ่งตกลงกันพูดยกย่องกันเองแก่ชาวบ้านว่าได้ฌานและมรรคผล เพื่อให้ได้อาหารดี พระพุท…

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้