กระดูก. บทว่า อฏฺิวาสิ เป็นไวพจน์ของบทว่า อฏฺิปุญฺโช นั้นแล.
แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ตั้งแต่สะเอวลงมา ชื่อกกละ (ร่าง) บนขึ้นไป ชั่วลำตาล ชื่อปุญชะ (ก้อน) จากนั้นขึ้นไปเป็นราสิ (กอง). นั่นเป็นเพียง
มติของอาจารย์พวกนั้น. ทั้งหมดนั้นเป็นคำกล่าวซ้ำของสมูหศัพท์นั่นเอง.
บทว่า เวปุลฺลสฺส วา ได้แก่ เพราะนำมาโดยความเปรียบเทียบกัน . บทว่า สเจ สํหารโก อสฺส ความว่า อาจารย์ย่อมกล่าวด้วยกำหนดว่า ผิว่า ใคร ๆ จะพึงรวบรวมไปกองไว้โดยไม่ให้เรี่ยราด. บทว่า สมฺภตญฺจ น วินสฺเสยฺย อาจารย์ย่อมกล่าวด้วยกำหนดว่า และถ้าส่วนแห่งกระดูกอันใครๆ นำไปแล้ว จะไม่พึงฉิบหายไปเพราะไม่ผุ ไม่เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย โดยไม่ อันตรธานไป.
ในพระสูตรนี้มีอธิบายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อสัตว์หนึ่งแล่นไป ท่องเที่ยวไป ตลอดมหากัปหนึ่งโดยเกิดแล้วเกิดอีก ด้วยกรรมกิเลส กอง กระดูกใหญ่จะพึงมีอย่างนี้ ขนาดภูเขาเวปุลลบรรพต โดยส่วนสูงและส่วนกว้าง ก็ผิว่าใคร ๆ จะพึงรวบรวมกองไว้ และถ้าว่าส่วนแห่งกระดูกนั้น อันใคร ๆ นำไปแล้ว จะไม่พึงฉิบหายไปยังคงตั้งอยู่.
ก็นัยนี้ท่านกล่าวเว้นอัตภาพที่เป็นโอปปาติกะ ปราศจากการทอดทิ้ง กเลวระอันมีสภาพทำลายไป ดุจประทีปที่ดับแล้ว และอัตภาพเล็ก ๆ ซึ่งไม่มี กระดูกเป็นชิ้นเป็นอัน . แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า เพราะนำนัยนี้มาด้วยการ กำหนด ผิว่า จะพึงมีกองกระดูกของสัตว์เหล่านั้นเสมอเท่าภูเขา ท่านก็กล่าว
ถึงปริมาณของกองกระดูก. อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า นี่ไม่ใช่อย่างนั้น
เพราะปริมาณนี้ ท่านกล่าวกำหนดด้วยสัพพัญญุตญาณ ด้วยอำนาจกองกระดูก ที่ได้ไว้นั่นแหละ ฉะนั้น พึงถือเอาความโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล ด้วยประ การฉะนี้.