ตตา (ความเป็นผู้มีปฏิภาณ เกิดขึ้นทุกสถาน ในเมื่อมีกิจและกรณียกิจเกิดขึ้น) ๑ อนลสตา (ความเป็นผู้ไม่เกียจคร้าน) ๑ อชฬตา (ความเป็นผู้ไม่โง่เขลา) ๑ อมูคตา (ความเป็นผู้ไม่บ้าใบ้) ๑ อจฺฉมฺภิตา (ความเป็นผู้ไม่หวาดสะดุ้ง) ๑ อสารมฺภตา (ความเป็นผู้ไม่มีการแข็งดี) ๑ อนิสฺสุกิตา (ความเป็นผู้ไม่มี ความริษยา) ๑ อมจฺฉริตา (ความเป็นผู้ไม่ตระหนี่) ๑ สจฺจวาทิตา (ความเป็นผู้มีปกติกล่าวคำสัตย์) ๑ อปิสุณ อผรุส อสมฺผปฺปลาปวาทิตา (ความเป็นผู้มีปกติไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ) ๑ กตญฺญุตา (ความเป็นคนกตัญญู) ๑ กตเวทิตา (ความเป็นผู้มีกตเวที) ๑ โภควนฺตตา (ความเป็นผู้มีโภคะ) ๑ สีลวนฺตตา (ความเป็นผู้มีศีล) ๑ อุชุคตา (ความ เป็นผู้ซื่อตรง) ๑ มหตฺตตา (ความเป็นผู้ไม่โกรธ) ๑ หิโรตฺตปฺปสสมฺ- ปนฺนตา (ความเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยหิริและโอตัปปะ) ๑ อุชุทิฏฺิตา (ความ เป็นผู้มีความเห็นตรง) ๑ มหตฺตตา (ความเป็นผู้มีใจใหญ่) ๑ ปณฺฑิตตา (ความเป็นผู้ฉลาด) ๑ อตฺถานตฺถกุสลตา (ความเป็นผู้ฉลาดในสิ่งที่เป็น- ประโยชน์ และสิ่งมิใช่ประโยชน์) ๑. ในอธิการนี้ พึงทราบวินิจฉัยโดยสภาวะ เป็นต้น แม้แห่งปาณาติปาตาเวรมณีเป็นต้น ดังพรรณนามานี้.
บทว่า สีลวา ได้แก่ เป็นผู้มีศีล ด้วยสามารถแห่งเบญจศีลตามที่
กล่าวแล้ว. บทว่า กลฺยาณธมฺโม ได้แก่ เป็นผู้มีธรรมอันงาม อธิบายว่า
มีปัญญาประกอบด้วยทิฏฐิสมบัติ อันส่องถึงสรณคมน์ ก็บุตรคนใด เมื่อมารดา บิดาไม่มีศรัทธา และเป็นผู้ทุศีล ตนเองก็เป็นเช่นนั้น แม้บุตรนั้นพึงทราบว่า
เป็นอวชาตบุตรทีเดียว. เพราะว่าความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นต้น ท่านกล่าวว่า
เป็นลักษณะของความเป็นอวชาตบุตรในที่นี้ และความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นต้น นั้น มีอยู่ในอวชาตบุตรนั้น แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกความที่บุตรเป็น อติชาตบุตรเป็นต้น โดยเปรียบเทียบมารดาบิดา.