บทว่า ตนู สํโยชนา โหนฺติ ความว่า สังโยชน์มีปฏิฆสังโยชน์ เป็นต้น อันผู้พิจารณากระทำเมตตาฌานให้เป็นบาท แล้วบรรลุอริยมรรคชั้นต่ำ ละได้โดยง่ายทีเดียว ย่อมเป็นธรรมชาติเบาบาง. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าจึงตรัสว่า ปสฺสโต อุปธิกฺขยํ ของผู้พิจารณาเห็นธรรมอันเป็นที่
สิ้นไปแห่งอุปธิ. จริงอยู่ นิพพานท่านเรียกว่า ความสิ้นไปแห่งอุปธิ.
พระโยคาวจรย่อมเห็นนิพพานนั้น ด้วยมรรคญาณโดยบรรลุการทำให้แจ้งธรรม
เป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธินั้น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ตนู สํโยชนา โหนฺติ
ความว่า จะกล่าวไปไยถึงสังโยชน์แม้ ๑๐ ประการ ของผู้ชื่อพิจารณาเห็น อันตนบรรลุที่สิ้นไปแห่งอุปธินั้น เพราะวิปัสสนาอันมีเมตตาฌานเป็นปทัฏฐาน อันตนบรรลุพระอรหัตกล่าวคือความสิ้นไปแห่งอุปธิโดยลำดับย่อมเป็นธรรมชาติ เบาบาง อธิบายว่า ย่อมละได้.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ตนู สํโยชนา โหนฺติ ความว่า ปฏิฆะและ สังโยชน์สัมปยุตด้วยปฏิฆะ ย่อมเป็นธรรมชาติเบาบาง. บทว่า ปสฺสโต อุปธิกฺขยํ พึงเห็นความในบทนี้ อย่างนี้ว่า ของผู้พิจารณาเห็นเมตตาอันเป็น ที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลสแห่งสังโยชน์เหล่านั้นนั่นเอง ด้วยการบรรลุ. ด้วยประ การฉะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงอานิสงส์แห่งการบรรลุถึงยอดแห่ง เมตตาภาวนา อันละกิเลสและบรรลุถึงพระนิพพานแล้ว บัดนี้ เพื่อทรงแสดง ถึงอานิสงส์แม้อย่างอื่น จึงตรัสคำมีอาทิว่า เอกํปิ เจ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อทุฏฺิตฺโต ได้แก่ มีจิตไม่ประทุษร้ายด้วย ความพยาบาท เพราะข่มความพยาบาทได้ด้วยดี ด้วยกำลังเมตตา บทว่า เมตฺตายติ ได้แก่ ทำเมตตาด้วยการแผ่ประโยชน์เกื้อกูลให้. บทว่า กุสโล ได้แก่ เป็นผู้มีกุศล คือ มีบุญมาก เพราะความดียิ่ง หรือเป็นผู้มีความเกษม
เพราะปราศจากความพินาศมีปฏิฆะเป็นต้น. บทว่า เตน ได้แก่ เพราะการ