พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า น พุทฺธํ สรณํ คตา นั้น ดังต่อ ไปนี้ พระพุทธเจ้าผู้มีพระคุณความดี เกินหมู่สัตว์ ที่คนทั้งหลายรู้จักกันทั่ว แล้วว่า พุทฺโธ เพราะหมายเอาพระขันธ์สันดานที่ทรงอบรมแล้ว ด้วยการ บรรลุวิโมกข์อันยอดเยี่ยม มีพระญาณในธรรมทั้งมวลที่ไม่มีอะไรขัดขวางได้ เป็นนิมิต หรือการบรรลุสัจจญาณ มีพระสัพพัญญุตญาณเป็นปทัฏฐาน. สมดัง ที่ท่านกล่าวไว้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระสัพพัญญู ไม่มีอาจารย์ ตรัสรู้ พร้อมเฉพาะแล้ว ซึ่งสัจจะทั้งหลายเอง ในธรรมทั้งหลายที่พระองค์ไม่เคยได้ ยินมาในกาลก่อน เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งความเป็นพระสัพพัญญู ในธรรมเหล่านั้น และถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้ชำนาญในผลธรรมทั้งหลาย จึงทรงพระนามว่า พุทฺโธ
การขยายความศัพท์ว่า พุทฺโธ โดยเนื้อความมีเพียงเท่านี้ก่อน. แต่ว่า พุทธะ โดยพยัญชนะ พึงทราบความตามนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีความรู้ มีความตื่นแล้ว โดยปราศจากความหลับคือกิเลส พร้อมทั้งวาสนาโดยส่วนเดียว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พุทธะ. อีกอย่างหนึ่ง ท่านผู้มีความเบิกบาน โดย- ความเป็นผู้เบิกบานด้วยปัญญา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พุทธะ. ผู้ตรัสรู้ (สัจจะ ทั้ง ๔) เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พุทธะ ผู้ให้ผู้อื่นรู้ ผู้ยังหมู่สัตว์ให้รู้ตาม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พุทธะ. สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า พุทฺโธ เพราะอรรถว่า ตรัสรู้สัจจะทั้งหลาย ทรงพระนามว่า พุทฺโธ เพราะอรรถว่า ปลุกหมู่สัตว์ให้ตื่น ทรงพระนามว่า พุทฺโธ เพราะ ทรงรู้ธรรมทั้งปวง ทรงพระนามว่า พุทฺโธ เพราะทรงเห็นธรรมทั้งปวง ทรงพระนามว่า พุทฺโธ เพราะทรงรู้ธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ทรงพระนามว่า พุทฺโธ เพราะทรงเบิกบานแล้ว ทรงพระนามว่า พุทฺโธ เพราะมีธรรมกล่าวคือ อาสวะสิ้นแล้ว ทรงพระนามว่า พุทฺโธ เพราะมีธรรมกล่าวคือ ไม่มีอุปกิเลส ทรงพระนามว่า พุทฺโธ เพราะอรรถว่า ปราศจากราคะโดยส่วนเดียว ทรง