สามารถ ให้สัตวโลกทั้งมวลเป็นไปในอำนาจ (ของพระองค์) แต่ในอรรถกถา อังคุตตรนิกาย ท่านกล่าวไว้ว่า ทรงสามารถให้สัตวโลกสามพันโลกธาตุเป็นไป
ในอำนาจ. เมื่ออุบัติขึ้นในจำพวกเทพจะอุบัติเป็นท้าวมหาพรหม ผู้ให้สัตว์
หมื่นโลกธาตุเป็นไปในอำนาจ ชนผู้เป็นกัปปิยการก หรืออารามิกชน ย่อมถึง พร้อมแก่พระพุทธเจ้านั้น ด้วยประการดังนี้ ท่านจึงกล่าวไว้ในอทุติยสูตร นั้นว่า เป็นผู้เลิศกว่าสัตว์ ๒ เท้าทั้งหลายโดยประเสริฐแม้กว่ามนุษย์และเทวดา
นั้นนั่นเอง. แต่ในพระสูตรนี้ตรัสไว้อย่างนี้ โดยครอบคลุมไปถึงสัตว์ไม่มี-
เหลือว่า ก็สัตว์ทั้งที่เนื่องด้วยอัตภาพมีประมาณเท่าใด หาเท้ามิได้ก็ตาม ฯลฯ มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ก็ตาม บรรดาสัตว์เหล่านั้น พระตถาคตเจ้า บัณฑิตกล่าวว่า เป็นผู้เลิศ. ก็คำว่า เตสํ นี้ เป็นฉัฏฐีวิภัตติใช้ในอรรถนิท- ธารณะ (สิ่งที่รวมกันอยู่ซึ่งจะต้องแยกออก). ม อักษร ทำการเชื่อมบท แยกบทออกเป็น อคฺโค อกฺขายติ ดังนี้.
บทว่า อคฺโค วิปาโก โหติ ความว่า ความเลื่อมใสใดของผู้- เลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เลิศ ความเลื่อมใสนั้นเป็นสิ่งล้ำเลิศ เป็นสิ่ง ประเสริฐ เป็นสิ่งสูงสุดหรือเป็นสิ่งสุดยอด เพราะฉะนั้น แม้ผลของความ เลื่อมใสนั้น ก็เป็นสิ่งล้ำเลิศ เป็นสิ่งประเสริฐ เป็นสิ่งสูงสุด เป็นสิ่งสุดยอด เป็นสิ่งโอฬารที่สุด เป็นสิ่งประณีตที่สุด แต่ความเลื่อมใสนั้น ยังมี ๒ อย่าง โดยแยกเป็นโลกิยะ และโลกุตระ ใน ๒ อย่างนั้น (จะว่าถึงผล) ของความ เลื่อมใสที่เป็นโลกิยะก่อน ควรทราบการประกอบผลพิเศษของความเลื่อมใส ด้วยสามารถแห่งสุตตบท มีอาทิอย่างนี้ว่า
ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ถึงพระพุทธ-
เจ้าแล้วสิ ว่าเป็นสรณะ ชนเหล่านั้นจัก
ไม่ไปอบายภูมิ พวกเขาละร่างมนุษย์ไป