ประพฤติเนื่องด้วยญาณนั้น ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า านํ. พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงทราบธรรมที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยเพื่อเกิดธรรมว่าเป็นฐานะ ธรรมที่ ไม่เป็นเหตุ ไม่เป็นปัจจัย เพื่อเกิดธรรมว่าไม่เป็นฐานะ ชื่อว่าย่อมทรงทราบ
ฐานะโดยเป็นฐานะและอฐานะโดยเป็นอฐานะตามความเป็นจริง. บทว่า ยมฺปิ
คือด้วยญาณใด. บทว่า อิทมฺปิ คือแม้ญาณนี้ก็เป็นฐานญาณ อธิบายว่า
ชื่อว่า เป็นตถาคตพละของพระตถาคต. แม้ในบทที่เหลือก็พึงทราบการประกอบ อย่างนี้.
บทว่า อาสภณฺานํ ฐานะอันสูงสุด คือ ฐานะอันประเสริฐ ฐานะ อันสูงสุด อธิบายว่า เป็นฐานะของพระพุทธเจ้าแต่ก่อนทั้งหลายผู้องอาจ. อีกอย่างหนึ่ง โคอุสภะผู้เป็นหัวหน้าโค ๑๐๐ ตัว โควสภะผู้เป็นหัวหน้าโค ๑,๐๐๐ ตัว โคอุสภะผู้เป็นหัวหน้าคอก ๑๐๐ คอก โควสภะผู้เป็นหัวหน้าคอก ๑,๐๐๐ คอก โคนิสภะประเสริฐกว่าโคทั้งหมด อดทนต่ออันตรายทั้งปวงได้ สีขาวน่ารักนำภาระไปได้มาก ไม่สะดุ้งแม้เสียงฟ้าร้องตั้ง ๑๐๐ ครั้ง ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาอุสภะ เพราะบทว่า อาสภณฺานํ แม้นี้ก็เป็นคำกล่าวโดย ปริยายของอุสภะนั้น ชื่อว่าอาสภะ เพราะฐานะนี้ของอุสภะ.
บทว่า านํ คือเอาเท้าทั้ง ๔ เหยียบแผ่นดินมั่นอยู่. อนึ่ง ฐานะนี้ ชื่อว่า อาสภะ เพราะดุจผู้องอาจ เหมือนอย่างว่าโคอุสภะ คือโคผู้นำประกอบ ด้วยอุสุภพละ เอาเท้าทั้ง ๔ เหยียบแผ่นดิน ตั้งไว้โดยไม่หวั่นไหว ฉันใด แม้พระตถาคตก็ฉันนั้นทรงประกอบด้วยตถาคตพละ ๑๐ เอาเท้า คือ เวสารัชชะ ๔ เหยียบปฐพี คือ บริษัท ๘ ไม่หวั่นไหวด้วยข้าศึกศัตรูไร ๆ ในโลกพร้อม
ทั้งเทวโลกดำรงอยู่ด้วยฐานะอันไม่หวั่นไหว. อนึ่ง เมื่อดำรงอยู่อย่างนี้ย่อม
ปฏิญาณ เข้าไปใกล้ ไม่บอกคืน ให้ยกขึ้นในตนซึ่งฐานะอันองอาจนั้น ด้วย เหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า อาสภณฺานํ ปฏิชานาติ ปฏิญาณฐานะอันองอาจ.