เหล่านั้นก็เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมดทีเดียว ด้วยการทำ
กิจของตน ๆ ให้สำเร็จ และด้วยดำเนินไปตามรูป
ของตน.
พระสารีบุตรเถระครั้นแสดงโพธิปักขิยธรรม ๓๗ สัมปยุตด้วยมรรค และผลอย่างนี้แล้ว จึงย่อโพธิปักขิยธรรมเหล่านั้นลงในมรรคและผลอีก แล้ว กล่าวว่า อริยมรรค ๔ และสามัญผล ๔ ความเป็นสมถะชื่อว่า สามัญญะ. สามัญญะนี้เป็นชื่อของอริยมรรค ๔ ผลแห่งสามัญญะทั้งหลายชื่อว่าสามัญผล ส่วนนิพพานไม่ปนกันเลย โลกุตรธรรมทั้งหลาย ๔๖ ด้วยสามารถแห่งโพธิ- ปักขิยธรรม ๓๗ มรรค ๔ ผล และนิพพาน ๑ โดยพิสดาร จากนั้นโดยย่อ โลกุตรธรรม ๙ ด้วยสามารถแห่งมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ แม้จากนั้น โดยย่อพึงทราบว่า โลกุตรธรรม ๓ ด้วยสามารถมรรค ๑ ผล ๑ นิพพาน ๑. อนึ่ง เมื่อกล่าวถึงความที่มรรคผลมีสติปฏิฐานเป็นต้นเป็นโลกุตระก็เป็นอัน ท่านกล่าวถึงความที่แม้ผัสสะเป็นต้นอันสัมปยุตด้วยมรรคผลนั้น ก็เป็นโลกุตระ
เหมือนกัน. ท่านกล่าวถึงสติปัฏฐานเป็นต้นด้วยเป็นธรรมเป็นประธาน. อนึ่ง
ในโลกุตรธรรมนิเทศในอภิธรรม ท่านกล่าวถึงความที่ผัสสะเป็นต้นอันสัมป- ยุตด้วยมรรคและผลเป็นโลกุตรธรรม.
บทว่า โลกํ ตรนฺติ ข้ามพ้นโลก คือ ก้าวล่วงโลก. ในบทนี้ คำเป็นปัจจุบันกาลเช่นนี้ทั้งหมดท่านกล่าวหมายถึงอริยมรรค ๔ เพราะโสดา- ปัตติมรรค ข้ามอบายโลกได้ สกทาคามิมรรคข้ามกามาวจรโลกเป็นเอกเทศได้ อนาคามิมรรคข้ามกามาวจรโลกได้ อรหัตมรรคข้ามรูปาวจรโลกและอรูปาวจร-
โลกได้. บทว่า โลกา อุตฺตรนฺติ ข้ามไปจากโลก คือ ออกไปจากโลก. บทว่า
โลกโตติ จ โลกมฺหาติ จ คำว่า จากโลกและแต่โลก คือ ท่านแสดงถึง