โสณนันทชาดก: สองพี่น้องผู้แย่งกันดูแลพ่อแม่
โสณนนฺทชาตกํโสณะกับนันทะสองพี่น้องบวชพร้อมพ่อแม่และช่วยกันดูแลท่าน เมื่อน้องชายทำตามใจตนจนถูกพี่ห้าม ก็กลับมาขอขมาพร้อมพระ…
นยถาจิตฺตสฺส วาจาติกถา
กลุ่มกถาท้ายวรรคที่ ๙ ถามว่าจิตที่นึกถึงอดีตหรืออนาคตไม่มีอารมณ์หรือ จิตทุกดวงมีวิตกหรือ ความคิดดังเป็นเสียงหรือ และคำพูดกับการเคลื่อนไหวที่ไม่ตรงกับที่ตั้งใจเกิดได้โดยไม่เป็นไปตามจิตหรือ ฝ่ายเถรวาทรับว่าคนพลั้งพูดผิดจากที่ตั้งใจได้จริง แต่ยืนยันว่าวาจาและกายกรรมมีจิตเป็นสมุฏฐานเสมอ
ในกถาวัตถุ พระไตรปิฎกเล่ม ๓๗ ช่วงท้ายวรรคที่ ๙ มีกถาสั้น ๆ ต่อกันหลายกถาที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับสิ่งที่จิตรู้ จิตกับเสียง และจิตกับคำพูดหรือการเคลื่อนไหว เริ่มจากญาณังอนารัมมณันติกถาที่ถามว่าญาณไม่มีอารมณ์หรือ ตามด้วยอตีตารัมมณกถาและอนาคตารัมมณกถาที่ถามว่าจิตซึ่งมีอดีตหรืออนาคตเป็นอารมณ์เป็นจิตไม่มีอารมณ์หรือ เพราะอดีตและอนาคตไม่มีอยู่
ต่อด้วยวิตักกานุปติตกถาที่ถามว่าจิตทุกดวงเนื่องด้วยวิตกหรือ วิตักกวิปผารสัททกถาที่ถามว่าความแผ่ไปของวิตกเป็นเสียงหรือ และสองกถาที่เป็นแกนของหน้านี้ คือนยถาจิตตัสสวาจาติกถาและนยถาจิตตัสสกายกัมมันติกถา ซึ่งถามว่าวาจาและกายกรรมเกิดได้โดยไม่เป็นไปตามจิตหรือ ฝ่ายปรวาทียกข้อเท็จจริงว่ามีคนคิดว่าจะพูดอย่างหนึ่งแต่พูดออกไปอีกอย่าง คิดว่าจะไปที่หนึ่งแต่ไปอีกที่หนึ่ง ฝ่ายสกวาทีรับว่ามีจริง แต่ก่อนหน้านั้นได้ยืนยันไว้แล้วว่าวาจาและกายกรรมมีจิตเป็นสมุฏฐาน เกิดร่วมกับจิต เกิดขณะเดียวกับจิต
กถาสุดท้ายของวรรคคืออตีตานาคตปัจจุปปันนกถา ถามว่าบุคคลประกอบด้วยอดีตและอนาคตหรือ หน้านี้เล่าตามตัวบทในพระไตรปิฎก ไม่ได้เพิ่มคำอธิบายจากอรรถกถาว่าแต่ละความเห็นเป็นของนิกายใด
ฝ่ายปรวาทีเห็นว่าญาณไม่มีอารมณ์ ฝ่ายสกวาทีถามว่าญาณนับเนื่องในขันธ์ไหน เมื่อตอบว่าสังขารขันธ์ ก็ถามว่าปัญญาซึ่งอยู่ในสังขารขันธ์เหมือนกันมีอารมณ์ แล้วสังขารขันธ์ส่วนหนึ่งมีอารมณ์ อีกส่วนหนึ่งไม่มีหรือ ฝ่ายปรวาทียกว่าพระอรหันต์ขณะพรั่งพร้อมด้วยจักขุวิญญาณก็ยังเรียกว่ามีญาณ ทั้งที่ญาณไม่ได้มีอารมณ์ในขณะนั้น ฝ่ายสกวาทีตอบว่าถ้าอย่างนั้นปัญญาก็ต้องไม่มีอารมณ์ด้วย ข้อนี้มีไว้เพื่อความเข้าใจภาพรวม
เมื่อเรียกใครว่า "เป็นคนมีความรู้" เรากำลังพูดถึงคุณสมบัติที่ติดตัวเขา ไม่ได้หมายความว่าทุกขณะเขากำลังใช้ความรู้นั้นอยู่ อย่าคาดหวังให้คนเก่งต้องเก่งทุกนาที
ฝ่ายปรวาทีเห็นว่าจิตที่มีอดีตหรืออนาคตเป็นอารมณ์ เป็นจิตไม่มีอารมณ์ เพราะอดีตและอนาคตไม่มีอยู่ ฝ่ายสกวาทีชี้ว่าคำพูดนี้ขัดกันเอง ถ้ามีอดีตเป็นอารมณ์ก็จะว่าไม่มีอารมณ์ไม่ได้ และความนึกจนถึงความตั้งใจที่ปรารภอดีตหรืออนาคตก็มีอยู่จริง เช่นเดียวกับที่ปรารภปัจจุบัน
เวลาครุ่นคิดเรื่องที่ผ่านไปแล้ว ให้รู้ว่าเหตุการณ์จบไปแล้ว แต่ความคิดที่กำลังเกิดเป็นของจริงในปัจจุบัน และส่งผลต่ออารมณ์ของเราจริง ๆ จึงควรดูแลมันอย่างจริงจัง ไม่ปล่อยไว้ว่าเป็นแค่เรื่องในหัว
ฝ่ายปรวาทีเห็นว่าจิตทุกดวงเนื่องด้วยวิตก ฝ่ายสกวาทีถามว่าถ้าอย่างนั้นจิตทุกดวงก็เนื่องด้วยวิจาร ปีติ สุข ศรัทธา ราคะ โทสะ ไปจนถึงอโนตตัปปะด้วยหรือ แล้วยกพระพุทธพจน์ว่าสมาธิมี ๓ อย่าง คือ มีวิตกมีวิจาร ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร และไม่มีวิตกไม่มีวิจาร จึงไม่ควรกล่าวว่าจิตทุกดวงเนื่องด้วยวิตก
ใจที่สงบไม่จำเป็นต้องมีเสียงพูดในหัวตลอดเวลา เวลาพักใจหรือทำสมาธิ ไม่ต้องบังคับให้หยุดคิด แต่สังเกตได้ว่ามีช่วงที่ใจรู้อยู่โดยไม่ต้องเรียบเรียงเป็นคำ
ฝ่ายปรวาทีเห็นว่าทุกครั้งที่ตรึกตรอง ความแผ่ไปของวิตกเกิดเป็นเสียง ฝ่ายสกวาทีถามว่าถ้าอย่างนั้นทุกครั้งที่ถูกต้อง เสวยอารมณ์ จำ จงใจ ระลึก รู้ชัด ก็เกิดเป็นเสียงด้วยหรือ และความแผ่ไปของวิตกเป็นเสียงที่รู้ได้ด้วยโสตวิญญาณ กระทบโสตะหรือ เมื่อฝ่ายปรวาทีรับว่าไม่ได้กระทบโสตะ ก็ไม่ควรกล่าวว่าเป็นเสียง
ความคิดในหัวที่ดังเหมือนมีคนพูดนั้นไม่มีใครได้ยินนอกจากเรา ไม่ต้องกังวลว่าคนอื่นจะได้ยินความคิดที่ไม่ดีของเรา และอย่าคาดว่าเขาจะรู้เองในสิ่งที่เราแค่คิด อะไรที่อยากให้เขารู้ต้องพูดออกมา
ในนยถาจิตตัสสวาจาติกถา ฝ่ายปรวาทีเห็นว่าวาจาเกิดได้โดยไม่เป็นไปตามจิต (ฉบับแปลภาษาไทยใช้ว่า บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีวาจาได้) ฝ่ายสกวาทีถามว่าคนที่ไม่มีผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต ไม่นึก ไม่ตั้งใจ ก็มีวาจาได้หรือ แล้วยกว่าวาจามีจิตเป็นสมุฏฐาน เกิดร่วมกับจิต เกิดขณะเดียวกับจิต
ก่อนประชุมหรือคุยเรื่องสำคัญ ดูแลใจก่อนดูแลคำ เพราะคำที่ออกไปจะมีสภาพของใจในขณะนั้นติดไปด้วยเสมอ
ฝ่ายสกวาทีถามว่าคนไม่ปรารถนาจะกล่าวก็กล่าวได้ ไม่ปรารถนาจะพูดก็พูดได้หรือ ฝ่ายปรวาทียอมรับว่าต้องปรารถนาจะกล่าวจึงกล่าว ในนยถาจิตตัสสกายกัมมันติกถาก็ถามแบบเดียวกันเรื่องการก้าวไปข้างหน้า ถอยหลัง แลดู เหลียวดู คู้แขน และเหยียดแขน ว่าต้องปรารถนาก่อนจึงทำได้
ท่าทางเล็ก ๆ เช่น การถอนหายใจแรง ๆ หรือการเบือนหน้า ก็มาจากใจเหมือนคำพูด เมื่อเห็นท่าทางแบบนี้ในตัวเอง ให้ถามว่าใจกำลังรู้สึกอะไรอยู่
ฝ่ายปรวาทียกข้อเท็จจริงว่ามีบางคนคิดว่าจะกล่าวอย่างหนึ่งกลับกล่าวอีกอย่างหนึ่ง คิดว่าจะไปที่หนึ่งกลับไปอีกที่หนึ่ง คิดว่าจะเหยียดแขนข้างหนึ่งกลับเหยียดอีกข้างหนึ่ง ฝ่ายสกวาทีรับว่ามีอยู่จริง ตัวคัมภีร์ปิดทั้งสองกถาไว้ที่ข้ออ้างนี้ แต่ข้อที่ฝ่ายสกวาทียืนยันไว้ก่อนหน้าคือ วาจาและกายกรรมทุกครั้งมีจิตเป็นสมุฏฐาน
เมื่อพลั้งปากพูดสิ่งที่ไม่ได้ตั้งใจ ให้ขอโทษและแก้ไขโดยไม่ปัดว่า "ไม่มีอะไร" แล้วสังเกตว่าตอนนั้นใจรีบ เหนื่อย หรือมีความรู้สึกอะไรค้างอยู่ จะช่วยลดการพลั้งครั้งต่อไป
ในอตีตานาคตปัจจุปปันนกถา ฝ่ายปรวาทีเห็นว่าบุคคลประกอบด้วยอดีตและอนาคต ฝ่ายสกวาทีแย้งว่าอดีตดับไปแล้ว อนาคตยังไม่เกิด และถ้าประกอบด้วยรูปขันธ์ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ก็ต้องประกอบด้วยขันธ์ ๑๕ อายตนะ ๓๖ ธาตุ ๕๔ อินทรีย์ ๖๖ ฝ่ายปรวาทียกว่ามีผู้เพ่งวิโมกข์ ๘ ผู้ได้ฌาน ๔ ตามปรารถนา ผู้ได้อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ ซึ่งฝ่ายสกวาทีรับว่ามีอยู่ ข้อนี้มีไว้เพื่อความเข้าใจภาพรวม
ความสำเร็จหรือความผิดพลาดในอดีตไม่ได้ติดตัวเราเป็นของที่ถือไว้ สิ่งที่อยู่กับเราตอนนี้คือทักษะและนิสัยที่ยังใช้ได้ ดูแลสิ่งนั้นแทนการยึดภาพเก่าของตัวเอง
เราคุ้นกับคำแก้ตัวว่า "ไม่ได้ตั้งใจพูดแบบนั้น" หรือ "มือมันไปเอง" กถานี้ไม่ได้ปฏิเสธว่าการพูดหรือทำผิดจากที่ตั้งใจเกิดขึ้นจริง แต่ชี้ว่าคำที่หลุดออกไปก็มีจิตขณะหนึ่งอยู่เบื้องหลังเสมอ ไม่ใช่เสียงที่ออกมาจากความว่างเปล่า การยอมรับข้อนี้ทำให้เรามองคำพลั้งปากอย่างสนใจ แทนที่จะปัดทิ้ง ว่าจิตขณะนั้นมีความรีบ ความเหนื่อย หรือความขุ่นใจอะไรแทรกอยู่
ส่วนเรื่องการคิดถึงอดีตและอนาคต กถาชี้ว่าแม้อดีตจะดับไปแล้วและอนาคตยังไม่เกิด ความคิดที่นึกถึงมันก็เป็นจิตที่มีอารมณ์จริง ๆ การครุ่นคิดเรื่องเก่าจึงไม่ใช่ "ไม่มีอะไร" แต่เป็นกิจกรรมของใจในปัจจุบันที่เราดูแลได้
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
โสณะกับนันทะสองพี่น้องบวชพร้อมพ่อแม่และช่วยกันดูแลท่าน เมื่อน้องชายทำตามใจตนจนถูกพี่ห้าม ก็กลับมาขอขมาพร้อมพระ…
เมื่อบ้านถูกไฟไหม้ ของที่ขนออกมาได้เท่านั้นที่ยังใช้ประโยชน์ได้ ชีวิตที่ถูกชราและมรณะเผาอยู่ก็เช่นกัน ของที่ให…
ผู้ที่เห็นขันธ์ ๕ เป็นตัวตนเหมือนสุนัขถูกล่ามที่วิ่งวนอยู่รอบเสาไม่ไปไหน และคำสอนให้พิจารณาจิตของตนเนือง ๆ เพร…
พระสารีบุตรอธิบายว่า "ความเห็นชอบ" หมายถึงอะไร ด้วยรูปแบบเดียวซ้ำ ๑๖ ครั้ง — รู้สิ่งนั้น รู้เหตุเกิด รู้ความดั…