อาทิตตปริยายสูตร: สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน
อาทิตฺตปริยายสุตฺตํพระธรรมเทศนาที่แสดงแก่อดีตนักบวชบูชาไฟ ๑,๐๐๐ รูป ว่าสิ่งที่ร้อนจริงไม่ใช่ไฟในพิธี แต่คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ…
พหุเวทนียสุตฺตํ
ช่างไม้ปัญจกังคะกับพระอุทายีเถียงกันว่าเวทนามีสองหรือสามอย่าง พระพุทธเจ้าตรัสว่าทรงแสดงเวทนาไว้หลายปริยาย ใครไม่ยอมรับคำที่พูดดีของกันและกันย่อมทะเลาะกัน แล้วทรงแสดงสุขที่ประณีตยิ่งขึ้นเป็นลำดับ
ในพหุเวทนิยสูตร มัชฌิมนิกาย ช่างไม้ชื่อปัญจกังคะถามพระอุทายีว่า พระพุทธเจ้าตรัสเวทนาไว้กี่อย่าง พระอุทายีตอบว่าสามอย่าง คือสุข ทุกข์ และไม่ทุกข์ไม่สุข ช่างไม้แย้งว่าสองอย่าง คือสุขกับทุกข์ ส่วนเวทนาที่ไม่ทุกข์ไม่สุขนั้น ตรัสรวมไว้ในสุขที่สงบประณีต ทั้งสองต่างยืนยันความเห็นของตน ไม่มีใครทำให้อีกฝ่ายยอมรับได้
พระอานนท์ได้ยินจึงนำความไปกราบทูล พระพุทธเจ้าตรัสว่า ช่างไม้ไม่ยอมรับปริยายที่พระอุทายีพูดไว้ดี และพระอุทายีก็ไม่ยอมรับปริยายที่ช่างไม้พูดไว้ดี เพราะพระองค์ตรัสเวทนาไว้โดยปริยายหลายแบบ ทั้งสอง สาม ห้า หก สิบแปด สามสิบหก และร้อยแปด
จากนั้นทรงแสดงว่า สุขที่อาศัยกามคุณ ๕ เกิดขึ้นเรียกว่ากามสุข แต่ยังมีสุขอื่นที่ยิ่งกว่าและประณีตกว่า คือปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อรูปสมาบัติทั้งสี่ และสัญญาเวทยิตนิโรธ แต่ละขั้นประณีตกว่าขั้นก่อน
พระอุทายีว่าเวทนามีสาม ช่างไม้ปัญจกังคะว่ามีสอง เพราะเวทนาที่ไม่ทุกข์ไม่สุขรวมอยู่ในสุขที่สงบประณีต ทั้งสองยกเหตุผลของตนถึงสามครั้งก็ยังตกลงกันไม่ได้
เมื่อเถียงกันไม่จบ ลองหยุดถามว่า "เราสองคนกำลังแบ่งเรื่องเดียวกันด้วยเกณฑ์ต่างกันหรือเปล่า"
พระพุทธเจ้าตรัสว่า เวทนาสองอย่างก็ตรัสไว้ สามอย่างก็ตรัสไว้ รวมถึงห้า หก สิบแปด สามสิบหก และร้อยแปด ขึ้นกับแง่ที่ทรงจำแนก ในพระสูตรนี้ไม่ได้อธิบายรายละเอียดของแต่ละหมวด คำอธิบายเช่นเวทนาห้าตามอินทรีย์ห้า มาจากที่อื่นและอรรถกถา
เมื่ออ่านคำสอนสองแห่งที่ดูขัดกัน ให้ดูว่าแต่ละแห่งกำลังมองจากแง่ไหน ก่อนสรุปว่าอันหนึ่งผิด
ผู้ที่ไม่ยอมรับ ไม่อนุโมทนาคำที่ผู้อื่นพูดไว้ดี ย่อมบาดหมาง ทะเลาะ ทิ่มแทงกันด้วยวาจา ส่วนผู้ที่ยอมรับกันย่อมสามัคคี ไม่วิวาท เข้ากันได้เหมือนน้ำนมกับน้ำ มองกันด้วยสายตาที่เป็นมิตร
ในการประชุม ก่อนแย้ง ให้พูดส่วนที่อีกฝ่ายพูดถูกออกมาก่อนหนึ่งประโยค บรรยากาศจะเปลี่ยนทันที
รูปที่รู้ทางตา เสียง กลิ่น รส และสิ่งสัมผัส ที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ สุขโสมนัสที่อาศัยกามคุณห้านี้เกิดขึ้นเรียกว่ากามสุข พระพุทธเจ้าไม่ได้ปฏิเสธว่าเป็นสุข แต่ตรัสว่าไม่ใช่สุขสูงสุด
เพลิดเพลินกับอาหารอร่อยหรือเพลงเพราะได้ โดยรู้ว่านี่เป็นความสุขระดับหนึ่ง ไม่ใช่ทั้งหมดของความสุข
สุขในปฐมฌานที่เกิดจากความสงัดจากกามและอกุศล ประณีตกว่ากามสุข ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน ก็ประณีตยิ่งขึ้นตามลำดับ
ลองสังเกตความสุขหลังนั่งสงบสิบนาที เทียบกับความสุขหลังเลื่อนดูมือถือสิบนาที ว่าต่างกันอย่างไร
สูงขึ้นไปคืออากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ และสูงสุดในลำดับนี้คือสัญญาเวทยิตนิโรธ ความดับสัญญาและเวทนา
ไม่จำเป็นต้องไปถึงขั้นเหล่านี้จึงได้ประโยชน์ เพียงรู้ว่าใจที่สงบลงเป็นลำดับมีความสุขที่ลึกขึ้น ก็เป็นแรงจูงใจให้ฝึกต่อ
ทรงคาดว่าอาจมีนักบวชลัทธิอื่นถามว่า นิโรธไม่มีเวทนา แล้วจะเรียกว่าสุขได้อย่างไร ตรัสให้ตอบว่า ตถาคตไม่ได้บัญญัติสุขเฉพาะสุขเวทนาเท่านั้น แต่สุขมีได้ในที่ใด ก็ทรงบัญญัติว่าเป็นสุขในที่นั้น
ความสุขไม่จำเป็นต้องเป็นความรู้สึกตื่นเต้นหรือเพลิดเพลินเสมอไป ความไม่มีอะไรมารบกวนใจก็เป็นความสุขได้
ข้อคิดแรกของพระสูตรนี้อยู่ที่การทะเลาะ คนสองคนอาจพูดถูกทั้งคู่ แต่มองจากคนละมุม ถ้าต่างฝ่ายไม่ยอมรับส่วนที่อีกฝ่ายพูดดี การถกเถียงก็กลายเป็นการวิวาท ข้อนี้ใช้ได้ตั้งแต่การตีความคำสอนไปจนถึงการประชุมงาน
ข้อคิดที่สองคือความสุขมีหลายระดับ ความสุขจากสิ่งที่ตา หู จมูก ลิ้น กายได้รับเป็นเรื่องจริงที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ปฏิเสธ แต่ทรงชี้ว่ายังมีความสุขที่ประณีตกว่า ซึ่งเกิดจากใจที่สงบ
สำหรับคนทั่วไป ขั้นฌานและสมาบัติอาจอยู่ไกล แต่การรู้ว่ามีความสุขที่ไม่ต้องพึ่งสิ่งเร้า ก็ช่วยให้ไม่ฝากความสุขทั้งหมดไว้กับการบริโภค
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
พระธรรมเทศนาที่แสดงแก่อดีตนักบวชบูชาไฟ ๑,๐๐๐ รูป ว่าสิ่งที่ร้อนจริงไม่ใช่ไฟในพิธี แต่คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ…
พืชดีแค่ไหนถ้าไม่มีดินและน้ำก็ไม่งอก — วิญญาณฐิติ ๔ เหมือนดิน นันทิราคะเหมือนน้ำ วิญญาณพร้อมด้วยอาหารเหมือนพืช…
ภิกษุณีถุลลนันทาริษยาพระภัททากาปิลานีที่คนนิยมมากกว่า จึงแกล้งส่งเสียงรบกวนต่อหน้า ให้ห้องพักแล้วโกรธจนฉุดออก …
พระเจ้าปเสนทิโกศลถามพระเขมาเถรีว่าพระตถาคตหลังตายยังมีอยู่หรือไม่ ท่านตอบด้วยอุปมานับเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาและตว…