พหุเวทนิยสูตร: เวทนามีกี่อย่าง และสุขที่ประณีตขึ้นเป็นลำดับ
การฝึกจิต

พหุเวทนิยสูตร: เวทนามีกี่อย่าง และสุขที่ประณีตขึ้นเป็นลำดับ

พหุเวทนียสุตฺตํ

ช่างไม้ปัญจกังคะกับพระอุทายีเถียงกันว่าเวทนามีสองหรือสามอย่าง พระพุทธเจ้าตรัสว่าทรงแสดงเวทนาไว้หลายปริยาย ใครไม่ยอมรับคำที่พูดดีของกันและกันย่อมทะเลาะกัน แล้วทรงแสดงสุขที่ประณีตยิ่งขึ้นเป็นลำดับ

๗ ข้อ

ในพหุเวทนิยสูตร มัชฌิมนิกาย ช่างไม้ชื่อปัญจกังคะถามพระอุทายีว่า พระพุทธเจ้าตรัสเวทนาไว้กี่อย่าง พระอุทายีตอบว่าสามอย่าง คือสุข ทุกข์ และไม่ทุกข์ไม่สุข ช่างไม้แย้งว่าสองอย่าง คือสุขกับทุกข์ ส่วนเวทนาที่ไม่ทุกข์ไม่สุขนั้น ตรัสรวมไว้ในสุขที่สงบประณีต ทั้งสองต่างยืนยันความเห็นของตน ไม่มีใครทำให้อีกฝ่ายยอมรับได้

พระอานนท์ได้ยินจึงนำความไปกราบทูล พระพุทธเจ้าตรัสว่า ช่างไม้ไม่ยอมรับปริยายที่พระอุทายีพูดไว้ดี และพระอุทายีก็ไม่ยอมรับปริยายที่ช่างไม้พูดไว้ดี เพราะพระองค์ตรัสเวทนาไว้โดยปริยายหลายแบบ ทั้งสอง สาม ห้า หก สิบแปด สามสิบหก และร้อยแปด

จากนั้นทรงแสดงว่า สุขที่อาศัยกามคุณ ๕ เกิดขึ้นเรียกว่ากามสุข แต่ยังมีสุขอื่นที่ยิ่งกว่าและประณีตกว่า คือปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อรูปสมาบัติทั้งสี่ และสัญญาเวทยิตนิโรธ แต่ละขั้นประณีตกว่าขั้นก่อน

  1. ๑

    สองอย่างหรือสามอย่าง ติสฺโส เวทนา วุตฺตา ภควตา

    พระอุทายีว่าเวทนามีสาม ช่างไม้ปัญจกังคะว่ามีสอง เพราะเวทนาที่ไม่ทุกข์ไม่สุขรวมอยู่ในสุขที่สงบประณีต ทั้งสองยกเหตุผลของตนถึงสามครั้งก็ยังตกลงกันไม่ได้

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อเถียงกันไม่จบ ลองหยุดถามว่า "เราสองคนกำลังแบ่งเรื่องเดียวกันด้วยเกณฑ์ต่างกันหรือเปล่า"

  2. ๒

    เวทนาตรัสไว้หลายปริยาย เทฺวปิ มยา อานนฺท เวทนา วุตฺตา ปริยาเยน

    พระพุทธเจ้าตรัสว่า เวทนาสองอย่างก็ตรัสไว้ สามอย่างก็ตรัสไว้ รวมถึงห้า หก สิบแปด สามสิบหก และร้อยแปด ขึ้นกับแง่ที่ทรงจำแนก ในพระสูตรนี้ไม่ได้อธิบายรายละเอียดของแต่ละหมวด คำอธิบายเช่นเวทนาห้าตามอินทรีย์ห้า มาจากที่อื่นและอรรถกถา

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่ออ่านคำสอนสองแห่งที่ดูขัดกัน ให้ดูว่าแต่ละแห่งกำลังมองจากแง่ไหน ก่อนสรุปว่าอันหนึ่งผิด

  3. ๓

    ไม่ยอมรับคำที่พูดดี ย่อมวิวาทกัน ขีโรทกีภูตา

    ผู้ที่ไม่ยอมรับ ไม่อนุโมทนาคำที่ผู้อื่นพูดไว้ดี ย่อมบาดหมาง ทะเลาะ ทิ่มแทงกันด้วยวาจา ส่วนผู้ที่ยอมรับกันย่อมสามัคคี ไม่วิวาท เข้ากันได้เหมือนน้ำนมกับน้ำ มองกันด้วยสายตาที่เป็นมิตร

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ในการประชุม ก่อนแย้ง ให้พูดส่วนที่อีกฝ่ายพูดถูกออกมาก่อนหนึ่งประโยค บรรยากาศจะเปลี่ยนทันที

  4. ๔

    กามสุข: สุขจากกามคุณ ๕ ปญฺจ กามคุณา

    รูปที่รู้ทางตา เสียง กลิ่น รส และสิ่งสัมผัส ที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ สุขโสมนัสที่อาศัยกามคุณห้านี้เกิดขึ้นเรียกว่ากามสุข พระพุทธเจ้าไม่ได้ปฏิเสธว่าเป็นสุข แต่ตรัสว่าไม่ใช่สุขสูงสุด

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เพลิดเพลินกับอาหารอร่อยหรือเพลงเพราะได้ โดยรู้ว่านี่เป็นความสุขระดับหนึ่ง ไม่ใช่ทั้งหมดของความสุข

  5. ๕

    สุขจากฌานประณีตกว่า อญฺญํ สุขํ อภิกฺกนฺตตรญฺจ ปณีตตรญฺจ

    สุขในปฐมฌานที่เกิดจากความสงัดจากกามและอกุศล ประณีตกว่ากามสุข ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน ก็ประณีตยิ่งขึ้นตามลำดับ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ลองสังเกตความสุขหลังนั่งสงบสิบนาที เทียบกับความสุขหลังเลื่อนดูมือถือสิบนาที ว่าต่างกันอย่างไร

  6. ๖

    อรูปสมาบัติและนิโรธ สญฺญาเวทยิตนิโรธํ

    สูงขึ้นไปคืออากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ และสูงสุดในลำดับนี้คือสัญญาเวทยิตนิโรธ ความดับสัญญาและเวทนา

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ไม่จำเป็นต้องไปถึงขั้นเหล่านี้จึงได้ประโยชน์ เพียงรู้ว่าใจที่สงบลงเป็นลำดับมีความสุขที่ลึกขึ้น ก็เป็นแรงจูงใจให้ฝึกต่อ

  7. ๗

    สุขมีที่ใด ทรงบัญญัติว่าสุขที่นั่น ยตฺถ ยตฺถ สุขํ อุปลพฺภติ

    ทรงคาดว่าอาจมีนักบวชลัทธิอื่นถามว่า นิโรธไม่มีเวทนา แล้วจะเรียกว่าสุขได้อย่างไร ตรัสให้ตอบว่า ตถาคตไม่ได้บัญญัติสุขเฉพาะสุขเวทนาเท่านั้น แต่สุขมีได้ในที่ใด ก็ทรงบัญญัติว่าเป็นสุขในที่นั้น

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ความสุขไม่จำเป็นต้องเป็นความรู้สึกตื่นเต้นหรือเพลิดเพลินเสมอไป ความไม่มีอะไรมารบกวนใจก็เป็นความสุขได้

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

ข้อคิดแรกของพระสูตรนี้อยู่ที่การทะเลาะ คนสองคนอาจพูดถูกทั้งคู่ แต่มองจากคนละมุม ถ้าต่างฝ่ายไม่ยอมรับส่วนที่อีกฝ่ายพูดดี การถกเถียงก็กลายเป็นการวิวาท ข้อนี้ใช้ได้ตั้งแต่การตีความคำสอนไปจนถึงการประชุมงาน

ข้อคิดที่สองคือความสุขมีหลายระดับ ความสุขจากสิ่งที่ตา หู จมูก ลิ้น กายได้รับเป็นเรื่องจริงที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ปฏิเสธ แต่ทรงชี้ว่ายังมีความสุขที่ประณีตกว่า ซึ่งเกิดจากใจที่สงบ

สำหรับคนทั่วไป ขั้นฌานและสมาบัติอาจอยู่ไกล แต่การรู้ว่ามีความสุขที่ไม่ต้องพึ่งสิ่งเร้า ก็ช่วยให้ไม่ฝากความสุขทั้งหมดไว้กับการบริโภค

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

ภิกขุนีวิภังค์: ความริษยาที่ทำให้แกล้งคนเก่งกว่า

ภิกฺขุนิยา สญฺจิจฺจ อผาสุํ กเรยฺย

ภิกษุณีถุลลนันทาริษยาพระภัททากาปิลานีที่คนนิยมมากกว่า จึงแกล้งส่งเสียงรบกวนต่อหน้า ให้ห้องพักแล้วโกรธจนฉุดออก …

เขมาเถรีสูตร: พระเขมาเถรีกับคำถามที่วัดไม่ได้

เขมาเถรีสุตฺตํ

พระเจ้าปเสนทิโกศลถามพระเขมาเถรีว่าพระตถาคตหลังตายยังมีอยู่หรือไม่ ท่านตอบด้วยอุปมานับเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาและตว…

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้