ฉันนสูตร: ทำไมจึงต้องละราคะ โทสะ โมหะ
อนฺธกรโณ อจกฺขุกรโณ อญฺญาณกรโณนักบวชนอกศาสนาถามพระอานนท์ว่า เห็นโทษอะไรจึงสอนให้ละราคะ โทสะ โมหะ พระอานนท์ไม่ได้ตอบว่าเพราะพระศาสดาสอนไว้ แต…
อโห สุขํ อโห สุขํ
พระภัททิยะ โอรสพระนางกาฬิโคธา อดีตผู้เสวยราชสมบัติ เทียบชีวิตในวังที่มีทหารถือดาบคุ้มกันแต่ยังหวาดกลัวอยู่เสมอ กับชีวิตภิกษุในป่าที่ไม่มีความกลัว จนเปล่งอุทานว่า สุขหนอ สุขหนอ
ในเถรคาถา วีสตินิบาต ขุททกนิกาย พระภัททิยะ โอรสของพระนางกาฬิโคธา กล่าวคาถาเทียบชีวิตเดิมกับชีวิตหลังออกบวช เมื่อก่อนท่านไปไหนก็ขึ้นคอช้าง นุ่งห่มผ้าเนื้อละเอียดจากแคว้นกาสี บริโภคข้าวสาลีกับเนื้อรสดี แต่ความสุขนั้นไม่ได้ทำให้ใจยินดีเท่าความสุขในวิเวกตอนนี้
ท่านไล่เรียงข้อวัตรที่ถือ เช่น ใช้ผ้าบังสุกุล เที่ยวบิณฑบาต อยู่ป่า อยู่โคนไม้ มักน้อย สันโดษ ไม่คลุกคลีหมู่คณะ ทิ้งจานทองคำมาใช้บาตรดิน และเล่าว่าเมื่อก่อนมีทหารถือดาบเฝ้าป้อมและกำแพงอย่างแน่นหนา ก็ยังหวาดเสียวอยู่เป็นนิตย์ บัดนี้ไม่มีความสะดุ้งกลัว เข้าป่าเพ่งฌานอยู่ และได้บรรลุความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวง
เรื่องเดียวกันมีในอุทาน มุจลินทวรรค (กาฬิโคธาภัททิยสูตร) ภิกษุทั้งหลายได้ยินท่านเปล่งอุทานว่า "สุขหนอ สุขหนอ" ก็เข้าใจว่าท่านคิดถึงความสุขในราชสมบัติ พระพุทธเจ้าจึงรับสั่งให้มาเฝ้าและตรัสถาม ท่านทูลตอบถึงความไม่กลัวที่พบในป่า แล้วพระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานว่า ผู้ที่ไม่มีความขุ่นเคืองอยู่ภายใน ปราศจากภัย มีสุข ไม่มีโศก แม้เทวดาก็มองไม่เห็นเขา
พระภัททิยะเล่าว่า เมื่อก่อนไปไหนก็ขึ้นคอช้าง นุ่งห่มผ้าเนื้อละเอียดจากแคว้นกาสี บริโภคข้าวสาลีกับเนื้อที่สะอาดมีรส แต่ความสุขเหล่านั้นไม่ได้ทำให้ใจยินดีเหมือนความสุขในวิเวกที่ได้ในบัดนี้
ลองเทียบความสุขหลังซื้อของที่อยากได้มานาน กับความสุขหลังได้นั่งเงียบ ๆ โดยไม่มีอะไรต้องทำ แบบไหนอยู่นานกว่าและทิ้งความอยากไว้น้อยกว่า
บัดนี้ท่านประกอบความเพียร ยินดีในอาหารที่ได้จากการบิณฑบาต ไม่ถือมั่นในสิ่งใด เพ่งฌานอยู่ และไล่เรียงข้อวัตรที่ถือ เช่น ใช้ผ้าบังสุกุล ใช้ไตรจีวร นั่งฉันอาสนะเดียว ฉันในบาตร อยู่ป่า อยู่โคนไม้ อยู่กลางแจ้ง อยู่ป่าช้า มักน้อย สันโดษ ชอบสงัด ไม่คลุกคลีหมู่คณะ ข้อวัตรเหล่านี้เป็นธุดงควัตรของภิกษุที่เลือกถือตามความเหมาะสม
เลือกความเรียบง่ายหนึ่งอย่างที่เหมาะกับชีวิตตัวเอง เช่น กินข้าวมื้อหนึ่งโดยไม่ดูจอ หรือหนึ่งวันต่อสัปดาห์ที่ไม่ซื้ออะไรเลย แล้วสังเกตใจ
ท่านละจานทองคำราคาสูงที่มีลวดลายวิจิตรทั้งในและนอก มาใช้บาตรดินใบนี้ และกล่าวว่านี่คือการอภิเษกครั้งที่สอง การรับบาตรดินจึงไม่ใช่การสูญเสียฐานะ แต่เป็นการได้รับตำแหน่งใหม่ที่มีค่ากว่า
เมื่อต้องลดขนาดชีวิต เช่น ย้ายบ้านเล็กลงหรือเลิกใช้ของแพง ลองมองว่าเป็นการเริ่มต้นใหม่ ไม่ใช่ความพ่ายแพ้
เมื่อก่อนมีทหารถือดาบรักษาป้อม กำแพงล้อมรอบ และซุ้มประตูเมืองอย่างแน่นหนา ท่านก็ยังหวาดเสียวอยู่เป็นนิตย์ ในอุทานท่านทูลว่า มีราชบุรุษคุ้มครองทั้งในวัง นอกวัง ในเมือง นอกเมือง และในชนบท ก็ยังกลัว หวาดเสียว ระแวง สะดุ้งอยู่
สังเกตว่าความกังวลของเรามักเพิ่มตามสิ่งที่ต้องปกป้อง ระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีที่สุดอาจช่วยทรัพย์สินได้ แต่ช่วยใจที่กลัวการสูญเสียไม่ได้
บัดนี้ท่านไม่มีความสะดุ้งหวาดเสียว ละความขลาดกลัวภัยได้แล้ว หยั่งลงสู่ป่า เพ่งฌานอยู่ ความปลอดภัยที่แท้ไม่ได้มาจากกำแพงข้างนอก แต่มาจากการไม่มีสิ่งที่ต้องกลัวเสียอยู่ในใจ
เมื่อรู้สึกไม่มั่นคง ลองถามว่า "เรากลัวเสียอะไร" แล้วพิจารณาว่าสิ่งนั้นจำเป็นต่อความสุขของเราจริงเพียงใด
คาถาจบลงว่า ท่านตั้งมั่นอยู่ในศีล เจริญสติและปัญญา แล้วได้บรรลุความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ทั้งปวงโดยลำดับ ความสุขที่ท่านพูดถึงจึงไม่ใช่แค่ความสบายจากชีวิตเรียบง่าย แต่เป็นผลของการฝึกตนจนถึงที่สุด
ความเรียบง่ายภายนอกจะมีความหมายเมื่อมาคู่กับการฝึกใจ ใช้เวลาที่ได้คืนมาจากการลดสิ่งฟุ่มเฟือย ไปกับการภาวนาหรือการทบทวนตัวเอง
ในอุทาน ภิกษุหลายรูปได้ยินพระภัททิยะเปล่งว่า "สุขหนอ สุขหนอ" ทั้งในป่า โคนไม้ และเรือนว่าง ก็สรุปว่าท่านไม่ยินดีในพรหมจรรย์ คงระลึกถึงความสุขในราชสมบัติ จึงไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ไม่ได้ตัดสินตามคำบอกเล่า แต่รับสั่งให้เรียกท่านมาถามก่อน
เมื่อได้ยินคนเล่าเรื่องผู้อื่นแล้วเริ่มตัดสินในใจ ให้ถามเจ้าตัวตรง ๆ ก่อน คำพูดเดียวกันอาจมีความหมายตรงข้ามกับที่เราคิด
พระภัททิยะทูลตอบว่า เมื่ออยู่ผู้เดียวในป่า ท่านไม่กลัว ไม่หวาดเสียว ไม่ระแวง ไม่สะดุ้ง มีความขวนขวายน้อย อยู่อย่างสงบ เลี้ยงชีพด้วยสิ่งที่ผู้อื่นให้ มีใจเหมือนเนื้อในป่า เพราะเห็นประโยชน์นี้จึงเปล่งอุทานว่า สุขหนอ พระพุทธเจ้าจึงทรงเปล่งอุทานถึงผู้ไม่มีความขุ่นเคืองภายใน ปราศจากภัย มีสุข ไม่โศก
หาช่วงเวลาสั้น ๆ ในแต่ละวันที่ไม่ต้องแบกบทบาทใดเลย ไม่ต้องเป็นหัวหน้า พ่อแม่ หรือคนเก่ง แค่อยู่เบา ๆ แล้วรู้สึกถึงความสุขแบบนั้น
เรื่องของพระภัททิยะตั้งคำถามกับความเชื่อที่ว่า ยิ่งมีมาก ยิ่งปลอดภัย ยิ่งสุข ท่านมีทุกอย่างที่คนทั่วไปอยากได้ มีคนคุ้มครองรอบด้าน แต่กลับหวาดกลัวอยู่ตลอด เพราะยิ่งมีมากก็ยิ่งมีสิ่งที่ต้องกลัวเสีย ส่วนความสุขที่ท่านพบคือความเบาจากการไม่ต้องปกป้องอะไรมาก
ฆราวาสไม่จำเป็นต้องทิ้งบ้านไปอยู่โคนไม้ และข้อวัตรอย่างการไม่นอนหรือการอยู่ป่าช้าเป็นธุดงควัตรของภิกษุ ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปควรลองเอง แต่หลักใหญ่ใช้ได้กับทุกคน คือสังเกตว่าสิ่งที่เราสะสมไว้ ให้ความมั่นคงจริงหรือให้ความกังวลเพิ่ม
อีกบทเรียนหนึ่งมาจากภิกษุที่เข้าใจท่านผิด คนที่ดูมีความสุขในความเรียบง่าย อาจถูกคนอื่นตีความว่ากำลังคิดถึงอดีตหรือฝืนใจอยู่ การถามตรง ๆ แบบที่พระพุทธเจ้าทำ ดีกว่าการเดาใจแล้วตัดสิน
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
นักบวชนอกศาสนาถามพระอานนท์ว่า เห็นโทษอะไรจึงสอนให้ละราคะ โทสะ โมหะ พระอานนท์ไม่ได้ตอบว่าเพราะพระศาสดาสอนไว้ แต…
ปริพาชกประกาศว่า "สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรา" พระพุทธเจ้าถามกลับว่าความเห็นนั้นก็ไม่ควรด้วยหรือ — ผู้เห็นโทษของกา…
เรื่องสั้นของเทวดาในป่าที่มาเตือนภิกษุด้วยความเอ็นดู — รูปหนึ่งนั่งคิดเรื่องไม่ดี รูปหนึ่งนอนกลางวัน รูปหนึ่งค…
เมณฑกะคหบดี ภรรยา บุตร สะใภ้ และทาส ต่างมีความสามารถพิเศษที่ใช้ในการแจกจ่ายเลี้ยงดูผู้คน ทั้งครอบครัวได้ดวงตาเ…