กัณหชาดก: ไม่ใช่คนดำเพราะผิว และพรที่ขอให้ใจไม่ร้าย
ใช้ในชีวิตประจำวัน

กัณหชาดก: ไม่ใช่คนดำเพราะผิว และพรที่ขอให้ใจไม่ร้าย

กณฺหชาตกํ

ท้าวสักกะติว่าฤๅษีกัณหะผิวดำ กินของดำ อยู่ในที่ดำ ฤๅษีตอบว่าคนไม่ได้ดำเพราะผิว แต่ดำเพราะบาปกรรม เมื่อท้าวสักกะให้พร ฤๅษีขอให้ตนไม่มีความโกรธ ไม่มีโทสะ ไม่มีความโลภ ไม่มีความติดข้อง และขอให้กายใจไม่ไปกระทบใครเลย พร้อมอธิบายโทษของแต่ละอย่าง

๗ ข้อ

ในกัณหชาดก ทสกนิบาต ชาดก ขุททกนิกาย คาถาแรกเป็นคำของท้าวสักกะว่า บุรุษนี้ดำ กินโภชนะดำ อยู่ในที่ดำ ไม่เป็นที่ชอบใจ ฤๅษีตอบว่า คนไม่ได้เป็นคนดำเพราะผิวหนัง ผู้ที่มีแก่นในภายในจึงเป็นพราหมณ์ ผู้ใดมีบาปกรรม ผู้นั้นแหละเป็นคนดำ ท้าวสักกะพอใจและให้พร ฤๅษีขอให้ตนไม่มีความโกรธ ไม่มีโทสะ ไม่มีความโลภ และไม่มีความสิเนหา เมื่อท้าวสักกะถามว่าเห็นโทษอะไร ฤๅษีก็อธิบายทีละข้อ

ท้าวสักกะให้พรอีกสองครั้ง ฤๅษีขอให้โรคร้ายที่เป็นอันตรายต่อการบำเพ็ญเพียรไม่เกิดแก่ตนผู้อยู่ป่าคนเดียว และขอข้อสุดท้ายว่า อย่าให้ใจหรือกายของตนไปกระทบกระทั่งใคร ๆ ในกาลไหน ๆ เลย

ชาดกในพระไตรปิฎกมีเพียงคาถา อรรถกถาเล่าว่า พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์มั่งคั่ง ได้ชื่อว่ากัณหะเพราะผิวดำ เมื่อพ่อแม่ล่วงลับ เขาเห็นว่าทรัพย์ที่บรรพบุรุษหามาไม่มีใครนำติดตัวไปได้ จึงให้ทานแล้วออกบวชเป็นฤๅษีในป่าหิมพานต์ อยู่อย่างมักน้อยสันโดษ ท้าวสักกะลงมาทดลองว่าเมื่อถูกติแล้วท่านจะโกรธหรือไม่ อรรถกถาอธิบายว่า พระโพธิสัตว์รู้ว่าความโกรธดับด้วยพรของใครไม่ได้ แต่รับพรเพื่อแสดงธรรมแก่ท้าวสักกะ ในตอนท้ายท้าวสักกะบันดาลให้ต้นไม้ที่ฤๅษีอาศัยมีผลหวานตลอด พระศาสดาตรัสเรื่องนี้ที่นิโครธาราม เมื่อพระอานนท์ทูลถามเหตุที่ทรงยิ้ม

  1. ๑

    คนไม่ได้ดำเพราะผิวหนัง น กโณฺห ตจสา โหติ

    ฤๅษีตอบคำติของท้าวสักกะว่า คนไม่ได้เป็นคนดำเพราะผิวหนัง ผู้ที่มีแก่นในภายในจึงชื่อว่าเป็นพราหมณ์ ผู้ใดมีบาปกรรม ผู้นั้นแหละชื่อว่าเป็นคนดำ อรรถกถาอธิบายแก่นภายในว่าได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อได้ยินมุกหรือคำพูดที่ล้อเรื่องสีผิว รูปร่าง หรือสำเนียง ไม่ต้องหัวเราะตาม และถ้าเราต้องประเมินคน ให้ดูจากการกระทำและความรับผิดชอบของเขา

  2. ๒

    พรที่ขอให้ใจสะอาด สุนิกฺโกธํ สุนิทฺโทสํ

    เมื่อได้พร ฤๅษีไม่ขอทรัพย์หรือยศ แต่ขอให้ความประพฤติของตนไม่มีความโกรธ ไม่มีโทสะ ไม่มีความโลภ และไม่มีความสิเนหา อรรถกถาอธิบายว่า ไม่โกรธคือไม่โกรธตอบ ไม่มีโทสะคือไม่ประทุษร้ายตอบ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ลองตั้ง "คำขอ" ประจำวันกับตัวเองเป็นเรื่องของใจ เช่น "วันนี้ขอไม่ตอบโต้ด้วยความโกรธ" แล้วตอนเย็นทบทวนว่าทำได้แค่ไหน

  3. ๓

    ความโกรธเริ่มจากน้อยแล้วโตขึ้น อปฺโป หุตฺวา พหุ โหติ

    ฤๅษีอธิบายว่า ความโกรธเกิดจากความไม่อดทน ทีแรกเป็นของน้อย แล้วกลายเป็นของมาก เจริญขึ้นเรื่อย ๆ ความโกรธทำให้ติดพัน และมีความคับแค้นมาก จึงไม่ชอบใจความโกรธ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    จับความหงุดหงิดตั้งแต่ยังเล็ก เช่น เมื่อเริ่มรู้สึกรำคาญในที่ประชุม ให้หายใจช้า ๆ หรือจดสิ่งที่ค้างใจไว้ก่อน อย่ารอจนความโกรธโตเกินจะคุม

  4. ๔

    โทสะไต่จากคำพูดไปถึงอาวุธ ทุฏฺฐสฺส ผรุสา วาจา

    ฤๅษีอธิบายว่า คนที่มีใจร้ายจะเริ่มจากวาจาหยาบ ต่อมาก็ถึงเนื้อถึงตัว แล้วใช้มือ ใช้ไม้ และที่สุดคือใช้ศัสตรา โทสะเกิดจากความโกรธ จึงไม่ชอบใจโทสะ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ในการทะเลาะ ให้หยุดตั้งแต่ขั้นคำพูด เมื่อเริ่มขึ้นเสียงหรือใช้คำหยาบ ให้ขอพักการคุย ถ้าอีกฝ่ายเริ่มลงมือทำร้าย ให้ออกจากที่นั้นและขอความช่วยเหลือ

  5. ๕

    ความโลภอยู่เบื้องหลังการโกง นิกติ วญฺจนานิ จ

    ฤๅษีอธิบายว่า การปล้น การข่มเหงเอาของ การโกง และการหลอกลวง เห็นได้ในคนที่มีความโลภเป็นธรรมดา จึงไม่ชอบใจความโลภ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อเจอข้อเสนอที่ได้กำไรง่ายแต่ต้องบิดข้อมูลหรือเอาเปรียบคนอื่น ให้รู้ว่านั่นคือความโลภกำลังพูด แล้วถอยออกมาก่อนตัดสินใจ

  6. ๖

    ความติดข้องที่ร้อยรัดใจ เต ภุสํ อุปตาเปนฺติ

    ฤๅษีอธิบายว่า กิเลสเครื่องร้อยรัดที่สำเร็จด้วยใจมีมากมาย เมื่อถูกสิเนหาผูกเข้าอีก ก็ทำให้เดือดร้อนอย่างยิ่ง จึงไม่ชอบใจสิเนหา อรรถกถาอธิบายว่าหมายถึงความติดข้องทั้งในคนและในทรัพย์ ข้อนี้กล่าวในบริบทของนักบวช สำหรับคฤหัสถ์ ความรักความห่วงใยครอบครัวไม่ใช่สิ่งผิด แต่ความยึดจนเผาใจตัวเองเป็นสิ่งที่ควรสังเกต

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อความห่วงลูก คู่ครอง หรือทรัพย์สินทำให้นอนไม่หลับหรือควบคุมคนอื่นมากเกินไป ให้แยกให้ออกว่าส่วนไหนคือการดูแล ส่วนไหนคือความยึดที่กำลังเผาใจเรา

  7. ๗

    ขออย่าให้กายใจไปกระทบใคร น มโน วา สรีรํ วา

    พรข้อสุดท้ายที่ฤๅษีขอคือ อย่าให้ใจหรือร่างกายของตนไปกระทบกระทั่งใคร ๆ ในกาลไหน ๆ เลย อรรถกถาอธิบายว่ารวมทั้งวาจาด้วย คือขอให้การกระทำทั้งทางกาย วาจา ใจ บริสุทธิ์จากการเบียดเบียน

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ก่อนนอน ลองทบทวนว่าวันนี้มีใครเดือดร้อนเพราะคำพูด การกระทำ หรือท่าทีของเราหรือไม่ ถ้ามี ให้หาทางแก้ไขในวันพรุ่งนี้

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

คำตอบของฤๅษีกัณหะยังใช้ได้ตรงตัวในวันนี้ การตัดสินคนจากสีผิว รูปร่าง หรือที่มา เป็นความคิดที่ชาดกนี้ปฏิเสธไว้ชัดเจน สิ่งที่ทำให้คน "ดำ" คือการกระทำ ไม่ใช่ผิวหนัง

อีกบทเรียนหนึ่งอยู่ที่ท่าทีของฤๅษี เมื่อถูกติเรื่องรูปลักษณ์ ท่านไม่โกรธและไม่เถียงเพื่อเอาชนะ แต่ตอบด้วยหลักที่ชัดเจน แล้วใช้โอกาสนั้นพูดเรื่องที่มีประโยชน์

พรที่ฤๅษีขอไม่ได้เป็นสิ่งที่ใครมอบให้ได้ แต่เป็นสิ่งที่ฝึกได้เอง เราอาจลองถามตัวเองว่า ถ้าขอพรได้หนึ่งข้อ เราจะขอให้ได้อะไรมา หรือขอให้ใจเป็นอย่างไร

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

กุสีตวัตถุสูตร: ข้ออ้างของความขี้เกียจ ๘ กับเหตุปรารภความเพียร ๘

อฏฺฐิมานิ ภิกฺขเว กุสีตวตฺถูนิ

เหตุการณ์เดียวกัน เช่น ต้องทำงาน เดินทางมา กินอิ่ม หรือเพิ่งหายป่วย คนหนึ่งใช้เป็นข้ออ้างว่าขอนอนก่อน อีกคนใช้…

ให้ฉันทะแล้วบ่นทีหลัง: เมื่อหมู่ตัดสินไปแล้ว

ธมฺมิกานํ กมฺมานํ ฉนฺทํ ทตฺวา ปจฺฉา ขียนธมฺมํ อาปชฺเชยฺย

พระฉัพพัคคีย์มัวทำจีวรอยู่ จึงฝากฉันทะไปกับเพื่อนรูปหนึ่ง เมื่อสงฆ์ลงโทษเพื่อนรูปนั้น พวกท่านกลับบอกว่าไม่ได้ใ…

อิติวุตตกะ: ละความโกรธ ความลบหลู่ ความถือตัว

เอกธมฺมํ ภิกฺขเว ปชหถ อหํ โว ปาฏิโภโค อนาคามิตาย

"ละธรรมอย่างหนึ่งได้ เรารับรองความเป็นอนาคามี" — พระสูตรสั้น ๆ ต้นอิติวุตตกะที่ชี้ให้ละทีละอย่าง ทั้งความโกรธ …

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้