โอมสวาท: คำเสียดแทงสิบแบบ และคำชมที่ใช้เป็นคำด่า
ใช้ในชีวิตประจำวัน

โอมสวาท: คำเสียดแทงสิบแบบ และคำชมที่ใช้เป็นคำด่า

โอมสวาเท ปาจิตฺติยํ

พระฉัพพัคคีย์ทะเลาะแล้วด่าเพื่อนภิกษุด้วยกำเนิด ชื่อ ตระกูล งาน โรค รูปร่าง ไปจนถึงคำหยาบ วิภังค์ของสิกขาบทนี้แยกให้เห็นว่าแม้คำชมที่พูดเพื่อประชด คำพูดเปรยอ้อม ๆ และการล้อเล่น ก็ยังเป็นความผิด เว้นแต่พูดเพื่อสั่งสอน

๗ ข้อ

ในพระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๒ ปาจิตติยกัณฑ์ มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๒ เล่าว่าที่พระเชตวัน พระฉัพพัคคีย์ทะเลาะกับภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก แล้วกล่าวเสียดแทง ด่า สบประมาท โดยกระทบกำเนิด ชื่อ วงศ์ตระกูล การงาน ศิลปะ โรค รูปพรรณ กิเลส อาบัติ และคำด่าที่หยาบช้า

พระพุทธเจ้าทรงติเตียน แล้วตรัสเล่าเรื่องโคนันทิวิสาลที่ไม่ยอมลากเกวียนเมื่อถูกเรียกว่าเจ้าโคโกง แต่ลากเกวียนร้อยเล่มได้เมื่อถูกเรียกว่าพ่อรูปงาม แล้วตรัสว่าแม้ครั้งนั้นคำด่าก็ไม่เป็นที่พอใจของพระองค์ บัดนี้จะเป็นที่พอใจได้อย่างไร จึงทรงบัญญัติว่าเป็นปาจิตตีย์เพราะโอมสวาท

ส่วนที่ยาวที่สุดของสิกขาบทนี้คือบทภาชนีย์ ซึ่งแจกแจงการด่าทีละแบบ รายการของกำเนิด อาชีพ และวงศ์ตระกูลที่ถือว่าต่ำหรือสูงในตัวบทสะท้อนค่านิยมสังคมอินเดียสมัยนั้น ไม่ใช่การจัดอันดับคุณค่าของคน ประเด็นของสิกขาบทคือการใช้เรื่องเหล่านี้ทิ่มแทงให้อีกฝ่ายเจ็บใจ

ข้อบังคับเป็นวินัยของภิกษุ แต่การแยกแยะว่าคำพูดแบบไหนทำร้ายคนแม้จะไม่ได้ด่าตรง ๆ ใช้ได้กับทุกคน

  1. ๑

    สิบเรื่องที่ใช้ทิ่มแทงกัน ทสหิ อากาเรหิ โอมสติ

    สิกขาบทวิภังค์นิยามโอมสวาทว่าเป็นการพูดเสียดแทงด้วยอาการ ๑๐ อย่าง คือ ชาติ ชื่อ โคตร การงาน ศิลปะ โรค รูปพรรณ กิเลส อาบัติ และคำด่า รูปพรรณที่ถูกยกมาเป็นตัวอย่าง เช่น สูงเกินไป ต่ำเกินไป ดำเกินไป ขาวเกินไป ภิกษุที่ด่าเพื่อนภิกษุด้วยเรื่องเหล่านี้ต้องอาบัติปาจิตตีย์ทุก ๆ คำพูด

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    สังเกตว่าเวลาโกรธ เรามักหยิบเรื่องใดของอีกฝ่ายมาพูด ถ้าเป็นสิ่งที่เขาเลือกไม่ได้หรือแก้ไม่ได้ ให้หยุดตรงนั้น

  2. ๒

    คำดีทำให้ภาระหนักเคลื่อน มนาปเมว ภาเสยฺย นามนาปํ กุทาจนํ

    ในเรื่องโคนันทิวิสาลที่ตรัสก่อนบัญญัติสิกขาบท พราหมณ์แพ้พนันเพราะเรียกโคว่าเจ้าโคโกง โคบอกว่าทำไมเรียกโคที่ไม่โกงว่าโกง เมื่อพราหมณ์พนันใหม่และเรียกว่าพ่อรูปงาม โคก็ลากเกวียนร้อยเล่มไปได้ คาถาสรุปว่าควรกล่าวแต่คำที่เป็นที่จำเริญใจ ไม่ควรกล่าวคำที่ไม่เป็นที่จำเริญใจในกาลไหน ๆ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เวลาต้องการให้ใครทำงานยาก ๆ ให้สำเร็จ ลองเปลี่ยนคำตำหนิเป็นคำที่ให้กำลังใจ แล้วดูว่าผลต่างกันอย่างไร

  3. ๓

    คำชมที่พูดเพื่อเยาะเย้ย ปณฺฑิตา พฺยตฺตา เมธาวิโน พหุสฺสุตา ธมฺมกถิกา

    บทภาชนีย์แยกการพูดออกเป็นหลายแบบ ทั้งพูดกดคนที่มีกำเนิดต่ำ พูดกดคนที่มีกำเนิดสูงให้ต่ำ พูดประชดคนกำเนิดต่ำว่าเป็นกษัตริย์ และพูดยกยอคนกำเนิดสูงว่าสูง ถ้าผู้พูดปรารถนาจะด่า จะสบประมาท จะทำให้อัปยศ ทุกแบบต้องอาบัติปาจิตตีย์เท่ากัน แม้แต่การพูดว่าท่านเป็นบัณฑิต เป็นพหูสูต เป็นธรรมกถึก ด้วยเจตนาเยาะเย้ย

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ระวังคำชมที่มีน้ำเสียงประชด เช่น โห ขยันจังเลยนะ กับคนที่มาสาย เพราะคนฟังรับรู้เจตนาได้ชัดไม่ต่างจากคำด่า

  4. ๔

    พูดเปรยไม่เอ่ยชื่อก็ยังนับ สนฺติ อิเธกจฺเจ

    ถ้าภิกษุปรารถนาจะด่า แต่พูดเปรยว่ามีภิกษุในธรรมวินัยนี้บางพวกเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือพูดว่าพวกเราไม่ใช่คนอย่างนั้น ตัวบทถือว่าต้องอาบัติทุกกฏทุก ๆ คำพูด โทษเบากว่าการด่าตรง ๆ แต่ไม่ได้ถือว่าบริสุทธิ์

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    โพสต์ลอย ๆ หรือพูดกระทบในวงประชุมโดยไม่เอ่ยชื่อ ก็ยังเป็นการทำร้าย ถ้ามีเรื่องกับใคร ให้คุยกับเขาตรง ๆ อย่างสุภาพ

  5. ๕

    ด่าคนที่ไม่ใช่ภิกษุก็ยังผิด อุปสมฺปนฺโน อนุปสมฺปนฺนํ

    เมื่อภิกษุด่าผู้ที่ยังไม่ได้อุปสมบทด้วยอาการเดียวกัน ตัวบทปรับอาบัติทุกกฏ โทษต่างกันตามฐานะของผู้ถูกด่า แต่ไม่มีกรณีที่การด่าเพื่อให้เจ็บใจเป็นเรื่องที่ทำได้

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกคน ทั้งเพื่อนร่วมงาน พนักงานบริการ และคนแปลกหน้าในโลกออนไลน์

  6. ๖

    แค่ล้อเล่นก็ยังเป็นอาบัติ ทวกมฺยตา หีเนน หีนํ วเทติ

    แม้ภิกษุไม่ได้ปรารถนาจะด่า ไม่ได้ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่พูดกระทบเรื่องเหล่านี้เพราะอยากล้อเล่น ตัวบทก็ปรับอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด ความตั้งใจว่าแค่ขำ ๆ จึงลดโทษลงได้ แต่ไม่ได้ลบความผิด

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    มุกที่ใช้รูปร่าง สีผิว โรค หรือบ้านเกิดของคนอื่นเป็นตัวตลก ให้เลิกใช้ แม้คนในวงจะหัวเราะ

  7. ๗

    พูดเพื่อสอน ไม่ใช่เพื่อให้อาย อตฺถปุเรกฺขารสฺส ธมฺมปุเรกฺขารสฺส อนุสาสนีปุเรกฺขารสฺส

    อนาปัตติวารบอกว่าไม่ต้องอาบัติ ถ้าภิกษุพูดโดยมุ่งอรรถ มุ่งธรรม หรือมุ่งสั่งสอน รวมถึงภิกษุวิกลจริต มีจิตฟุ้งซ่าน หรือกระสับกระส่ายเพราะเวทนา การพูดถึงกิเลสหรือความผิดของคนอื่นจึงทำได้ ถ้าเป้าหมายคือให้เขาเข้าใจและดีขึ้น

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ก่อนตักเตือนใคร ตั้งเป้าหมายให้ชัดว่าอยากให้เขาดีขึ้น แล้วเลือกคำที่รับใช้เป้าหมายนั้น ไม่ใช่คำที่ระบายความโกรธของเรา

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

สิ่งที่วิภังค์สอนได้ดีคือ คำพูดทำร้ายไม่ได้อยู่ที่ตัวคำ แต่อยู่ที่เจตนา คำว่าเก่งจังเลยหรือคุณนี่ฉลาดมาก ถ้าพูดเพื่อเยาะเย้ย ก็ถูกนับเป็นคำด่า ส่วนประโยคแบบ บางคนในทีมนี้ก็... หรือ อย่างน้อยพวกเราก็ไม่ได้... ที่ไม่เอ่ยชื่อใคร ก็ยังถูกนับเป็นความผิด แม้โทษจะเบากว่า

ในโลกออนไลน์ การล้อรูปร่าง สีผิว โรค อาชีพ หรือบ้านเกิดของคนอื่น เป็นเรื่องที่คนมักบอกว่าแค่ขำ ๆ ตัวบทก็ไม่ปล่อยผ่าน การล้อเล่นโดยไม่ได้ตั้งใจด่ายังเป็นอาบัติทุพภาสิต

ทางที่เปิดไว้คือการพูดเพื่อสอน เพื่อธรรม หรือเพื่อประโยชน์ของผู้ฟัง ก่อนพูดเรื่องข้อบกพร่องของใคร ถามตัวเองว่ากำลังช่วยให้เขาดีขึ้น หรือกำลังอยากให้เขาอาย

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

อุทุมพริกสูตร: ข้อวัตรที่เคร่งแต่ยังมีมลทิน

อุทุมฺพริกสุตฺตํ

นิโครธปริพาชกดูหมิ่นพระพุทธเจ้า แต่พระองค์กลับชวนให้ถามเรื่องตบะที่ปริพาชกถือเอง แล้วทรงชี้มลทินของผู้เคร่งครั…

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้