ลฑุกิโกปมสูตร: นกมูลไถกับเถาวัลย์เปื่อย
การฝึกจิต

ลฑุกิโกปมสูตร: นกมูลไถกับเถาวัลย์เปื่อย

ลฑุกิโกปมสุตฺตํ

สิ่งเล็กน้อยที่ใจไม่ยอมปล่อยอาจผูกมัดได้แน่นเหมือนเถาวัลย์ที่ผูกนกมูลไถ ส่วนผู้ที่พร้อมละ แม้เชือกเหนียวก็ผูกไว้ไม่ได้เหมือนช้างหลวง — และแม้ความสุขในฌานก็ยังตรัสให้ละ

๗ ข้อ

ในลฑุกิโกปมสูตร มัชฌิมนิกาย พระอุทายีนั่งพักกลางวันแล้วระลึกว่า พระพุทธเจ้าทรงนำธรรมที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ออกไป และนำธรรมที่เป็นเหตุแห่งสุขมาให้มากมาย ท่านเล่าว่าเมื่อทรงให้ละการฉันในเวลาวิกาลตอนกลางวัน และต่อมาการฉันในเวลากลางคืน ท่านเคยน้อยใจ แต่ทำตามเพราะความรักและเคารพ ภายหลังจึงเห็นโทษของการเที่ยวบิณฑบาตในความมืด เช่น ตกบ่อ เหยียบแม่โคที่นอนอยู่ พบโจร และครั้งหนึ่งหญิงล้างภาชนะเห็นท่านตอนฟ้าแลบแล้วร้องว่าปีศาจมา

พระพุทธเจ้าตรัสว่า มีคนบางพวกที่เมื่อถูกบอกให้ละสิ่งใด กลับว่า "แค่เรื่องเล็กน้อย พระสมณะนี้เคร่งเกินไป" แล้วไม่ละ สำหรับเขา สิ่งเล็กน้อยนั้นกลายเป็นเครื่องผูกที่แข็งแรง เหมือนนกมูลไถที่ติดเถาวัลย์เปื่อยแต่หนีไม่ได้ ส่วนผู้ที่ยอมละ แม้เชือกเหนียวก็ผูกไว้ไม่ได้ เหมือนช้างหลวงที่เพียงบิดตัวก็ขาด ทรงเปรียบด้วยคนจนที่ไม่อาจทิ้งกระท่อมผุ ๆ กับเศรษฐีที่ทิ้งทรัพย์มหาศาลออกบวชได้

จากนั้นทรงแสดงบุคคล ๔ จำพวกตามความเร็วในการละความคิดที่ผูกพัน แยกกามสุขออกจากความสุขในฌาน และตรัสว่าแม้ฌานแต่ละขั้นก็ยังไม่พอ ให้ละและก้าวล่วงไปจนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ

  1. ๑

    ข้อฝึกที่ตอนแรกไม่ชอบ พหูนํ วต โน ภควา ทุกฺขธมฺมานํ อปหตฺตา

    พระอุทายีเคยน้อยใจเมื่อทรงให้ละการฉันในเวลาวิกาล เพราะอาหารมื้อเย็นเป็นมื้อที่ประณีต แต่ทำตามด้วยความรัก ความเคารพ ความละอาย และความเกรงกลัวในพระพุทธเจ้า ภายหลังจึงระลึกถึงอันตรายที่ภิกษุเคยเจอเมื่อบิณฑบาตในความมืด และเห็นว่าพระองค์ทรงนำเหตุแห่งทุกข์ออกไปมากมาย

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อต้องเริ่มวินัยใหม่ เช่น เลิกเล่นโทรศัพท์ก่อนนอน ให้ลองทำต่อเนื่องสักระยะก่อนตัดสิน ประโยชน์บางอย่างเห็นได้เมื่อมองย้อนกลับไป

  2. ๒

    นกมูลไถติดเถาวัลย์เปื่อย ปูติลตาย พนฺธเนน

    คนบางพวกเมื่อถูกบอกให้ละสิ่งใด กลับว่า "ทำไมต้องจู้จี้กับเรื่องเล็กน้อยแค่นี้" แล้วไม่ละ สำหรับเขา สิ่งเล็กน้อยนั้นกลายเป็นเครื่องผูกที่แข็งแรง มั่นคง เหมือนท่อนไม้ใหญ่ เปรียบเหมือนนกมูลไถที่ถูกผูกด้วยเถาวัลย์เปื่อย แต่ต้องรอความตายอยู่ตรงนั้น ใครจะว่าเถาวัลย์นั้นเป็นเครื่องผูกที่อ่อนแอก็ไม่ถูก

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    สังเกตคำว่า "แค่นี้เอง" ที่เราใช้ปกป้องนิสัยบางอย่าง ถ้าเราไม่ยอมเลิกทั้งที่มันเล็ก แปลว่ามันผูกเราไว้แน่นกว่าที่คิด

  3. ๓

    ช้างหลวงกับเชือกเหนียว

    ส่วนกุลบุตรบางพวก เมื่อถูกบอกให้ละ ก็ละ และเคารพในคำสอน เขาอยู่อย่างไม่ขวนขวาย สงบ เลี้ยงชีพด้วยของที่ผู้อื่นให้ มีใจเหมือนกวางป่า สำหรับเขา สิ่งนั้นเป็นเครื่องผูกที่เปื่อย ไม่มีแก่นสาร เหมือนช้างหลวงงางามที่เคยออกศึก ถูกผูกด้วยเชือกเหนียว แต่เพียงบิดตัวเล็กน้อยก็ทำให้ขาดแล้วไปได้ตามใจ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ความเข้มแข็งที่แท้คือความพร้อมจะวาง เมื่อมีคนชี้ข้อบกพร่องที่มีเหตุผล ลองรับแล้วปรับทันทีโดยไม่ต่อรอง

  4. ๔

    คนจนกับกระท่อม คนรวยกับทรัพย์สมบัติ

    คนจนมีกระท่อมหลังเดียวที่หลังคาผุ ต้องคอยไล่กา มีแคร่เก่า ข้าวเปลือกหม้อเดียว เมื่อเห็นภิกษุอยู่อย่างสงบก็อยากบวช แต่ทิ้งของเหล่านั้นไม่ได้ ส่วนคฤหบดีผู้มั่งคั่ง มีทองนับร้อยแท่ง นา ที่ดิน และบริวารมากมาย กลับละทิ้งออกบวชได้ เครื่องผูกจึงไม่ได้หนักเบาตามมูลค่าของสิ่งที่ผูก แต่ตามการยึดของใจ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ของที่ทิ้งยากที่สุดในบ้านอาจไม่ใช่ของแพง แต่เป็นของเก่าที่ผูกกับความทรงจำหรือความรู้สึกมั่นคง ลองดูว่าเรายึดอะไรไว้เพราะความเคยชินล้วน ๆ

  5. ๕

    บุคคล ๔ จำพวก กับหยาดน้ำบนกระทะร้อน อุปธิปหานาย อุปธิปฏินิสฺสคฺคาย ปฏิปนฺโน

    ผู้ปฏิบัติเพื่อละอุปธิมี ๔ แบบ แบบแรกเมื่อความคิดที่ผูกพันเกิดขึ้นก็รับไว้ ไม่ละ แบบที่สองละได้ แบบที่สามบางครั้งสติเกิดช้า แต่เมื่อเกิดแล้วละได้ทันที เหมือนหยาดน้ำสองสามหยดที่ตกลงบนกระทะเหล็กที่ร้อนทั้งวัน หยดลงช้าแต่ระเหยไปเร็ว ทั้งสามแบบนี้ยังตรัสว่ายังมีเครื่องผูก แบบที่สี่รู้ว่าอุปธิเป็นรากของทุกข์ จึงหลุดพ้นจากอุปธิ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ไม่ต้องผิดหวังที่ความคิดไม่ดียังเกิด ให้ฝึกสติให้รู้ทันเร็วขึ้นแล้ววางทันที ให้ความคิดนั้นเป็นเหมือนหยดน้ำบนกระทะร้อน

  6. ๖

    ความสุขที่ควรกลัว และความสุขที่ไม่ต้องกลัว เนกฺขมฺมสุขํ ปวิเวกสุขํ อุปสมสุขํ สมฺโพธสุขํ

    ความสุขที่อาศัยกามคุณ ๕ ตรัสว่าเป็นกามสุข สุขไม่สะอาด สุขของปุถุชน ไม่ใช่สุขของพระอริยะ ไม่ควรเสพให้มาก ควรกลัว ส่วนความสุขในฌานทั้ง ๔ ตรัสว่าเป็นสุขเกิดจากการออกจากกาม จากความสงัด จากความสงบ และจากความตรัสรู้ ควรเสพ ควรทำให้มาก ไม่ต้องกลัว

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เวลาว่าง ลองเลือกความสุขจากความสงบบ้าง เช่น นั่งเงียบ ๆ หรือเดินในสวน แทนการหาความบันเทิงผ่านหน้าจอทุกครั้ง

  7. ๗

    แม้ฌานก็ให้ละ อนลนฺติ วทามิ ปชหถาติ วทามิ

    ทรงชี้ว่าฌานที่ ๑ ถึงที่ ๓ ยังหวั่นไหว เพราะยังมีวิตกวิจาร ปีติและสุข หรืออุเบกขาและสุข ฌานที่ ๔ ไม่หวั่นไหว แต่ทุกขั้นตั้งแต่ฌานที่ ๑ จนถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็ตรัสว่ายังไม่พอ ให้ละ ให้ก้าวล่วง จนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วตรัสถามพระอุทายีว่าเห็นสังโยชน์ใดทั้งละเอียดและหยาบ ที่พระองค์ไม่ได้ตรัสให้ละหรือไม่ พระอุทายีทูลว่าไม่เห็น

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อได้ความสงบหรือความสำเร็จบางอย่าง ให้ชื่นชมได้ แต่อย่าหยุดอยู่ที่นั่นด้วยความพอใจเกินไป ความสุขที่ดีก็กลายเป็นที่ติดได้

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

ใจความสำคัญของพระสูตรไม่ได้อยู่ที่ขนาดของสิ่งที่ยึด แต่อยู่ที่ท่าทีของใจ นิสัยเล็ก ๆ ที่เราปกป้องด้วยคำว่า "แค่นี้เอง" อาจผูกเราแน่นกว่าเรื่องใหญ่ที่เราพร้อมปล่อย

กฎเรื่องเวลาฉันอาหารเป็นวินัยของภิกษุ ฆราวาสไม่จำเป็นต้องถือตาม ยกเว้นผู้ที่สมาทานศีล ๘ แต่เรื่องของพระอุทายีสอนว่า ข้อฝึกบางอย่างดูเหมือนเข้มงวดในตอนแรก แล้วค่อยเห็นประโยชน์เมื่อผ่านไประยะหนึ่ง

การที่ทรงให้ละแม้ความสุขในฌาน ไม่ได้แปลว่าความสุขที่ดีเป็นสิ่งเลว ในพระสูตรเดียวกันทรงสอนให้เสพความสุขในฌานให้มาก ไม่ต้องกลัว เพียงแต่ไม่ให้ติดอยู่แม้ในความสุขที่ประณีต

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

สัยหชาดก: ไม่แลกยศและทรัพย์กับการทำตนให้ตกต่ำ

ธิรตฺถุ ตํ ยสลาภํ

พระราชาส่งอำมาตย์สัยหะไปเชิญสหายที่ออกบวชกลับมารับตำแหน่งใหญ่ แต่ท่านปฏิเสธ — ยศและทรัพย์ที่ได้มาด้วยการทำตนให…

มหากัปปินเถราปทาน: พระราชาผู้สละราชย์และครูของภิกษุ

มหากปฺปินตฺเถราปทานํ

อดีตชาติของพระมหากัปปินะตามคัมภีร์อปทาน ผู้พิพากษาที่ปรารถนาเป็นผู้สอนภิกษุ ช่างหูกที่ร่วมกับภรรยาและชาวบ้านอุ…

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้