สัยหชาดก: ไม่แลกยศและทรัพย์กับการทำตนให้ตกต่ำ
ธิรตฺถุ ตํ ยสลาภํพระราชาส่งอำมาตย์สัยหะไปเชิญสหายที่ออกบวชกลับมารับตำแหน่งใหญ่ แต่ท่านปฏิเสธ — ยศและทรัพย์ที่ได้มาด้วยการทำตนให…
ลฑุกิโกปมสุตฺตํ
สิ่งเล็กน้อยที่ใจไม่ยอมปล่อยอาจผูกมัดได้แน่นเหมือนเถาวัลย์ที่ผูกนกมูลไถ ส่วนผู้ที่พร้อมละ แม้เชือกเหนียวก็ผูกไว้ไม่ได้เหมือนช้างหลวง — และแม้ความสุขในฌานก็ยังตรัสให้ละ
ในลฑุกิโกปมสูตร มัชฌิมนิกาย พระอุทายีนั่งพักกลางวันแล้วระลึกว่า พระพุทธเจ้าทรงนำธรรมที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ออกไป และนำธรรมที่เป็นเหตุแห่งสุขมาให้มากมาย ท่านเล่าว่าเมื่อทรงให้ละการฉันในเวลาวิกาลตอนกลางวัน และต่อมาการฉันในเวลากลางคืน ท่านเคยน้อยใจ แต่ทำตามเพราะความรักและเคารพ ภายหลังจึงเห็นโทษของการเที่ยวบิณฑบาตในความมืด เช่น ตกบ่อ เหยียบแม่โคที่นอนอยู่ พบโจร และครั้งหนึ่งหญิงล้างภาชนะเห็นท่านตอนฟ้าแลบแล้วร้องว่าปีศาจมา
พระพุทธเจ้าตรัสว่า มีคนบางพวกที่เมื่อถูกบอกให้ละสิ่งใด กลับว่า "แค่เรื่องเล็กน้อย พระสมณะนี้เคร่งเกินไป" แล้วไม่ละ สำหรับเขา สิ่งเล็กน้อยนั้นกลายเป็นเครื่องผูกที่แข็งแรง เหมือนนกมูลไถที่ติดเถาวัลย์เปื่อยแต่หนีไม่ได้ ส่วนผู้ที่ยอมละ แม้เชือกเหนียวก็ผูกไว้ไม่ได้ เหมือนช้างหลวงที่เพียงบิดตัวก็ขาด ทรงเปรียบด้วยคนจนที่ไม่อาจทิ้งกระท่อมผุ ๆ กับเศรษฐีที่ทิ้งทรัพย์มหาศาลออกบวชได้
จากนั้นทรงแสดงบุคคล ๔ จำพวกตามความเร็วในการละความคิดที่ผูกพัน แยกกามสุขออกจากความสุขในฌาน และตรัสว่าแม้ฌานแต่ละขั้นก็ยังไม่พอ ให้ละและก้าวล่วงไปจนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ
พระอุทายีเคยน้อยใจเมื่อทรงให้ละการฉันในเวลาวิกาล เพราะอาหารมื้อเย็นเป็นมื้อที่ประณีต แต่ทำตามด้วยความรัก ความเคารพ ความละอาย และความเกรงกลัวในพระพุทธเจ้า ภายหลังจึงระลึกถึงอันตรายที่ภิกษุเคยเจอเมื่อบิณฑบาตในความมืด และเห็นว่าพระองค์ทรงนำเหตุแห่งทุกข์ออกไปมากมาย
เมื่อต้องเริ่มวินัยใหม่ เช่น เลิกเล่นโทรศัพท์ก่อนนอน ให้ลองทำต่อเนื่องสักระยะก่อนตัดสิน ประโยชน์บางอย่างเห็นได้เมื่อมองย้อนกลับไป
คนบางพวกเมื่อถูกบอกให้ละสิ่งใด กลับว่า "ทำไมต้องจู้จี้กับเรื่องเล็กน้อยแค่นี้" แล้วไม่ละ สำหรับเขา สิ่งเล็กน้อยนั้นกลายเป็นเครื่องผูกที่แข็งแรง มั่นคง เหมือนท่อนไม้ใหญ่ เปรียบเหมือนนกมูลไถที่ถูกผูกด้วยเถาวัลย์เปื่อย แต่ต้องรอความตายอยู่ตรงนั้น ใครจะว่าเถาวัลย์นั้นเป็นเครื่องผูกที่อ่อนแอก็ไม่ถูก
สังเกตคำว่า "แค่นี้เอง" ที่เราใช้ปกป้องนิสัยบางอย่าง ถ้าเราไม่ยอมเลิกทั้งที่มันเล็ก แปลว่ามันผูกเราไว้แน่นกว่าที่คิด
ส่วนกุลบุตรบางพวก เมื่อถูกบอกให้ละ ก็ละ และเคารพในคำสอน เขาอยู่อย่างไม่ขวนขวาย สงบ เลี้ยงชีพด้วยของที่ผู้อื่นให้ มีใจเหมือนกวางป่า สำหรับเขา สิ่งนั้นเป็นเครื่องผูกที่เปื่อย ไม่มีแก่นสาร เหมือนช้างหลวงงางามที่เคยออกศึก ถูกผูกด้วยเชือกเหนียว แต่เพียงบิดตัวเล็กน้อยก็ทำให้ขาดแล้วไปได้ตามใจ
ความเข้มแข็งที่แท้คือความพร้อมจะวาง เมื่อมีคนชี้ข้อบกพร่องที่มีเหตุผล ลองรับแล้วปรับทันทีโดยไม่ต่อรอง
คนจนมีกระท่อมหลังเดียวที่หลังคาผุ ต้องคอยไล่กา มีแคร่เก่า ข้าวเปลือกหม้อเดียว เมื่อเห็นภิกษุอยู่อย่างสงบก็อยากบวช แต่ทิ้งของเหล่านั้นไม่ได้ ส่วนคฤหบดีผู้มั่งคั่ง มีทองนับร้อยแท่ง นา ที่ดิน และบริวารมากมาย กลับละทิ้งออกบวชได้ เครื่องผูกจึงไม่ได้หนักเบาตามมูลค่าของสิ่งที่ผูก แต่ตามการยึดของใจ
ของที่ทิ้งยากที่สุดในบ้านอาจไม่ใช่ของแพง แต่เป็นของเก่าที่ผูกกับความทรงจำหรือความรู้สึกมั่นคง ลองดูว่าเรายึดอะไรไว้เพราะความเคยชินล้วน ๆ
ผู้ปฏิบัติเพื่อละอุปธิมี ๔ แบบ แบบแรกเมื่อความคิดที่ผูกพันเกิดขึ้นก็รับไว้ ไม่ละ แบบที่สองละได้ แบบที่สามบางครั้งสติเกิดช้า แต่เมื่อเกิดแล้วละได้ทันที เหมือนหยาดน้ำสองสามหยดที่ตกลงบนกระทะเหล็กที่ร้อนทั้งวัน หยดลงช้าแต่ระเหยไปเร็ว ทั้งสามแบบนี้ยังตรัสว่ายังมีเครื่องผูก แบบที่สี่รู้ว่าอุปธิเป็นรากของทุกข์ จึงหลุดพ้นจากอุปธิ
ไม่ต้องผิดหวังที่ความคิดไม่ดียังเกิด ให้ฝึกสติให้รู้ทันเร็วขึ้นแล้ววางทันที ให้ความคิดนั้นเป็นเหมือนหยดน้ำบนกระทะร้อน
ความสุขที่อาศัยกามคุณ ๕ ตรัสว่าเป็นกามสุข สุขไม่สะอาด สุขของปุถุชน ไม่ใช่สุขของพระอริยะ ไม่ควรเสพให้มาก ควรกลัว ส่วนความสุขในฌานทั้ง ๔ ตรัสว่าเป็นสุขเกิดจากการออกจากกาม จากความสงัด จากความสงบ และจากความตรัสรู้ ควรเสพ ควรทำให้มาก ไม่ต้องกลัว
เวลาว่าง ลองเลือกความสุขจากความสงบบ้าง เช่น นั่งเงียบ ๆ หรือเดินในสวน แทนการหาความบันเทิงผ่านหน้าจอทุกครั้ง
ทรงชี้ว่าฌานที่ ๑ ถึงที่ ๓ ยังหวั่นไหว เพราะยังมีวิตกวิจาร ปีติและสุข หรืออุเบกขาและสุข ฌานที่ ๔ ไม่หวั่นไหว แต่ทุกขั้นตั้งแต่ฌานที่ ๑ จนถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็ตรัสว่ายังไม่พอ ให้ละ ให้ก้าวล่วง จนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วตรัสถามพระอุทายีว่าเห็นสังโยชน์ใดทั้งละเอียดและหยาบ ที่พระองค์ไม่ได้ตรัสให้ละหรือไม่ พระอุทายีทูลว่าไม่เห็น
เมื่อได้ความสงบหรือความสำเร็จบางอย่าง ให้ชื่นชมได้ แต่อย่าหยุดอยู่ที่นั่นด้วยความพอใจเกินไป ความสุขที่ดีก็กลายเป็นที่ติดได้
ใจความสำคัญของพระสูตรไม่ได้อยู่ที่ขนาดของสิ่งที่ยึด แต่อยู่ที่ท่าทีของใจ นิสัยเล็ก ๆ ที่เราปกป้องด้วยคำว่า "แค่นี้เอง" อาจผูกเราแน่นกว่าเรื่องใหญ่ที่เราพร้อมปล่อย
กฎเรื่องเวลาฉันอาหารเป็นวินัยของภิกษุ ฆราวาสไม่จำเป็นต้องถือตาม ยกเว้นผู้ที่สมาทานศีล ๘ แต่เรื่องของพระอุทายีสอนว่า ข้อฝึกบางอย่างดูเหมือนเข้มงวดในตอนแรก แล้วค่อยเห็นประโยชน์เมื่อผ่านไประยะหนึ่ง
การที่ทรงให้ละแม้ความสุขในฌาน ไม่ได้แปลว่าความสุขที่ดีเป็นสิ่งเลว ในพระสูตรเดียวกันทรงสอนให้เสพความสุขในฌานให้มาก ไม่ต้องกลัว เพียงแต่ไม่ให้ติดอยู่แม้ในความสุขที่ประณีต
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
พระราชาส่งอำมาตย์สัยหะไปเชิญสหายที่ออกบวชกลับมารับตำแหน่งใหญ่ แต่ท่านปฏิเสธ — ยศและทรัพย์ที่ได้มาด้วยการทำตนให…
อดีตชาติของพระมหากัปปินะตามคัมภีร์อปทาน ผู้พิพากษาที่ปรารถนาเป็นผู้สอนภิกษุ ช่างหูกที่ร่วมกับภรรยาและชาวบ้านอุ…
ธรรม ๑๐ ข้อที่ทำให้พึ่งตนเองได้ — ครบทั้งความประพฤติ ความรู้ เพื่อน ความเพียร และปัญญา
คาถา ๕๕ บทของพระตาลปุฏะ อดีตนายบ้านนักเต้นรำ ครึ่งแรกเป็นความใฝ่ฝันว่า "เมื่อไรหนอ" จะได้อยู่อย่างอิสระ ครึ่งห…