ถามว่า ปฏิสัมภิทา ๔ ย่อมถึงการแยกออกในฐานะ ๒ เป็นไฉน ?
ตอบว่า ในฐานะ ๒ คือ เสกขภูมิ และอเสกขภูมิ.
ในฐานะ ๒ นั้น ปฏิสัมภิทาของพระมหาเถระแม้ทั้ง ๘๐ รูปถึง ประเภทอเสกขภูมิ คือ ได้แก่ปฏิสัมภิทาของ พระสารีบุตรเถระ ของ พระมหาโมคคัลลานเถระ ของ พระมหากัสสปเถระ ของ พระมหา- กัจจายนเถระ ของ พระมหาโกฏฐิตเถระ เป็นต้น. ปฏิสัมภิทาของ ผู้ถึงเสกขภูมิ คือ ของ พระอานันทเถระ ของ จิตตคหบดี ของ ธัมมิก- อุบาสก ของ อุบาลีคหบดี ของนางขุชชุตตราอุบาสิกา เป็นต้น ปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ย่อมถึงการแยกออกในภูมิทั้งสองเหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้.
ถามว่า ปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ย่อมเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ด้วยเหตุ ๕ เป็นไฉน ?
ตอบว่า ด้วยอธิคมะ ด้วยปริยัติ ด้วยสวนะ ด้วยปริปุจฉา ด้วย ปุพพโยคะ.
ในเหตุ ๕ เหล่านั้น พระอรหัต ชื่อว่า อธิคมะ จริงอยู่ เมื่อ บรรลุพระอรหัตแล้ว ปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ย่อมเป็นธรรมบริสุทธิ์. พระ- พุทธพจน์ ชื่อว่า ปริยัติ จริงอยู่เมื่อเรียนเอาซึ่งพระพุทธพจน์อยู่ ปฏิสัมภิทา ทั้งหลาย ย่อมเป็นธรรมบริสุทธิ์. การฟังพระธรรม ชื่อว่า สวนะ จริงอยู่ เมื่อฟังธรรมอยู่โดยเคารพ ปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ย่อมเป็นธรรมบริสุทธิ์. อรรถกถา ชื่อว่า ปริปุจฉา จริงอยู่ เมื่อกล่าวอยู่ซึ่งอรรถแห่งพระบาลีอันตน เรียนมาแล้ว ปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ย่อมเป็นธรรมบริสุทธิ์. ความเป็นพระ โยคาวจรในกาลก่อนคือ ความที่กรรมฐานอันตนบริหารแล้วโดยนัยแห่งการนำ กรรมฐานไปและนำกรรมฐานกลับมา (หรณปัจจาหรณวัตร) ในอดีตภพ ชื่อว่า