แสดงถึงความที่ผลของเหตุว่าเป็น อัตถะ (อัตถปฏิสัมภิทา). ในข้อนี้ พระ- ผู้มีพระภาคเจ้า ทรงยกธัมมปฏิสัมภิทาขึ้นชี้แจงก่อน โดยไม่เป็นไปตามระเบียบ อันว่าด้วยลำดับแห่งเหตุและผลที่ทรงตั้งไว้.
อนึ่ง ธรรมเหล่าใด อันต่างด้วยรูปและอรูปธรรม (ขันธ์ ๕) อันเกิด ขึ้นแล้วมีแล้วจากเหตุนั้น ๆ เพื่อแสดงซึ่งความที่ธรรมเหล่านั้นว่าเป็น อัตถะ (อัตถปฏิสัมภิทา) และเพื่อแสดงซึ่งความที่เหตุอันเกิดขึ้นแห่งรูปและอรูปธรรม นั้นๆ ว่าเป็น ธัมมะ (ธัมมปฏิสัมภิทา) พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส ธัมมวาระ ไว้.
ก็เพื่อแสดงซึ่งธรรมมีชราและมรณะเป็นต้นว่าเป็นอัตถะ (อัตถปฏิ- สัมภิทา) และซึ่งความที่ธรรม คือ ชาติ (การเกิด) กล่าวคือเหตุเกิดขึ้นแห่ง ชราและมรณะเป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัส ปัจจยาการวาระ.
ลำดับนั้น เพื่อแสดงซึ่งภาษิตนั้น ๆ กล่าวคือพระปริยัติ และซึ่งความ ที่อรรถแห่งภาษิตที่พึงบรรลุได้ด้วยปัจจัยกล่าวคือภาษิต พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัส ปริยัตติวาระ ในข้อนี้ อรรถแห่งภาษิตนั้นที่จะรู้ได้ ย่อมรู้ได้ด้วย ภาษิต ฉะนั้น พระองค์จึงทรงยกธัมมปฏิสัมภิทาขึ้นชี้แจงแสดงก่อนอัตถ- ปฏิสัมภิทา โดยมิได้แสดงไปตามลำดับ แห่งเนื้อความภาษิตที่พระองค์ตรัสไว้.
อนึ่ง เพื่อแสดงประเภทแห่งพระปริยัติธรรมว่า ในปฏิสัมภิทา ๔
เหล่านั้นธัมมปฏิสัมภิทาเป็นไฉน. จึงตรัส ปฏิสัมภิทา (คือ วาระที่วก
กลับมาชี้แจง) เป็นคำถามเป็นประธาน. ในวาระที่วกกลับมาชี้แจงนั้น ทรง ถือเอาแบบแผนทั้งหมดโดยไม่เหลือ ด้วยองค์ ๙๑ ซึ่งมีคำว่า สุตตะเป็นต้น ว่า เป็นธัมมปฏิสัมภิทา ทรงถือเอาแบบแผนทั้งหมดสิ้นเชิง โดยการแสดง
๑. องค์ ๙ คือสุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธรรม เวทัลละ