มัคคาธิปติ ด้วยการเจริญมรรคอันมีฉันทะ จิตตะเป็นหัวหน้า. แม้ในกาลแห่ง ผลก็ไม่พึงกล่าวนั่นแหละ.
ธัมมปฏิสัมภิทา เป็นมัคคารัมมณะ ในเวลาพิจารณามรรค. เมื่อ พิจารณากระทำมรรคให้เป็นหัวหน้า (ครุํ) เป็นมัคคาธิปติ ด้วยสามารถแห่ง อารัมมณาธิปติ.
ปฏิภาณปฏิสัมภิทา เป็นมัคคารัมมณะ ในเวลาพิจารณาญาณใน
มรรค. เมื่อพิจารณากระทำมรรคให้เป็นหัวหน้า (ครุํ) เป็นมัคคาธิปติ. เป็น
นวัตตัพพารัมมณะในเวลาพิจารณาญาณที่เหลือ.
นิรุตติปฏิสัมภิทา ชื่อว่า เป็นปัจจุปปันนารัมมณะ เพราะทำเสียง อันเป็นปัจจุบันนั่นแหละให้เป็นอารมณ์.
อัตถปฏิสัมภิทา เป็นอตีตารัมมณะ แก่ผู้พิจารณาอยู่ซึ่งอรรถแห่ง วิบาก อรรถแห่งกิริยา และอรรถอันอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น อันเป็นอดีต. เป็น
อนาคตารัมมณะแก่ผู้พิจารณาอยู่ซึ่งอรรถเหล่านั้นในอนาคต. เมื่อพิจารณา
อรรถอันเป็นปัจจุบัน เป็นปัจจุปปันนารัมมณะ. เมื่อพิจารณาปรมัตถ์ คือ พระนิพพาน เป็น นวัตตัพพารัมมณะ.
ธัมมปฏิสัมภิทา เป็นอตีตารัมมณะ แก่ผู้พิจารณาอยู่ซึ่งกุศล อกุศล และปัจจัยธรรม อันเป็นอดีต. เมื่อพิจารณาธรรมเหล่านั้นในอนาคต เป็น
อนาคตารัมมณะ. เมื่อพิจารณาในปัจจุปบันอยู่ เป็นปัจจุปันนารัมมณะ.
ปฏิภาณปฏิสัมภิทา เป็นอตีตารัมมณะแก่ผู้พิจารณาอยู่ซึ่งกุศลญาณ วิปากญาณ กิริยาญาณ อันเป็นอดีต. เมื่อพิจารณาในอนาคต เป็นอนาคตา
รัมมณะ. เมือพิจารณาในปัจจุบัน เป็นปัจจุปปันนารัมมณะ.
นิรุตติปฏิสัมภิทา เป็นพหิทธารัมมณะ เพราะมีเสียงเป็นอารมณ์.