ทีฆนิกาย มหาวรรค
ฉบับ มมร. · เล่ม ๑๔ · หน้า ๑๐๑ · ข้อ 246
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

ถ้าในท่านแม้เหล่านั้น ผู้ไร ๆ จะพึงอาจจะให้ถามพระองค์แล้วจะพึงตอบเสีย

เอง. แต่แม้ในท่านเหล่านั้น ใคร ๆ ก็ไม่อาจ.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ได้ทรงมีพระดำริอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าอย่างเราเท่านั้นจึงจะพึงอาจ และก็มีพระพุทธเจ้าองค์อื่นในที่ใด บ้างไหม แล้วก็ทรงแผ่พระญาณอันไม่มีที่สิ้นสุดไปในโลกธาตุอันไม่มีที่สิ้นสุด

ทรงตรวจดูก็ไม่ได้ทรงเห็นพระพุทธเจ้าองค์อื่น. ข้อที่ไม่ทรงเห็นผู้ใดเสมอ

พระองค์ในบัดนี้นั้นไม่น่าอัศจรรย์เลย แม้ในวันประสูติ เมื่อไม่ทรงเห็น ใครเสมอพระองค์ตามนัยที่กล่าวไว้ในอรรถกถาพรหมชาลสูตร พระองค์ก็ได้ เปล่งสีหนาทที่ไม่มีใครจะพึงปฏิวัติได้ว่า เราเป็นยอดของโลก ดังนี้. เมื่อไม่ ทรงเห็นคนอื่นเท่าพระองค์อย่างนี้แล้ว ก็ทรงคิดว่า ถ้าเราพึงถามแล้วตอบ เองเสียเลย แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ เทวดาเหล่านี้ ก็จะไม่อาจแทงตลอดได้ แต่เมื่อพระพุทธเจ้าองค์อื่นนั่นแล ทรงถามและเราตอบจึงจะเป็นสิ่งน่าอัศจรรย์ และพวกเทวดาก็จะสามารถแทงตลอดได้ด้วยฉะนั้น เราจะสร้างพระพุทธนิรมิต. แล้วทรงเข้าฌานที่มีอภิญญาเป็นบาท ครั้นทรงออกแล้วก็ทรงบริกรรมด้วย กามาวจรจิตทั้งหลายว่า ขอให้การถือบาตรและจีวร การเหลียวหน้าและ เหลียวหลัง และการคู้เข้าและเหยียดออกจงเหมือนเราทีเดียว แล้วก็ทรงอธิษ- ฐานด้วยรูปาวจรจิต เหมือนทำลายดวงจันทร์ที่กำลังลอยเด่นจากวงในโดยรอบ เขายุคนธรทางทิศตะวันออก ให้ออกไปอยู่ฉะนั้น.

ครั้นหมู่เทพได้เห็นพุทธนิรมิตนั้น ก็พูดว่า ท่าน พระจันทร์ดวงอื่น

ขึ้นไปแล้วหรือหนอแล. เมื่อพระพุทธที่ทรงนิรมิตละดวงจันทร์แล้วเข้ามาใกล้.

ก็พูดว่า ไม่ใช่พระจันทร์ แต่เป็นพระอาทิตย์ขึ้นต่างหาก เมื่อยิ่งใกล้เข้ามา อีก ก็พูดว่า ไม่ใช่พระอาทิตย์ แต่นั่นเป็นวิมานเทวดา. เมื่อยิ่งใกล้เข้ามาอีก ก็พูดว่า ไม่ใช่วิมานเทวดา แต่นั่นเป็นเทพบุตร. เมื่อยิ่งใกล้เข้ามาอีก ก็พูด