ทีฆนิกาย มหาวรรค
ฉบับ มมร. · เล่ม ๑๔ · หน้า ๒๐๒ · ข้อ 272
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

ทั้ง ๒ รูปก็พากันถามพระเถระบ้างว่า ของท่านเล่าขอรับ. พระเถระตอบว่า ผมไม่ได้ให้วิ่งออกนอกขันธ์ ๕ หมวดที่แนบแน่นในภายใน. ท่านทั้ง ๒ รูป จึงเรียนว่า ท่านขอรับ ท่านได้ทำสิ่งที่ทำได้ยากแล้ว. พึงเสพธรรมที่พึงรู้แจ้ง ได้ด้วยใจเห็นปานนี้ไว้เถิด.

คำว่า ผู้มีถ้อยคำมีที่สุดอย่างเดียว คือ ที่ชื่อว่า ผู้มีถ้อยคำมีที่สุด อย่างเดียว เพราะที่สุดถ้อยคำของคนเหล่านี้ อย่างเดียวเท่านั้นไม่ใช่ ๒ ถ้อยคำ. ท้าวสักกะทรงถามว่า ย่อมกล่าวอย่างเดียวเท่านั้น. คำว่า มีศีล มีที่สุดอันเดียว

คือมีมารยาทอย่างเดียว. คำว่า มีความพอใจ มีที่สุดอย่างเดียว คือ มีลัทธิ

อย่างเดียว. คำว่า มีการสิ้นสุด มีที่สุดอย่างเดียว คือมีการจบถ้วน มีที่สุด

อย่างเดียว. คำว่า ท่านจอมทวยเทพ โลกมีธาตุไม่ใช่อย่างเดียว มีธาตุ

ต่างกัน ความว่า ท่านจอมทวยเทพ ! โลกนี้มีอัธยาศัยไม่ใช่อย่างเดียว มี อัธยาศัยแตกต่างกัน เมื่อคนหนึ่งอยากเดิน ( แต่อีก ) คนหนึ่งอยากยืน เมื่อ อีกคนหนึ่งอยากยืน ( แต่อีก ) คนหนึ่งอยากนอน สัตว์ทั้ง ๒ ชื่อว่ามี อัธยาศัยอย่างเดียวกันหาได้ยาก.

ในโลกที่มีธาตุมากมาย และมีธาตุแตกต่างกันนั้น หมู่สัตว์ย่อมยึดมั่น ย่อมถือเอาธาตุใด ๆ อัธยาศัยใด ๆ คือ ก็ย่อมยึดมั่น ย่อมถือเอาธาตุนั้น ๆ แหละ ด้วยเรี่ยวแรง ด้วยการลูบคลำ เพราะฉะนั้น ท่านจึงแสดงคือ ระบุ ว่าย่อมยึดมากกว่า ย่อมถือเอามากล่าวอย่างดี ด้วยเรี่ยวแรงและด้วยการ

ลูบคลำ. คำว่า นี่เท่านั้นจริง อย่างอื่นโมฆะ คือ คำของพวกเราเท่านั้น

แหละจริง คำของคนเหล่าอื่นโมฆะ คือเปล่า ได้แก่ ไม่มีประโยชน์

ความฉิบหายอันเรียกว่า อันตะ (ที่สุด)ในบทว่า มีความดับเป็นที่สุด (ยิ่งล่วงส่วน) ชื่อว่า ผู้มีความดับล่วงส่วนเพราะความดับของเขาเหล่านั้นล่วง

ที่สุดแล้ว. ความดับของพวกเขาใด ความหวังอย่างยิ่งคือ พระนิพพานใด นั้น