อันงามอย่างนี้ ของข้าพระพุทธเจ้าฟุ้งไปว่า มหาโควินทพราหมณ์ อาจเห็น พรหมก็ได้ อาจจะสากัจฉา จะสนทนา จะปรึกษากับพรหมก็ได้ ข้าพระพุทธ- เจ้าเอง เห็นพรหมไม่ได้เลย จะสากัจฉากับพรหมก็ไม่ได้ จะสนทนากับพรหม ก็ไม่ได้ จะปรึกษากับพรหมก็ไม่ได้ แต่ข้าพระพุทธเจ้าได้ฟังคำนี้ของพวก พราหมณ์ผู้เฒ่าเป็นผู้หลัก ผู้ใหญ่ เป็นอาจารย์ ของอาจารย์ พูดกันอยู่ว่า ผู้ ใดหลีกเร้นอยู่ ๔ เดือนในฤดูฝน เพ่งกรุณาอยู่ผู้นั้นจะเห็นพรหมได้ จะ สากัจฉา จะสนทนา จะปรึกษากับพรหมก็ได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้า อยากจะหลีกเร้นอยู่ ๔ เดือนในฤดูฝน เพ่งกรุณาฌาน เป็นผู้อันใคร ๆ ไม่พึง เข้าไปหาเลย ยกเว้นแต่คนที่นำอาหาร ไปส่งคนเดียว. กษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์ นั้น ก็ทรงอนุญาตว่า บัดนี้ ท่านโควินท์ผู้เจริญ ย่อมสำคัญเวลาอันสมควร.
ครั้งนั้นแล มหาโควินทพราหมณ์ เข้าไปหาพราหมณ์มหาศาลทั้ง ๗ และข้าบริวาร ๗๐๐ คน แล้วได้กล่าวคำนี้กะพราหมณ์มหาศาล ๗ คน และ ข้าบริวาร ๗๐๐ คนว่า เกียรติศัพท์อันงามอย่างนี้ ของข้าพเจ้าฟุ้งขจรไปว่า มหาโควินทพราหมณ์ อาจเห็นพรหมก็ได้ มหาโควินทพราหมณ์อาจจะสากัจฉา จะสนทนา จะปรึกษากับพรหมก็ได้ ตัวข้าพเจ้าเองก็ไม่เห็นพรหมเลย จะ สากัจฉากับพรหมก็ไม่ได้ จะสนทนากับพรหมก็ไม่ได้ จะปรึกษากับพรหมก็ไม่ ได้ แต่ข้าพเจ้าได้ฟังคำนี้ของพวกพราหมณ์ผู้เฒ่าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นอาจารย์ ของอาจารย์พูดกันอยู่ว่า ผู้ใดหลีกเร้นอยู่ ๔ เดือน ในฤดูฝน เพ่งกรุณาฌาน อยู่ ผู้นั้นจะเห็นพรหมได้ จะสากัจฉา จะสนทนา จะปรึกษากับพรหมก็ได้ ถ้าเช่นนั้น ขอให้พวกท่านจงทำสาธยายมนต์ทั้งหลายตามที่ได้ฟังมา ตามที่ได้ เรียนมาโดยพิสดาร จงสอนมนต์กันและกันเถิด ข้าพเจ้าอยากจะหลีกเร้น ๔ เดือนในฤดูฝน เพ่งกรุณาฌาน เป็นผู้อันใคร ๆ ไม่พึงเข้าไปหาเลย ยกเว้น
แต่คนส่งอาหารคนเดียว. คนเหล่านั้นกล่าวว่า บัดนี้ ท่านโควินท์ผู้เจริญ ย่อม