นายกองเกวียนปรึกษากันว่า กองเกวียนนี้ใหญ่ มีเกวียนถึงพันเล่ม จำเราจะ แบ่งกองเกวียนนี้ออกเป็นสองกอง กองละห้าร้อยเล่ม. แล้วทั้งสองนายกอง เกวียนก็แบ่งกองเกวียนออกเป็นสองกองเท่า ๆ กัน. นายกองเกวียนคนหนึ่ง ก็ บรรทุกหญ้าไม้ และน้ำเป็นอันมากพากองเกวียนเดินทางไปก่อน. กองเกวียน นั้น เดินทางไปสอง-สามวัน ก็พบบุรุษตัวดำตาแดงสะพายแล่งธนู คล้องพวง มาลัยดอกโกมุท มีผ้าเปียกผมเปียก กำลังเดินส่วนทางมาด้วยรถคันงาม มีล้อ เปื้อนโคลน ครั้นแล้วจึงถามเขาว่าพ่อมหาจำเริญ ท่านมาแต่ไหน. บุรุษตัวดำ
ตอบว่าข้ามาแต่ชนบทโน้น. ถามว่า จะไปไหนล่ะ. ตอบว่า จะไปยังชนบท
โน้น. ถามว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ในทางกันดารข้างหน้าฝนตกชุกบ้างใหม่ พ่อ
มหาจำเริญ. ตอบว่า อย่างนั้นจ๊ะ ในทางกันดารข้างหน้า ฝนตกชุก หนทางก็
มีน้ำบริบูรณ์ หญ้าไม้และน้ำก็มีมาก โปรดทิ้งหญ้าไม้และน้ำของเก่าเสียเถิดนาย เกวียนมีภาระเบา จะไปได้เร็ว ๆ ยานพาหนะอย่าลำบากเลย. นายกองเกวียน นั้นก็เรียกพวกลูกเกวียนมาปรึกษาว่า พ่อคุณ บุรุษผู้นี้พูดว่า ทางกันดารข้าง หน้า ฝนตกชุก หนทางมีน้ำบริบูรณ์ หญ้าไม้และน้ำมีมาก ให้เราทิ้งหญ้า ไม้และน้ำของเก่าเสีย เกวียนบรรทุกเบาจะไปได้เร็ว ยานพาหนะก็ไม่ลำบาก ดังนี้แล้ว สั่งลูกเกวียนให้ทิ้งหญ้าไม้และน้ำของเก่าเสีย เกวียนก็มีภาระบรรทุก เบา พากองเกวียนเดินทางไปในที่พักกองเกวียนระยะแรก พวกเขาก็ไม่เห็น หญ้าไม้และน้ำในที่พักกองเกวียนระยะที่สอง-สาม-สี่-ห้า-หก แม้ระยะที่เจ็ด ก็ไม่พบเช่นเดียวกัน พวกเขาทั้งหมดต้องถึงความพินาศย่อยยับไป ผู้คนหรือ
ปศุสัตว์ทั้งหลายที่มีอยู่ในกองเกวียนนั้น. ยักษ์ผู้เป็นอมนุษย์นั้นก็กินเป็นภักษา
หมด. เหลือแต่กระดูกเท่านั้น. นายกองเกวียนคนที่สอง รู้ว่ากองเกวียนที่หนึ่ง
นั้นไปนานแล้วก็บรรทุกหญ้าไม้และน้ำเป็นอันมาก พากองเกวียนเดินทางไป กองเกวียนที่สองนั้นเดินทางไปได้สอง-สามวัน ก็ได้พบบุรุษตัวดำตาแดง