ทีฆนิกาย มหาวรรค
ฉบับ มมร. · เล่ม ๑๔ · หน้า ๒๙๖ · ข้อ 300
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

อยู่ เห็นปฏิจจสมุปบาทมีอวิชชาเป็นต้นแล้ว ข้ามพ้นความสงสัยเสียได้ว่า นี้เป็นเพียงปัจจัย และธรรมที่เกิดขึ้นเพราะปัจจัยเท่านั้น ไม่ใช้สัตว์หรือบุคคล จึงยกนามรูปกับทั้งปัจจัย ขึ้นสู่พระไตรลักษณ์เจริญวิปัสสนาอยู่ ย่อมบรรลุ

พระอรหัตโดยลำดับ. นี้เป็นทางปฏิบัติออกจากทุกข์จนถึงพระอรหัตของภิกษุ

รูปหนึ่ง.

ภิกษุผู้เจริญฌานกัมมัฏฐาน กำหนดนามรูปว่า องค์ฌานเหล่านี้อาศัย อะไร อาศัยวัตถุรูป กรัชกายชื่อว่าวัตถุรูป องค์ฌานจัดเป็นนาม กรัชกายจัด เป็นรูป เมื่อจะแสวงหาปัจจัยแห่งนามรูปนั้น จึงเห็นปัจจยาการมีอวิชชา เป็นต้น จึงข้ามความสงสัยเสียได้ว่า นี้เป็นเพียงปัจจัยและธรรมอาศัย ปัจจัย เกิดขึ้น ไม่ใช่สัตว์หรือบุคคล จึงยกนามรูปพร้อมทั้งปัจจัยขึ้นสู่ไตรลักษณ์ เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตโดยลำดับ. นี้เป็นมุขของการออกจากทุกข์ จนถึงพระอรหัตของภิกษุรูปหนึ่ง.

คำว่า อิติ อชฺฌตฺตํวา ในกายภายใน ความว่า พิจารณาเห็นกายใน กาย คือลมอัสสาสะปัสสาสะของตนอยู่อย่างนี้. คำว่า หรือ ภายนอก ความว่า หรือพิจารณาเห็นกายในกาย คือลมอัสสาสะปัสสาสะของคนอื่นอยู่. คำว่า ทั้ง ภายในทั้งภายนอก ความว่า หรือในกายคือ ลมอัสสาสะปัสสาสะของตนตามกาล ของคนอื่นตามกาล ด้วยคำนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส กาลที่ภิกษุนั้นไม่หยุด กัมมัฏฐานที่คล่องแคล่ว ให้กาย คือลมอัสสาสะปัสสาสะ สัญจรไปมาอยู่ ก็กิจ ทั้งสองนี้ ย่อมไม่ได้ในเวลาเดียวกัน.

คำว่า พิจารณาเห็นธรรมดา คือความเกิด ความว่า ลมอาศัยสูบ ของช่างทอง ๑ ลูกสูบ ๑ ความพยายามอันเกิดแต่ลูกสูบนั้น ๑ จึงจะสัญจรไป มาได้ฉันใด กาย คือลมอัสสาสะปัสสาสะก็อาศัยกรัชกาย ๑ ช่องจมูก ๑ จิต ๑