ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ-เถรคาถา-เถรีคาถา
ฉบับ มมร. · เล่ม ๕๑ · หน้า ๑๗๕ · ข้อ 294
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

นามว่า สิขี วันหนึ่ง เห็นพระศาสดา แล้วมีจิตเลื่อมใส ได้ถวายผลมะหาด แด่พระศาสดา.

ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิด เป็นบุตรของนายบ้าน ชื่อว่า โปฎิริยะ ในเมืองกบิลพัสดุ์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า โสณะ. เขาเจริญวัยแล้ว ได้เป็นเสนาบดี ของพระราชา พระ- นามว่า ภัตทิยะ สากิยะ.

ครั้นต่อมา เมื่อพระเจ้าภัททิยะ ทรงผนวชแล้วโดยนัยดังกล่าวแล้ว ในหนหลัง เสนาบดี ก็บวชตาม ด้วยคิดว่า ขึ้นชื่อว่า แม้พระราชาก็ยังทรง ออกผนวช การอยู่ครองเรือนของเราจะมีประโยชน์อะไร ? ก็ครั้นบวชแล้ว เป็นผู้มีการนอนหลับเป็นที่มายินดี ไม่หมั่นประกอบภาวนา พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประทับอยู่ ในอนุปิยอัมพวันวิหาร ทรงแผ่โอภาสของพระองค์ไป ยังสติ ให้เกิดแก่พระโสณโปฏิริยเถระ ด้วยพระโอภาสนั้น เมื่อจะทรงโอวาทพระเถระ ด้วยพระคาถานี้ ได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถา ความว่า

ราตรีอันประดับด้วยฤกษ์มาลินีเช่นนี้ ย่อมไม่

เป็นราตรีเพื่อจะหลับโดยแท้ ราตรีเช่นนี้ ย่อมเป็น

ราตรีอันผู้รู้แจ้งปรารถนาแล้ว เพื่อประกอบความเพียร.

ถ้าช้างพึงเหยียบเรา ผู้ตกลงจากคอช้าง เราตาย

เสียในสงคราม ประเสริฐกว่า แพ้แล้ว เป็นอยู่จะ

ประเสริฐอะไร ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ตาว สุปิตุํ โหติ รตฺติ นกฺขตฺ-

มาลินี. ความว่า เมื่อภิกษุผู้มีชาติแห่งวิญญูชน ได้ขณะที่ ๙ อันเว้นจาก

ขณะที่ไม่ใช่กาล ๘ อย่าง ตั้งอยู่แล้ว ยังทำพระอรหัตให้อยู่ในเงื้อมมือไม่ได้

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๒๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้