ในบทเหล่านั้น บัณฑิตพึงทราบอย่างนี้.
เทฺว ทิฏิสีสา จตฺตาโร สุทฺธสีสา สีสมูลกา
ตโย ตโยติ เอตาน อฏฺารส วิภาวเย.
แปลว่า
บัณฑิตพึงชี้แจงตัณหาวิจริตธรรม
๑๘ เหล่านี้ คือ ๒ บท ชื่อว่า ทิฏฐิสีสะ
(มีทิฏฐิเป็นประธาน) ๔ บทเป็นสุทธสีสะ
บทละสาม รวม ๑๒ บท เป็นสีสมูลกะ ดังนี้.
จริงอยู่ ในบทเหล่านั้น สองบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ด้วย สามารถแห่ง สัสสตะ และอุจเฉทะ ชื่อว่า ทิฏฐิสีสะ. สี่บทเหล่านี้ คือ อสฺมิ (แปลว่า ตัณหาว่าเราเป็น) ภวิสฺสํ (ตัณหาว่าเราจักเป็น) สิยํ (ตัณหา ว่าเราพึงเป็น) อปาหํ สิยํ (ตัณหาว่าเราพึงเป็นบ้าง) ชื่อว่า สุทธสีสะ
เท่านั้น. สิบสองบท คืออย่างละ ๓ มีคำว่า อิตฺถสฺมิ เป็นต้น (ตัณหาว่า
เราเป็นโดยประการนี้) ชื่อว่า สีสมูลกะ เพราะฉะนั้นพึงทราบ ตัณหาวิจริต ธรรมเหล่านั้น อย่างนี้ว่า สองบท ชื่อว่า ทิฏฐิสีสะ สี่บท ชื่อว่า สุทธสีสะ สิบสองบท ชื่อว่า สีสมูลกะ ดังนี้.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทรงจำแนกแสดงธรรมเหล่านั้น (ตัณ- หาวิจริต) โดยลำดับเทียว จึงเริ่มคำว่า กถญฺจ อสฺมีติ โหติ เป็นอาทิ (แปลว่า ก็ตัณหาว่า เรามี คือ อย่างไร). บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า กิญฺจิ- ธมฺมํ อนวการึ กริตฺวา (แปลว่า ไม่ทำการแยกธรรมอันใดอันหนึ่ง) อธิบายว่า ไม่ทำการแยกธรรมอะไร ๆ แม้สักอย่างหนึ่ง คือไม่ถือเอาแต่ละ อย่างในบรรดาธรรมทั้งหลายมีรูป เวทนาเป็นต้น โดยถือเอารวมกันนั่นแหละ.