Long Discourses: The Great Chapter
Édition thaïe MBU · Sutta Piṭaka — The Basket of Discourses · Volume 13 · 560 pages
Résumé par IA à partir du volume entier (57 sujets) — cliquez pour aller à la page où commence un sujet.
- Page 1–11 มหาปทานสูตร: ปรารภบุพเพนิวาส เทียบพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ ภิกษุกลุ่มหนึ่งสนทนากันเรื่องชาติก่อนของตน พระพุทธเจ้าทรงได้ยินด้วยทิพยโสต จึงเสด็จมาตรัสเล่าเปรียบเทียบพระพุทธเจ้า ๖ พระองค์ในอดีต คือ วิปัสสี สิขี เวสสภู กกุสันธะ โกนาคมนะ กัสสปะ กับพระองค์เอง ว่าแต่ละพระองค์ประสูติตระกูลใด มีพระชนมายุเท่าใด ตรัสรู้ใต้ต้นไม้อะไร มีอัครสาวกคู่ใด สาวกประชุมกันกี่ครั้ง ภิกษุทั้งหลายอัศจรรย์ใจว่าเหตุใดพระองค์จึงทรงระลึกได้ พระองค์ตรัสว่าเพราะทรงแทงตลอดธรรมธาตุ เทวดาก็มากราบทูลยืนยันด้วย
- Page 12–20 เหตุอัศจรรย์เมื่อทรงปฏิสนธิและประสูติ กับพยากรณ์มหาปุริสลักษณะ เมื่อพระโพธิสัตว์วิปัสสีจุติจากดุสิตลงสู่พระครรภ์พระมารดา และเมื่อประสูติ เกิดเหตุอัศจรรย์หลายอย่าง เช่น แสงสว่างทั่วโลกธาตุ พระมารดาประทับยืนประสูติ เทวดารับก่อนมนุษย์ เสด็จดำเนิน ๗ ก้าวแล้วตรัสว่า 'เราเป็นยอดของโลก' จากนั้นพราหมณ์ผู้รู้นิมิตตรวจพระวรกายพบมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ ทำนายว่าจะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิหากครองเรือน หรือพระพุทธเจ้าหากออกผนวช
- Page 21–32 เทวทูตทั้งสี่และการเสด็จออกผนวชของพระวิปัสสี พระเจ้าพันธุมทรงเลี้ยงดูพระวิปัสสีราชกุมารสุขสบายในปราสาท ๓ หลังตามฤดูกาล เพื่อกันมิให้ทรงเห็นทุกข์ตามคำทำนาย แต่เมื่อเสด็จประพาสอุทยาน พระองค์ทอดพระเนตรเห็นเทวทูตทั้งสี่ทีละครั้ง คือคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ ทุกครั้งทรงสลดพระทัยว่าพระองค์เองก็หนีความแก่ ความเจ็บ ความตายไม่พ้น เมื่อทอดพระเนตรเห็นสมณะ ทรงตัดสินพระทัยปลงพระเกศาผนวชเป็นบรรพชิตทันทีที่อุทยานนั้นเอง
- Page 33–48 ตรัสรู้ปฏิจจสมุปบาท พรหมอาราธนา และโปรดสาวกกลุ่มแรก ชาวเมืองพันธุมดี ๘๔,๐๐๐ คนบวชตามพระวิปัสสี แต่พระองค์ทรงหลีกไปบำเพ็ญเพียรลำพัง ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาทโดยอนุโลมและปฏิโลมจนตรัสรู้ แรกทรงลังเลจะแสดงธรรมเพราะเห็นว่าลึกซึ้งเกินสัตว์จะเข้าใจ จนท้าวมหาพรหมอาราธนาสามครั้ง จึงทรงตรวจดูสัตว์โลกด้วยอุปมาดอกบัวสามเหล่า แล้วเสด็จไปโปรดขัณฑราชกุมารกับติสสะบุตรปุโรหิตจนบรรลุอรหัตต์ ตามด้วยชาวเมืองอีก ๘๔,๐๐๐ คนที่ขอบวชตาม
- Page 49–63 ส่งสาวกประกาศศาสนา โอวาทปาฏิโมกข์ และเสด็จเยือนพรหมโลกสุทธาวาส เมื่อมีภิกษุสงฆ์มากกว่าหกล้านแปดแสนรูป พระวิปัสสีทรงส่งภิกษุจาริกประกาศธรรมทั่วทิศ ห้ามไปทางเดียวกันสองรูป กำหนดกลับมาสวดปาฏิโมกข์ทุกหกปี พร้อมตรัสโอวาทปาฏิโมกข์ว่าด้วยขันติและการไม่เบียดเบียน จากนั้นพระพุทธเจ้าโคตมะองค์ปัจจุบันทรงเล่าว่าเคยเสด็จเยือนพรหมโลกชั้นสุทธาวาส เทวดาที่เคยเป็นสาวกพระพุทธเจ้าในอดีตต่างเล่าประวัติพระพุทธเจ้าทั้งเจ็ดพระองค์ซ้ำให้ฟัง เนื้อหายังไม่จบ ต่อเนื่องไปหน้าถัดไป
- Page 64–67 ปิดท้ายมหาปทานสูตร: โอวาทปาติโมกข์และพุทธพยากรณ์ ๗ พระองค์ พระวิปัสสีพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์แก่สงฆ์ (ขันติเป็นตบะอย่างยิ่ง, ไม่ทำบาป, ทำกุศล, ทำจิตผ่องใส) จากนั้นเรื่องย้อนกลับมาที่พระพุทธเจ้าตรัสเล่าว่าเทวดาสุทธาวาสได้มาบอกพระองค์ถึงพระพุทธเจ้าในอดีตทีละพระองค์ครบทั้ง ๗ พระองค์ (วิปัสสี สิขี เวสสภู กกุสันธะ โกนาคมนะ กัสสปะ และพระองค์เอง) พร้อมชาติ โคตร อายุ ต้นโพธิ์ คู่อัครสาวก และบิดามารดา จบด้วยพระพุทธเจ้าตรัสว่าทรงระลึกถึงพระพุทธเจ้าเหล่านั้นได้ครบทุกด้าน แล้วจบพระสูตรด้วยภิกษุทั้งหลายชื่นชมภาษิต
- Page 68–79 เปิดอรรถกถามหาปทานสูตร: หลักภัทรกัปและนิมิตดอกบัวห้าดอก หน้า ๖๘ เป็นหน้าว่างไม่มีเนื้อหา คั่นระหว่างจบพระสูตรกับเริ่มอรรถกถา จากนั้นเริ่มอรรถกถาสุมังคลวิลาสีนีอธิบายสถานที่ตรัส (กเรริกุฏีในเชตวัน) เหตุที่ตรัสเรื่องนี้ อธิบายว่าภัทรกัปนี้พิเศษเพราะมีพระพุทธเจ้าอุบัติถึง ๕ พระองค์ พร้อมไล่รายพระนามพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตั้งแต่อดีตอสงไขยกัปจนถึงพระเมตเตยยะในอนาคต แล้วเล่าตำนานดอกบัวมหัศจรรย์ที่โพธิบัลลังก์ซึ่งจะบานเป็นลางบอกจำนวนพระพุทธเจ้าที่จะอุบัติในกัปนั้นๆ ให้พรหมสุทธาวาสทราบล่วงหน้า
- Page 80–92 ต้นโพธิ์ คู่พระอัครสาวก และเรื่องพระอานนท์ขอเป็นพุทธอุปัฏฐาก อธิบายต้นโพธิ์ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ คู่พระอัครสาวกจนถึงพระสารีบุตร-โมคคัลลานะ แล้วเล่าเรื่องเด่นว่าพระอานนท์ได้เป็นพุทธอุปัฏฐากประจำอย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสว่าทรงชราแล้วอยากได้อุปัฏฐากประจำ พระสารีบุตรและพระเถระ ๘๐ รูปอาสาแต่ถูกห้าม มีแต่พระอานนท์นิ่งเฉยจึงถูกขอให้รับหน้าที่ โดยทูลขอพร ๘ ประการ (ห้าม ๔ ขอ ๔) กันครหาว่าหวังลาภ นอกจากนี้กล่าวถึงบุตร ภรรยา พาหนะออกผนวช ขนาดวิหาร ผู้ถวายที่ดิน และสถานที่ ๔ แห่งที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์มีเหมือนกัน
- Page 93–100 หลุดพ้นห้าแบบ และการเลือกกำเนิดของพระโพธิสัตว์ อธิบายศัพท์แสดงคุณของพระพุทธเจ้าในอดีต เช่น การตัดตัณหามานะทิฐิ และวิมุตติ ๕ แบบ จากนั้นเริ่มเรื่องพระโพธิสัตว์เสด็จลงสู่พระครรภ์ กล่าวถึงมหาวิโลกนะ ๕ ที่พระโพธิสัตว์บนสวรรค์ดุสิตทรงพิจารณาก่อนจุติ คือกาลเวลา ทวีป ประเทศ ตระกูล และอายุพระมารดา ทรงเลือกประสูติในตระกูลกษัตริย์เมืองพันธุมดี จบด้วยพระสุบินของพระนางพันธุมดีเทวีที่ทรงฝันเห็นช้างเผือกเข้าสู่พระครรภ์ทางปรัศว์ขวา และพราหมณ์ทำนายว่าจะได้พระโอรสซึ่งจะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิหรือพระพุทธเจ้า
- Page 101–112 กฎธรรมชาติของพระโพธิสัตว์และปาฏิหาริย์วันประสูติ อธิบายกฎธรรมชาติ ๕ อย่าง (กรรม ดินฟ้าอากาศ พืช จิต และธรรมนิยามที่ทำให้โลกหวั่นไหวเมื่อพระโพธิสัตว์ปฏิสนธิ) กล่าวถึงท้าวมหาราช ๔ องค์อารักขาพระมารดาในครรภ์ พระมารดาไม่ลำบากใดๆ และสิ้นพระชนม์ ๗ วันหลังประสูติเป็นธรรมดา จากนั้นบรรยายวันประสูติ เสด็จออกจากครรภ์อย่างสะอาด สายน้ำอุ่นเย็นชำระพระวรกาย เสด็จย่างพระบาท ๗ ก้าวแล้วเปล่งอาสภิวาจาว่าทรงเป็นผู้เลิศในโลก พร้อมปาฏิหาริย์มากมาย เช่น คนตาบอดเห็น คนหูหนวกได้ยิน แต่ละอย่างเป็นบุพนิมิตทำนายคุณธรรมที่จะทรงบรรลุ
- Page 113–120 คำทำนายสองคติ และเริ่มมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ พราหมณ์ทำนายพระลักษณะพระกุมารว่ามีคติสองทาง คือเป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรมพร้อมแก้ว ๗ ประการ (จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว ขุนคลังแก้ว ขุนพลแก้ว) หรือเป็นพระพุทธเจ้าผู้เปิดโลก จากนั้นอรรถกถาไล่อธิบายมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการทีละข้อ เช่น ฝ่าพระบาทเรียบเสมอ ลายจักรที่ฝ่าพระบาท ส้นพระบาทยาว นิ้วพระหัตถ์ยาว ฝ่ามือฝ่าเท้าอ่อนนุ่ม นิ้วมีพังผืดดุจตาข่าย ข้อเท้าอยู่สูง พระชงฆ์เรียวดุจเนื้อทราย พระวรกายตรงดุจพรหม และท่อนบนดุจราชสีห์ ยังไม่จบ
- Page 121–127 มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ: อธิบายอย่างละเอียด หลังประสูติเกิดปาฏิหาริย์หลายอย่าง เช่น ดอกไม้บาน ประตูเปิดเอง เป็นลางบอกการตรัสรู้ในอนาคต และมีคำถามว่าพระมหาบุรุษทรงดำเนินบนพื้นดินจริงหรือทางอากาศ ซึ่งพระจูฬาภยเถระแก้ไว้ จากนั้นอธิบายมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการโดยละเอียด เช่น ฝ่าพระบาทเรียบเสมอ ลายจักรที่ฝ่าพระบาท นิ้วยาว ฝ่ามือฝ่าเท้ามีลายดุจตาข่าย พระวรกายตรงดุจพรหม พระทนต์ ๔๐ ซี่เรียบเสมอ พระสุรเสียงไพเราะกว่านกการเวก พระเนตรสีเขียวเข้ม และพระเศียรรูปอุณหิส
- Page 128–140 จากวัยเด็กสู่การตรัสรู้: เทวทูตสี่และการบำเพ็ญเพียร อธิบายที่มาพระนามวิปัสสี จากเหตุที่ทรงตัดสินคดีความได้ถูกต้องตั้งแต่เป็นทารก บรรยายปราสาท ๓ หลังสำหรับ ๓ ฤดู จากนั้นทรงพบเทวทูตทั้งสี่ระหว่างเสด็จประพาสอุทยาน คือคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช ทำให้ทรงสลดพระทัยและตัดสินพระทัยออกผนวช มีผู้ตามบวชด้วย ๘๔,๐๐๐ คน เสด็จจาริกสี่เดือนแล้วแยกไปบำเพ็ญเพียรพระองค์เดียวใต้ต้นโพธิ์ ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาทจนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พร้อมคาถา "เราพบท่านแล้ว นายช่างผู้สร้างเรือน"
- Page 141–151 พระพุทธเจ้าทรงลังเลจะแสดงธรรม จนพรหมอาราธนา พระพุทธเจ้าทรงดำริว่าธรรมที่ตรัสรู้ลึกซึ้งเห็นได้ยาก สัตว์โลกยังยินดีติดในกามคุณ จึงทรงท้อพระทัยจะแสดงธรรม ท้าวมหาพรหมทราบจึงเสด็จมาอาราธนาถึง ๓ ครั้งเกรงโลกจะฉิบหาย พระองค์ทรงตรวจดูสัตว์โลกด้วยพุทธจักษุ ดุจยืนบนยอดเขาเห็นดอกบัว ๔ เหล่า บางดอกพร้อมบานวันนี้ พรุ่งนี้ วันที่สาม และบางดอกจมน้ำเป็นอาหารปลา เปรียบบุคคล ๔ จำพวกคือ อุคฆฏิตัญญู วิปจิตัญญู เนยยะ ปทปรมะ จึงทรงตัดสินพระทัยแสดงธรรมโปรดสัตว์
- Page 152–164 แสดงธรรมครั้งแรก ศรัทธาแข่งทาน และโอวาทปาฏิโมกข์ พระวิปัสสีพุทธเจ้าเสด็จไปแสดงธรรมแก่ขัณฑกุมารและติสสบุตรปุโรหิตที่สวนเขมมฤคทายวัน ด้วยอนุปุพพิกถา ทั้งสองบรรลุอรหัตต์และมีผู้ตามบวชอีก ๘๔,๐๐๐ คน จากนั้นพระราชาและชาวเมืองแข่งกันถวายทานแด่สงฆ์นาน ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน มีเรื่องนางสุมนาลูกสาวเศรษฐีที่ใช้อุบายผ่านยามเพื่อถวายข้าวปายาสก่อนใคร ต่อมาพรหมอาราธนาอีกครั้ง ทรงให้สร้างวิหาร ๘๔,๐๐๐ หลัง และแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ (ไม่ทำบาปทั้งปวง ทำกุศลให้ถึงพร้อม ทำจิตให้ผ่องแผ้ว) จบอรรถกถามหาปทานสูตร
- Page 165–177 เริ่มมหานิทานสูตร: พระอานนท์ทูลถามปฏิจจสมุปบาท พระอานนท์ทูลว่าปฏิจจสมุปบาทแม้ลึกซึ้งแต่ดูเหมือนง่ายสำหรับท่าน พระพุทธเจ้าทรงตำหนิและอธิบายว่าสัตว์โลกยุ่งเหมือนเส้นด้ายเพราะไม่เข้าใจธรรมนี้ ทรงไล่เหตุปัจจัยทีละคู่จากชรามรณะย้อนไปถึงชาติ ภพ อุปาทาน ตัณหา เวทนา ผัสสะ นามรูป และวิญญาณที่อาศัยกันเกิด พร้อมขยายสายจากตัณหาไปสู่การแสวงหา ลาภ การยึดถือ ความตระหนี่ จนเกิดการทะเลาะวิวาท จากนั้นเริ่มอธิบายการบัญญัติอัตตา ๔ แบบ คือมีรูปหรือไม่มีรูป มีที่สุดหรือไม่มีที่สุด
- Page 178–184 จบปัจจยาการ การบัญญัติอัตตา และวิโมกข์ ๘ (จบมหานิทานสูตร) พระพุทธเจ้าตรัสสอนพระอานนท์ต่อว่าทุกข้อในสายปฏิจจสมุปบาท (เวทนา ตัณหา การแสวงหา ลาภ การตกลงใจ ความรักใคร่ พะวง ยึดถือ ตระหนี่ ป้องกัน) ล้วนเป็นเหตุปัจจัยของกัน จากนั้นทรงแสดงวิธีบัญญัติหรือไม่บัญญัติตัวตน ๔ แบบ วิธีเล็งเห็นเวทนาเป็นตัวตน และภิกษุผู้หลุดพ้นเพราะไม่ยึดมั่นย่อมไม่สะทกสะท้าน ปิดท้ายด้วยวิญญาณฐิติ ๗ อายตนะ ๒ และวิโมกข์ ๘ จบพระสูตรด้วยพระอานนท์ชื่นชมพระธรรมเทศนา
- Page 185–193 ที่มาชื่อกุรุชนบท และพระอานนท์ทูลถามปัญหาปฏิจจสมุปบาท อรรถกถาเล่าที่มาชื่อ กุรุ และ กัมมาสธัมมะ ย้อนถึงพระเจ้ามันธาตุราชผู้ได้เป็นถึงท้าวสักกะกึ่งหนึ่งแต่ยังไม่อิ่มในกาม และกัมมาสบาทมนุษย์กินคนที่พระโพธิสัตว์ทรมานได้ จากนั้นเล่าว่าค่ำวันหนึ่งพระอานนท์นั่งพิจารณาปัจจยาการจนเห็นแจ้งง่ายดาย จึงเข้าเฝ้าทูลว่าปฏิจจสมุปบาทซึ่งว่าลึกซึ้งกลับดูง่ายสำหรับท่าน พระพุทธเจ้าทรงทักท้วงทันทีพร้อมอุปมา ๔ เรื่อง หินนักมวยปล้ำ ปลายักษ์ในมหาสมุทร ครุฑ และราหู
- Page 194–201 เหตุที่ปฏิจจสมุปบาทดูง่ายสำหรับพระอานนท์ เรื่องพระสุมนกุมาร อรรถกถาอธิบายว่าปฏิจจสมุปบาทปรากฏง่ายแก่พระอานนท์เพราะ ๔ เหตุ คือบุญบารมีในชาติก่อน การอยู่ในสำนักครู ความเป็นโสดาบัน และความเป็นพหูสูต แล้วเล่าชาติหนึ่งของพระอานนท์ครั้งเป็นสุมนกุมารน้องพระเจ้าปทุมุตตระพุทธเจ้า ทูลขอพรบำรุงพระพุทธเจ้า ๓ เดือน สร้างวัดตลอดทาง ๒,๐๐๐ โยชน์ ถวายทานยิ่งใหญ่ แล้วตั้งความปรารถนาเป็นพุทธอุปัฏฐากในอนาคต ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่าจะได้เป็นอุปัฏฐากของพระพุทธเจ้าโคดมคือพระอานนท์ในชาตินี้เอง
- Page 202–206 พระพุทธเจ้าทรงเตือนพระอานนท์ และความลึกซึ้ง ๔ ด้านของปฏิจจสมุปบาท พระพุทธเจ้าตรัสเตือนพระอานนท์อย่างจริงจังว่าหากปฏิจจสมุปบาทง่ายจริง เหตุใดท่านจึงยังไม่บรรลุอรหัตหรือสัพพัญญุตญาณดุจพระพุทธเจ้าผู้บำเพ็ญบารมีมา ๔ อสงไขยแสนกัป ทรงเล่าว่าคืนตรัสรู้ทรงเพียรจนเห็นแจ้งอวิชชาเป็นปัจจัยของสังขารในยามใกล้รุ่ง หมื่นโลกธาตุจึงสั่นสะเทือน จากนั้นอรรถกถาอธิบายความลึกซึ้ง ๔ ด้านของปฏิจจสมุปบาท คือลึกซึ้งโดยอรรถ โดยธรรม โดยเทศนา และโดยปฏิเวธ
- Page 207–220 อรรถกถาขยายความปัจจัยแต่ละข้อ ตั้งแต่ตัณหาถึงการยึดถือว่าตัวตน อรรถกถาไขความคำศัพท์ในสายปัจจยาการทีละคำ เช่น การแสวงหา ลาภ การวินิจฉัย ความยินดี การยึดถือ ความตระหนี่ การป้องกันจนถึงการทะเลาะวิวาท พร้อมอธิบายว่านามรูปกับวิญญาณเป็นปัจจัยเกื้อกูลกันอย่างไรตั้งแต่ปฏิสนธิในครรภ์มารดา แล้วอธิบายวิธีที่คนบัญญัติหรือไม่บัญญัติตัวตนว่ามีรูปหรือไม่มีรูป มีที่สุดหรือไม่มีที่สุด และสักกายทิฏฐิที่เห็นเวทนาเป็นตัวตนซึ่งเป็นความเห็นผิด
- Page 221–231 วัฏฏะผ่านอวิชชา-ตัณหา-ทิฐิ วิญญาณฐิติ ๗ ภูมิ และวิโมกข์ ๘ อรรถกถาอธิบายว่าพระพุทธเจ้าตรัสเรื่องวัฏสงสารผ่าน ๓ หัวข้อคืออวิชชา ตัณหา และทิฐิสลับกันไป แล้วไขความวิญญาณฐิติ ๗ ภูมิอย่างละเอียด คือมนุษย์ เทวดาต่างๆ พรหมชั้นต่างๆ พร้อมยกเรื่องยักษิณีปิยังกรมาตาสอนบุตรจนบรรลุโสดาบัน ปิดท้ายด้วยอรรถกถาวิโมกข์ ๘ และข้อถกเถียงเรื่องอุภโตภาควิมุตติที่ยุติได้ด้วยพระจุลลสุมนเถระใต้โลหปราสาท จบอรรถกถามหานิทานสูตร
- Page 232–234 หน้าว่าง แล้วเริ่มมหาปรินิพพานสูตร พระเจ้าอชาตศัตรูคิดปราบแคว้นวัชชี หน้า ๒๓๒ เป็นหน้าว่างไม่มีเนื้อหา จากนั้นเริ่มมหาปรินิพพานสูตร พระผู้มีพระภาคประทับที่ภูเขาคิชฌกูฏใกล้กรุงราชคฤห์ พระเจ้าอชาตศัตรูดำริจะยกทัพปราบแคว้นวัชชีให้ย่อยยับ จึงส่งวัสสการพราหมณ์มหาอำมาตย์ไปทูลถามความเห็นของพระพุทธเจ้าก่อนตัดสินใจทำสงคราม
- Page 235–247 เริ่มมหาปรินิพพานสูตร: อชาตศัตรูคิดปราบวัชชี และอปริหานิยธรรม เริ่มมหาปรินิพพานสูตร พระเจ้าอชาตศัตรูแห่งมคธคิดยกทัพปราบแคว้นวัชชี จึงส่งวัสสการพราหมณ์ไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสถามพระอานนท์เรื่องอปริหานิยธรรม 7 ของเจ้าวัชชี ทำให้วัสสการพราหมณ์สรุปว่าต้องเจรจาไม่ใช่รบ จากนั้นทรงแสดงอปริหานิยธรรม 7 อีกหลายหมวดแก่สงฆ์ และอปริหานิยธรรม 6 ว่าด้วยเมตตาและการแบ่งปันกัน
- Page 248–258 สารีบุตรบันลือสีหนาท และพยากรณ์นครปาฏลิบุตร พระพุทธเจ้าเสด็จอัมพลัฏฐิกาและนาลันทา พระสารีบุตรกราบทูลว่าไม่มีใครมีปัญญาเทียบพระองค์ได้ เมื่อถูกซักถามจึงอธิบายด้วยอุปมานายประตูเมืองที่รู้ทางเข้าออกแม้ไม่เห็นทุกคน จากนั้นที่ปาฏลิคามทรงแสดงโทษ 5 ของคนทุศีลและอานิสงส์ 5 ของคนมีศีล คืนนั้นทรงเห็นเทวดาหวงแหนพื้นที่ที่สุนีธะวัสสการะกำลังสร้างเมือง จึงพยากรณ์ว่าจะเป็นนครปาฏลิบุตรอันเจริญที่สุดแต่จะพินาศด้วยไฟ น้ำ หรือแตกสามัคคี
- Page 259–266 ปาฏิหาริย์ข้ามแม่น้ำคงคา อริยสัจ 4 ที่โกฏิคาม และแว่นธรรม พระพุทธเจ้าเสด็จออกทางประตูที่ได้ชื่อว่าโคตมทวาร ทรงหายตัวจากฝั่งนี้ไปปรากฏอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำคงคาที่กำลังเต็มฝั่งทันที ทรงเปล่งอุทานว่าคนมีปัญญาข้ามห้วงน้ำได้โดยไม่ต้องผูกทุ่น จบภาณวารที่ 1 ที่โกฏิคามทรงแสดงว่าเพราะไม่ตรัสรู้อริยสัจ 4 จึงต้องเวียนว่ายตายเกิดมานาน ที่นาทิกะพระอานนท์ทูลถามคติของสาวกที่ตายไปหลายคน พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์แล้วแสดง "แว่นธรรม"
- Page 267–272 นครเวสาลี: สติปัฏฐาน และนางอัมพปาลีถวายสวนมะม่วง ที่อัมพปาลีวันในเวสาลี พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักสติและสัมปชัญญะแก่ภิกษุ นางอัมพปาลีคณิกาทราบข่าวจึงเข้าเฝ้าและทูลนิมนต์ถวายภัตตาหาร พระองค์ทรงรับ เจ้าลิจฉวีแต่งกายสีต่างๆ มาทีหลังเสนอซื้อสิทธิ์เลี้ยงพระด้วยเงินแสนแต่นางไม่ยอมขาย พระพุทธเจ้าทรงเปรียบขบวนเจ้าลิจฉวีกับเทวดาดาวดึงส์ หลังฉันภัตตาหารนางอัมพปาลีถวายสวนมะม่วงของตนแด่สงฆ์
- Page 273–280 พรรษาสุดท้าย พระประชวรหนัก และทรงปลงอายุสังขาร พระพุทธเจ้าเข้าพรรษาสุดท้าย (พรรษาที่ 45) ที่เวฬุวคาม ระหว่างนั้นทรงประชวรหนักใกล้สิ้นพระชนม์แต่ทรงข่มเวทนาด้วยความเพียร พระอานนท์ทุกข์ใจมากจนร่างกายเหมือนหนักอึ้ง พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้มีตนเป็นเกาะมีตนเป็นสรณะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง จากนั้นที่ปาวาลเจดีย์ทรงบอกใบ้ว่าผู้เจริญอิทธิบาท 4 อยู่ได้ตลอดกัป แต่พระอานนท์มีจิตถูกมารดลใจจึงไม่ทูลขอให้ทรงพระชนม์อยู่ต่อ มารจึงทูลขอให้ปรินิพพาน พระพุทธเจ้าทรงปลงอายุสังขารที่ปาวาลเจดีย์ เกิดแผ่นดินไหวใหญ่
- Page 281–291 เหตุแผ่นดินไหว มารทูลขอตั้งแต่ตรัสรู้ และประกาศปลงอายุสังขาร พระพุทธเจ้าอธิบายเหตุแผ่นดินไหว 8 ประการ บริษัท 8 อภิภายตนะ 8 และวิโมกข์ 8 แก่พระอานนท์ แล้วทรงเล่าย้อนว่ามารเคยทูลขอให้ปรินิพพานตั้งแต่แรกตรัสรู้แต่ทรงปฏิเสธ ทรงตำหนิว่าพระอานนท์พลาดโอกาสทูลขอให้ทรงพระชนม์อยู่ต่อถึงสามครั้ง ทรงรำลึกสถานที่ต่างๆ ที่เคยประทับ แล้วเสด็จแจ้งข่าวปลงอายุสังขารแก่สงฆ์ที่กูฏาคารศาลา ตรัสโพธิปักขิยธรรม 37 พร้อมคาถา "วัยของเราแก่หง่อมแล้ว" ก่อนเสด็จออกจากเวสาลีเป็นครั้งสุดท้ายด้วยอาการนาคาวโลก
- Page 292 มารทูลขอปรินิพพาน พระพุทธเจ้าทรงปลงอายุสังขาร แสดงอภิภายตนะ ๘ และวิโมกข์ ๘ แล้วเล่าว่ามารมาทูลขอให้พระพุทธเจ้าปรินิพพานอีกครั้งที่ปาวาลเจดีย์ พระองค์ทรงรับคำว่าจะปรินิพพานในอีก ๓ เดือนและทรงปลงอายุสังขาร เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ พระอานนท์เสียใจที่ไม่ทันทูลขอให้ทรงพระชนม์อยู่ต่อ จากนั้นทรงทบทวนสถานที่ประทับอันน่ารื่นรมย์ในราชคฤห์และเวสาลี แสดงโพธิปักขิยธรรม ๓๗ และตรัสสอนเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ ที่บ้านภัณฑคาม
- Page 293–305 มหาปเทส ๔ บิณฑบาตสูกรมัททวะของนายจุนทะ ทรงแสดงมหาปเทส ๔ วิธีตรวจสอบคำสอนแท้จริง ระหว่างเสด็จผ่านโภคนคร แล้วเสด็จถึงเมืองปาวา นายจุนทกัมมารบุตรถวายสูกรมัททวะ หลังเสวยทรงประชวรลงพระโลหิตอย่างหนัก แต่ยังเสด็จมุ่งสู่กุสินารา ปุกกุสมัลลบุตรเลื่อมใสในเรื่องฌานสมาบัติจนขอถึงสรณะ ถวายผ้าสีทอง และตรัสว่าบิณฑบาตของจุนทะมีอานิสงส์เท่ากับบิณฑบาตก่อนตรัสรู้ ไม่ควรมีผู้ใดตำหนิ
- Page 306–313 บรรทมระหว่างไม้สาละคู่ สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล เสด็จถึงสาลวันเมืองกุสินารา บรรทมระหว่างต้นสาละคู่ ดอกไม้ทิพย์และดนตรีทิพย์ตกลงมาบูชา แต่พระองค์ตรัสว่าการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมต่างหากคือการบูชาอย่างแท้จริง ทรงแสดงสังเวชนียสถาน ๔ ตำบล วิธีปฏิบัติต่อสตรีและพระสรีระหลังปรินิพพาน จากนั้นพระอานนท์เข้าไปร้องไห้ในวิหาร พระพุทธเจ้าทรงปลอบและตรัสสรรเสริญคุณธรรมของพระอานนท์
- Page 314–322 เรื่องพระเจ้ามหาสุทัสสนะ สุภัททะบวชเป็นสาวกองค์สุดท้าย พระอานนท์ทูลขอให้ปรินิพพานในเมืองใหญ่ พระพุทธเจ้าตรัสเล่าว่ากุสินาราเคยเป็นราชธานีอันรุ่งเรืองของพระเจ้าจักรพรรดิมหาสุทัสสนะมาก่อน สุภัททปริพาชกขอเข้าเฝ้าทูลถามปัญหา ได้ฟังธรรมเรื่องมรรคมีองค์ ๘ เลื่อมใสขอบวชและสำเร็จอรหัตต์ในคืนเดียวกัน เป็นสาวกองค์สุดท้าย จากนั้นพระพุทธเจ้าประทานโอวาทว่าพระธรรมวินัยจะเป็นศาสดาแทนพระองค์ อนุญาตให้ถอนสิกขาบทเล็กน้อยได้ และตรัสปัจฉิมวาจาเรื่องความไม่ประมาท
- Page 323–336 การปรินิพพาน ถวายพระเพลิง และแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธเจ้าทรงเข้าฌานตามลำดับแล้วเสด็จปรินิพพาน เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ พรหม พระอินทร์ พระอนุรุทธะ และพระอานนท์กล่าวคาถาสังเวช พวกเจ้ามัลละบูชาพระศพ ๗ วันแต่ยกไม่ขึ้นเพราะเทวดาต้องการให้รอพระมหากัสสปะมาถวายบังคมก่อน หลังถวายพระเพลิงเหลือแต่พระอัฐิ กษัตริย์ ๗ เมืองส่งทูตแย่งชิงพระบรมสารีริกธาตุ โทณพราหมณ์เจรจาไกล่เกลี่ยแบ่งเป็น ๘ ส่วนเท่ากัน
- Page 337–348 อรรถกถา: แผนพระเจ้าอชาตศัตรูปราบแคว้นวัชชี อรรถกถาอธิบายมหาปรินิพพานสูตรตั้งแต่ต้น ย้อนเล่าว่าพระเจ้าอชาตศัตรูทรงดำริยกทัพปราบแคว้นวัชชีเพราะแค้นเรื่องแย่งของมีค่าริมแม่น้ำคงคา จึงส่งวัสสการพราหมณ์ไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสหลักธรรมอปริหานิยธรรม ๗ ประการ พราหมณ์เข้าใจว่าต้องทำลายความสามัคคีจึงจะปราบได้ แฝงตัวยุแยงเจ้าลิจฉวีทีละองค์นานถึง ๓ ปี จนแตกความสามัคคี สุดท้ายพระเจ้าอชาตศัตรูจึงยกทัพเข้ายึดเวสาลีได้สำเร็จ
- Page 349–359 แผนวัสสการพราหมณ์ทำลายวัชชีสำเร็จ กับธรรมไม่เสื่อมของสงฆ์ วัสสการพราหมณ์แสร้งถูกเนรเทศไปอยู่กับเจ้าลิจฉวี ใช้เวลา ๓ ปียุแยงจนเจ้าลิจฉวีแตกสามัคคี พระเจ้าอชาตศัตรูจึงยกทัพเข้ายึดเมืองเวสาลีได้สำเร็จ จากนั้นอรรถกถาอธิบายธรรมไม่เสื่อมของภิกษุสงฆ์แบบเดียวกัน คือประชุมพร้อมเพรียง ไม่บัญญัติสิ่งใหม่นอกพระวินัย เคารพพระเถระ ยินดีอยู่ป่า มีสติ มีศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหูสูต ความเพียร สติ ปัญญา และโพชฌงค์ ๗
- Page 360–366 สาราณียธรรม ๖ กับเรื่องพระติสสเถระและพระนาคเถรี อธิบายสาราณียธรรม ๖ ที่ทำให้สงฆ์กลมเกลียวรักใคร่กัน คือเมตตากายกรรม วจีกรรม มโนกรรม แบ่งปันลาภโดยเสมอกัน มีศีลและทิฏฐิร่วมกัน พร้อมเรื่องเล่าพระติสสเถระผู้บำเพ็ญสาราณียธรรมจนของในบาตรไม่หมดแม้แจกภิกษุมาก และพระนาคเถรีพาภิกษุณี ๑๒ รูปหนีภัย เทวดาประจำต้นไม้ช่วยเลี้ยงดูตลอด ๗ ปี
- Page 367–374 ปาฏลิคาม คำทำนายเมืองปาฏลีบุตร และข้ามแม่น้ำคงคา พระพุทธเจ้าประทับเรือนพักที่ปาฏลิคาม ทรงแสดงโทษของผู้ทุศีล ๕ ประการและอานิสงส์ของผู้มีศีล ๕ ประการ เช้าวันรุ่งขึ้นทรงทำนายว่าเมืองที่สุนีธะและวัสสการะกำลังสร้างจะเป็นนครเอกทางการค้าแต่ในอนาคตจะพินาศด้วยไฟ น้ำ หรือความแตกแยกกันเอง จากนั้นเสด็จข้ามแม่น้ำคงคาด้วยฤทธิ์ขณะที่ชาวบ้านต้องต่อแพ แล้วแสดงอริยสัจ ๔ ที่โกฏิคาม และธรรมาทาสที่นาทิกคาม
- Page 375–386 อัมพปาลีถวายภัตตาหาร พุทธประชวรหนัก และสารีบุตรลานิพพาน ที่สวนอัมพปาลี พระพุทธเจ้าทรงเปรียบขบวนเจ้าลิจฉวีงดงามดังเทวดาดาวดึงส์ นางอัมพปาลีคณิกาถวายภัตตาหารตัดหน้าเจ้าลิจฉวี แล้วประชวรหนักใกล้ตายที่เวฬุวคาม ทรงข่มเวทนาด้วยสมาบัติไม่ปรินิพพานก่อนสั่งสอนสงฆ์ ตรัสสอนให้มีตนและธรรมเป็นที่พึ่ง จากนั้นพระสารีบุตรทราบว่าจะปรินิพพานใน ๗ วัน ตัดสินใจกลับไปโปรดมารดาที่บ้านเกิดนาลกคาม แสดงฤทธิ์และทูลลาพระพุทธเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย
- Page 387–398 สารีบุตรโปรดมารดาบรรลุโสดาบัน นิพพาน และมารทูลให้พระพุทธเจ้าปรินิพพาน พระสารีบุตรแสดงพุทธคุณให้มารดาฟังจนบรรลุโสดาปัตติผล ขอขมาสงฆ์แล้วปรินิพพานรุ่งเช้าที่ห้องเกิด พระจุนทะนำอัฐิธาตุไปถวาย ระหว่างทางพระโมคคัลลานะก็ปรินิพพานเช่นกัน เมื่อกลับเวสาลี พระพุทธเจ้าตรัสว่าทรงมีฤทธิ์อยู่ได้ถึงหนึ่งกัปหากมีผู้ทูลขอ แต่พระอานนท์ถูกมารดลใจไม่ทูลขอ มารจึงทูลเตือนคำสัญญาเก่าให้ปรินิพพาน พระพุทธเจ้าทรงปลงอายุสังขาร เกิดแผ่นดินไหวใหญ่
- Page 399–405 อภิภายตนะ วิโมกข์ ทรงตำหนิพระอานนท์ และหลักมหาปเทส ๔ อธิบายอภิภายตนะ ๘ และวิโมกข์ ๘ ที่ทรงแสดงเพื่อยืนยันความไม่ทรงหวาดกลัวมาร จากนั้นทรงตำหนิพระอานนท์ที่ไม่ทูลขอให้ทรงพระชนม์อยู่ต่อทั้งที่ทรงแย้มพรายถึง ๓ ครั้ง สอนว่าสิ่งที่รักที่พอใจล้วนต้องพลัดพราก ขอให้สงฆ์เป็นที่พึ่งแก่ตนเอง จากนั้นทรงหันกลับทั้งพระวรกายเหมือนพญาช้างมองเมืองเวสาลีเป็นครั้งสุดท้าย และทรงวางหลักมหาปเทส ๔
- Page 406–407 อภิภายตนะ วิโมกข์ พระอานนท์พลาดทูลขอให้ทรงพระชนม์อยู่ มหาปเทส 4 อรรถกถาอธิบายอภิภายตนะ 8 และวิโมกข์ 8 ว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้เพื่อให้เห็นว่าพระองค์ไม่ทรงกลัวแม้เผชิญมาร จากนั้นเล่าว่าพระพุทธเจ้าทรงตำหนิพระอานนท์อย่างละมุนละม่อมที่ไม่ทูลขอให้ทรงพระชนม์อยู่ต่ออีกกัป ทั้งที่ทรงแสดงนิมิตชัดเจนถึง 3 ครั้งที่กรุงเวสาลี และเรื่องการเหลียวพระวรกายทั้งองค์มองกรุงเวสาลีเป็นครั้งสุดท้ายดุจพญาช้าง จบด้วยมหาปเทส 4 หลักตรวจสอบคำสอนแท้โดยเทียบกับพระสูตรและพระวินัย
- Page 408–413 สูกรมัททวะมื้อสุดท้าย เสด็จสู่กุสินารา ผ้าสีทองของปุกกุสะ อธิบายความหมายของสูกรมัททวะอาหารมื้อสุดท้ายที่นายจุนทะถวาย พระพุทธเจ้าตรัสปกป้องนายจุนทะไม่ให้ถูกครหาว่าถวายอาหารเป็นพิษ ระหว่างเดินทางสู่กุสินาราทรงประทับพักหลายแห่งเพราะประชวรหนัก เจ้าปุกกุสะมัลละถวายผ้าเนื้อดีสีทองคู่หนึ่งแด่พระองค์และพระอานนท์ พระฉวีวรรณทองคำเปล่งรัศมีจนกลบผ้า และอธิบายเหตุที่บิณฑบาตของนางสุชาดากับของนายจุนทะมีอานิสงส์เท่ากัน
- Page 414–420 เหตุเลือกกุสินารา ท่าบรรทมสีหไสยา สาละผลิดอกนอกฤดู เทวดาบูชา อธิบายเหตุผล 3 ประการที่พระพุทธเจ้าทรงเลือกปรินิพพานที่กุสินาราแทนที่อื่น จากนั้นอธิบายท่าบรรทมแบบราชสีห์เปรียบเทียบกับการนอนของสัตว์บริโภคกามและเปรตเพื่อแสดงความสงบมีสติของพระพุทธเจ้า พรรณนาปาฏิหาริย์ต้นสาละทั่วหมื่นจักรวาลผลิดอกนอกฤดู เทวดาโปรยดอกไม้ทิพย์ จุณจันทน์ และประโคมดนตรีทิพย์บูชาพระสรีระ
- Page 421–428 ปฏิบัติบูชาสูงสุด เทวดาติเตียนพระอุปวาณะ สังเวชนียสถาน การปฏิบัติต่อสตรี พระพุทธเจ้าทรงสอนพระอานนท์ว่าการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมเป็นการบูชาสูงสุดที่ค้ำจุนพระศาสนาไว้ได้ ยิ่งกว่าการบูชาด้วยดอกไม้ของหอมซึ่งไม่อาจดำรงศาสนาไว้ได้แม้ครู่เดียว ตามด้วยเรื่องพระอุปวาณเถระถูกขับไล่เพราะบังทางไม่ให้เทวดาเห็นพระพักตร์ ปิดท้ายด้วยคำสอนเรื่องสังเวชนียสถาน 4 แห่ง และการปฏิบัติต่อสตรีโดยไม่พูดคุยเพื่อป้องกันราคะ
- Page 429–435 พระอานนท์ร้องไห้ที่เสาซุ้มประตู กุสินาราคือกุสาวดี สุภัททปริพาชกมาขอเข้าเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสห้ามสร้างสถูปแก่ภิกษุปุถุชนทั่วไป จากนั้นบรรยายพระอานนท์แอบไปยืนร้องไห้ที่เสาซุ้มประตูวิหารด้วยความเศร้าที่พระศาสดาใกล้ปรินิพพาน พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญคุณพระอานนท์อย่างยิ่ง แล้วตรัสว่ากุสินาราเคยเป็นราชธานีใหญ่ชื่อกุสาวดีของพระเจ้ามหาสุทัสสนะ ก่อนจบด้วยสุภัททปริพาชกเดินทางมาขอเข้าเฝ้าแต่ถูกพระอานนท์ห้ามไว้ก่อน
- Page 436–441 สุภัททะบวชสำเร็จเป็นปัจฉิมสาวก พระโอวาทสุดท้ายเรื่องสิกขาบทและความสงสัย พระพุทธเจ้าทรงตอบปัญหาสุภัททปริพาชกว่าลัทธิอื่นไม่มีพระอริยบุคคลเพราะขาดอริยมรรคมีองค์ 8 สุภัททะขอบวชและบรรลุพระอรหัตก่อนพระพุทธเจ้าปรินิพพาน จึงเป็นปัจฉิมสาวกที่ทรงบวชให้เอง จากนั้นประทานพระโอวาทสุดท้ายแก่สงฆ์ เรื่องการเรียกขานกันหลังปรินิพพาน การอนุญาตให้ถอนสิกขาบทเล็กน้อยได้ เปิดโอกาสให้ถามข้อสงสัยเป็นครั้งสุดท้าย และตรัสพระโอวาทองค์สุดท้ายให้ทำกิจด้วยความไม่ประมาท
- Page 442–448 ปรินิพพานในลำดับฌาน แผ่นดินไหว เทวดาโศกเศร้า พระมหากัสสปะทราบข่าว พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าฌานตามลำดับตั้งแต่ปฐมฌานถึงจตุตถฌานแล้วปรินิพพานในลำดับฌาน เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ พระอนุรุทธะและพระอานนท์สนทนาธรรมปลอบใจกันตลอดคืน อธิบายว่าเทวดาที่ยังไม่หมดราคะเท่านั้นที่ร้องไห้คร่ำครวญ พวกเจ้ามัลละจัดพิธีบูชาพระสรีระด้วยดนตรีและดอกไม้ตลอด 6 วัน พระมหากัสสปะเดินทางมาพบนักบวชอาชีวกถือดอกมณฑารพจึงทราบข่าวปรินิพพาน
- Page 449–455 สุภัททะแก่ดีใจพระศาสดาสิ้นพระชนม์ จุดเริ่มสังคายนา พระบาทโผล่ให้ถวายบังคม ภิกษุสุภัททะผู้บวชเมื่อแก่กลับดีใจที่พระพุทธเจ้าสิ้นพระชนม์เพราะจะไม่มีใครมาบังคับให้ปฏิบัติตามวินัยอีก คำพูดนี้ทำให้พระมหากัสสปะเกิดธรรมสังเวชและตัดสินใจจะทำสังคายนาพระธรรมวินัยเพื่อรักษาพระศาสนาไว้ เมื่อพระมหากัสสปะพร้อมภิกษุ 500 รูปเดินทางถึงเชิงตะกอน ไฟที่จุดไม่ติดจนกว่าท่านจะได้ถวายบังคม พระบาทของพระพุทธเจ้าจึงโผล่ออกจากผ้าห่อศพให้ท่านสัมผัสอย่างอัศจรรย์
- Page 456–462 พระธาตุไม่แหลกทั้งหมด อชาตศัตรูสลบ โทณพราหมณ์ระงับศึกแบ่งพระธาตุ เมื่อพระมหากัสสปะถวายบังคมแล้ว เชิงตะกอนก็ลุกไหม้เองด้วยอานุภาพเทวดา ไฟไหม้พระสรีระจนเหลือแต่พระธาตุขนาดต่าง ๆ ยกเว้นพระเขี้ยวแก้ว พระรากขวัญ และพระอุณหิสที่ไม่แตกกระจาย พวกเจ้ามัลละตั้งแนวทหารถือหอกและธนูล้อมรักษาพระธาตุพร้อมฉลองรื่นเริง 7 วัน ข่าวปรินิพพานทำให้พระเจ้าอชาตศัตรูทรงสลบถึง 3 ครั้ง เมืองต่าง ๆ ยกทัพมาแย่งชิงพระธาตุจนเกือบเกิดสงคราม โทณพราหมณ์ห้ามศึกได้สำเร็จและตกลงแบ่งพระธาตุออกเป็น 8 ส่วนเท่ากัน
- Page 463–472 พระมหากัสสปะถวายบังคม การแบ่งพระบรมธาตุ และตำนานพระเจ้าอโศก พระมหากัสสปะเดินทางมาทันถวายบังคมพระบาทก่อนไฟจะติดเชิงตะกอน จากนั้นเจ้าเมืองต่าง ๆ ยกทัพมาแย่งพระบรมสารีริกธาตุจนเกือบรบกัน โทณพราหมณ์ไกล่เกลี่ยแบ่งธาตุเป็น 8 ส่วน พระเจ้าอชาตศัตรูสร้างสถูปที่ราชคฤห์ ต่อมาพระมหากัสสปะให้ซ่อนพระธาตุไว้เพื่ออนาคต จนพระเจ้าอโศกทรงพบและแจกจ่ายไปประดิษฐานในวิหาร 84,000 แห่งทั่วชมพูทวีป จบอรรถกถามหาปรินิพพานสูตร
- Page 473–489 มหาสุทัสสนสูตร ตอนต้น: กรุงกุสาวดีและแก้ว 7 ประการของพระเจ้าจักรพรรดิ พระอานนท์ทูลขอไม่ให้พระพุทธเจ้าปรินิพพานที่กุสินาราซึ่งเป็นเมืองเล็ก พระพุทธเจ้าตรัสเล่าอดีตชาติที่ทรงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามมหาสุทัสสนะครองกรุงกุสาวดี (คือกุสินาราในอดีต) อันรุ่งเรืองยิ่งใหญ่ มีแก้ว 7 ประการ คือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว มณีแก้ว นางแก้ว ขุนคลังแก้ว ขุนพลแก้ว มีธรรมปราสาททำด้วยรัตนะ 4 ชนิดและสระธรรมโบกขรณีอันวิจิตร
- Page 490–500 มหาสุทัสสนสูตร ตอนปลาย: พระนางสุภัททาทูลเตือนสติ และพระพุทธเจ้าทรงเปิดเผยว่าเคยเป็นพระเจ้ามหาสุทัสสนะ เมื่อพระเจ้ามหาสุทัสสนะประชวรใกล้สวรรคต พระนางสุภัททาเทวีทูลให้ทรงห่วงใยราชสมบัติมหาศาล แต่พระราชาขอให้ทูลกลับด้าน คือให้ทรงปล่อยวาง หลังสวรรคตพระองค์ไปเกิดเป็นพรหม พระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่าพระองค์เองคือพระเจ้ามหาสุทัสสนะในอดีตชาตินั้น แล้วตรัสสรุปว่าสมบัติยิ่งใหญ่เพียงใดก็ต้องดับสูญ จบด้วยคาถา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ
- Page 501–514 อรรถกถามหาสุทัสสนสูตร ตอนต้น: อธิบายจักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว และมณีแก้ว พระอรรถกถาจารย์ไขความศัพท์และรายละเอียดในมหาสุทัสสนสูตรอย่างละเอียด เช่น ลักษณะกำแพงเมืองกุสาวดี พรรณนาความอลังการของจักรแก้วที่ปรากฏแก่พระเจ้าจักรพรรดิเมื่อทรงรักษาอุโบสถ อธิบายเหตุที่ชาวเมืองต่าง ๆ ตื่นตะลึงคิดว่าเป็นพระจันทร์สองดวง และพรรณนาช้างแก้ว ม้าแก้วที่เหาะได้ มณีแก้วที่ส่องสว่างได้ไกลนับโยชน์
- Page 515–528 อรรถกถามหาสุทัสสนสูตร ตอนปลาย: นางแก้ว ขุนคลังแก้ว และบุพกรรมสร้างกุฎีถวายพระ อธิบายคุณสมบัตินางแก้ว คหบดีแก้ว และปริณายกแก้วของพระเจ้าจักรพรรดิ จากนั้นเล่าบุพกรรมว่าในอดีตชาติพระโพธิสัตว์เป็นอุบาสกสร้างกุฎีเล็ก ๆ ถวายพระเถระรูปหนึ่งในศาสนาพระกัสสปพุทธเจ้า ดูแลท่านตลอดชีวิตด้วยศรัทธา ผลบุญเพียงเล็กน้อยนั้นส่งให้ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมหาสุทัสสนะผู้มั่งคั่งเหลือคณา จบอรรถกถามหาสุทัสสนสูตร
- Page 529–547 ชนวสภสูตร: พยากรณ์ผู้บำรุงชาวนาทิกะ พระเจ้าพิมพิสารเกิดเป็นยักษ์ชนวสภะ และธรรมเทศนาของสนังกุมารพรหม พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ภพภูมิของผู้บำรุงศาสนาชาวบ้านนาทิกะที่ตายไปแล้ว คืนนั้นยักษ์ตนหนึ่งปรากฏกาย เผยว่าคือพระเจ้าพิมพิสารซึ่งสิ้นพระชนม์แล้วไปเกิดเป็นบริวารท้าวเวสวัณ และเล่าเหตุการณ์ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ที่สนังกุมารพรหมแสดงธรรมเรื่องอิทธิบาท 4 สติปัฏฐาน 4 และองค์แห่งสมาธิ 7 ให้เทวดาฟัง จนชาวมคธผู้ล่วงลับกว่าสองล้านสี่แสนคนได้บรรลุโสดาบัน
- Page 548–560 อรรถกถาชนวสภสูตร: ไขความศัพท์ปิดท้าย และรายชื่อ 5 พระสูตรในเล่มนี้ (จบเล่ม ๑๓) อรรถกถาไขความศัพท์ในชนวสภสูตรโดยละเอียด เช่น เหตุที่ไม่ทรงพยากรณ์ชาวรัฐอังคะมคธ ความหมายของโอกาสาธิคม 3 และบริขารแห่งสมาธิ 7 อรรถกถาจบลงด้วยคำว่า จบอรรถกถาชนวสภสูตรที่ 5 ตามด้วยบัญชีสรุปพระสูตรทั้ง 5 สูตรในเล่มนี้ คือ มหาปทาน มหานิทาน มหาปรินิพพาน มหาสุทัสสนะ และชนวสภสูตร เป็นจุดจบที่สมบูรณ์ของเล่ม 13
Page 1–50
Page 51–100
Page 101–150
Page 151–200
Page 201–250
Page 251–300
Page 301–350
Page 351–400
Page 401–450
Page 451–500
Page 501–550