กายธาตุ รูปธาตุ สัททธาตุ คันธธาตุ รสธาตุ ก็เป็นอย่างละหนึ่งเหมือนกัน ด้วยอำนาจเป็นโสตประสาทเป็นต้น แต่โผฏปฐัพพธาตุย่อมถึงการนับว่าเป็น ธรรม ๓ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งปฐวีธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ.
จักขุวิญญาณธาตุย่อมถึงการนับว่าเป็นธรรม ๒ อย่าง ด้วยอำนาจแห่ง
วิบากที่เป็นกุศลและอกุศล. โสตวิญญาณธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาวิญญาณ-
ธาตุ กายวิญญาณธาตุ ก็ถึงการนับว่าเป็นธรรมอย่างละ ๒ อย่างเหมือนกัน. แต่มโนธาตุย่อมถึงการนับว่าเป็นธรรม ๓ อย่าง คือ ด้วยสามารถเป็นอาวัชชนะ ของปัญจทวาร ๑ ด้วยสามารถเป็นสันปฏิจฉนะของกุศลวิบาก ๑ ของอกุศลวิบาก ๑ ธรรมธาตุย่อมถึงการนับว่าเป็นธรรม ๒๐ คือ ด้วยสามารถแห่งอรูปขันธ์ ๓ (เวทนา สัญญา สังขารขันธ์) ด้วยสามารถแห่งสุขุมรูป ๑๖* และด้วยสามารถ แห่งอสังขตธาตุ ๑. มโนวิญญาณธาตุ ย่อมถึงการนับว่าเป็นธรรม ๗๖ อย่าง ด้วยสามารถแห่งวิญญาณที่เป็นกุศล อกุศล และอัพยากตะที่เหลือแล.
พึงทราบวินิจฉัยในธาตุนี้โดยการนับอย่างนี้.
ว่าด้วยวินิจฉัยโดยปัจจัย
ข้อว่า โดยปัจจัย พึงทราบวินิจฉัยโดยความที่จักขุธาตุเป็นต้น เป็นปัจจัยในจักขุวิญญาณเป็นต้น ก็ความที่จักขุธาตุเป็นต้นเหล่านั้น เป็นปัจจัย นั้นจักแจ่มแจ้งในนิเทศวาร.
ว่าด้วยวินิจฉัยโดยเป็นธรรมควรเห็น
ข้อว่า โดยเป็นธรรมควรเห็น พึงทราบวินิจฉัยในธาตุนี้ โดยเป็น ธรรมที่ควรเห็น เพราะสังขตธาตุทั้งหมดทีเดียว พึงเห็นโดยความเป็นของ * สุขุมรูป ๑๖ คือ อาโปธาตุ ๑ หทัยรูป ๑ อาหารรูป ๑ ชีวิตรูป ๑ ปริจเฉทรูป ๑ ภาวรูป ๒ วิญญัตติรูป ๒ ลหุตารูป ๓ ลักขณรูป ๔