วิภังค์
ฉบับ มมร. · เล่ม ๗๗ · หน้า ๔๕๐ · ข้อ 273
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

อาเนญชาภิสังขาร และสังขาร ๓ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร สังขารเหล่านั้นแม้ทั้งหมดสักว่าเป็นโลกิยกุศล และอกุศลเท่านั้น.

ก็สังขาร ที่มาแล้วโดยสังขารศัพท์เหล่านั้น คือ สังขตสังขาร อภิสังขตสังขาร อภิสังขรณกสังขาร ปโยคาภิสังขาร. บรรดาสังขาร เหล่านั้น ธรรมพร้อมทั้งปัจจัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสในประโยคมีอาทิว่า อนิจฺจา วต สํขารา แม้ทั้งหมด ชื่อว่า สังขตสังขาร. รูปธรรม อรูปธรรมเป็นไปในภูมิ ๓ ที่เกิดแต่กรรมซึ่งกล่าวไว้ในอรรถกถา ชื่อว่า

อภิสังขตสังขาร. รูปธรรมและอรูปธรรมแม้เหล่านั้น ย่อมสงเคราะห์ใน

บาลีนี้ว่า อนิจฺจา วต สํขารา ดังนี้ทั้งหมด แต่อาคตสถานแห่งธรรม เหล่านั้น ไม่ปรากฏส่วนหนึ่ง ก็เจตนาที่เป็นกุศลและอกุศลที่เป็นไปในภูมิ ๓ ท่านเรียกว่า อภิสังขรณกสังขาร. อาคตสถานแห่งอภิสังขรณกสังขารนั้น ย่อมปรากฏในประโยคมีคำว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลตกอยู่ในอวิชชา ถ้าอภิสังขารคือบุญ ย่อมปรุงแต่ง ดังนี้เป็นต้น. อนึ่ง ความเพียรอันเป็น ไปทางกายและจิต ท่านเรียกว่า ปโยคาภิสังขาร. ปโยคาภิสังขารนั้นมาใน ประโยคว่า "ล้อนั้น เมื่อนายช่างรถหมุนไป ก็หมุนไปได้เท่าที่นายช่างรถหมุน ไปแล้วตั้งอยู่เหมือนอยู่ในเพลา ฉะนั้น๒" เป็นต้น.

อนึ่ง มิใช่แต่สังขารเหล่านั้นอย่างเดียวเท่านั้น แม้สังขารเหล่าอื่นเป็น อเนก ที่มาโดยศัพท์สังขาร โดยนัยมีอาทิว่า "ดูก่อนวิสาขะผู้มีอายุ เมื่อภิกษุ เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ วจีสังขารย่อมดับก่อน ต่อจากนั้นกายสังขารก็ดับ ต่อ จากนั้น จิตสังขารก็ย่อมดับ๓" ดังนี้ บรรดาสังขารเหล่านั้น สังขารที่ไม่ สงเคราะห์เข้าให้สังขตสังขาร ย่อมไม่มี.

๑. อํ ติก. เล่ม ๒๐. ๔๕๔/๑๔๑ ๒. อํ ติก เล่ม ๒๐. ๔๕๔/๑๔๑

๓. ม. มูล เล่ม ๑๒. ๕๑๐/๕๕๑