วิภังค์
ฉบับ มมร. · เล่ม ๗๗ · หน้า ๔๗๙ · ข้อ 273
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

เพราะฉะนั้น ในอธิการนี้ อวิชชานี้ เมื่อธรรมอื่น ๆ มีวัตถุ อารมณ์ และสหชาตธรรมเป็นต้น ซึ่งเป็นเหตุแห่งสังขารแม้มีอยู่ บัณฑิตก็พึงทราบว่า พระองค์ทรงแสดงโยความเป็นเหตุแห่งสังขารทั้งหลาย เพราะคำว่า เหตุ ดังนี้ เป็นประธานแห่งเหตุของสังขารแม้เหล่าอื่นมีตัณหาเป็นต้น โดยพระบาลีว่า เมื่อบุคคลมีปรกติตามเห็นความชอบใจเนือง ๆ ตัณหาย่อมเจริญและพระบาลีว่า อาสวสมุทัยย่อมเกิดเพราะ.วิชชาสมุทัย ดังนี้ และเพราะความเป็นเหตุปรากฏ และเป็นอสาธารณเหตุ โดยพระบาลีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะความ ไม่รู้ คนเขลาผู้ตกอยู่ในอวิชชาย่อมปรุงแต่งซึ่งปุญญาภิสังขารบ้างเป็นต้น. ก็ ด้วยคำเฉลยการแสดงเหตุและผลแต่ละอย่างนี้นั้นแหละ พึงทราบประโยชน์ใน การแสดงเหตุและผลในที่ทั้งปวง ด้วยประการฉะนี้แล.

ในข้อนี้ หากมีผู้กล่าวถามว่า แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น อวิชชาเป็นธรรม มีโทษมีผล ไม่น่าปรารถนาโดยส่วนเดียวย่อมควรซึ่งความเป็นปัจจัยแก่ปุญญา- ภิสังขารและอาเนญชาภิสังขารได้อย่างไร เพราะอ้อยย่อมไม่เกิดแต่พืชสะเดา ตอบว่า อวิชชานั้น จักไม่ควรซึ่งความเป็นปัจจัยแก่ปุญญาภิสังขาร และ อาเนญชาภิสังขารได้อย่างไร เพราะในโลกนี้

ธรรมทั้งหลายที่สำเร็จเป็นปัจจัยแล้ว

ผิดฐานะกันก็มี เหมือนกันก็มี อนึ่ง เป็นเช่น

เดียวกันและไม่เป็นเช่นเดียวกันก็มี ธรรม

เหล่านั้นหาใช่วิบากอย่างเดียวไม่.

อธิบายว่า ปัจจัยแห่งธรรมทั้งหลายที่สำเร็จแล้วในโลก เป็นธรรมที่ ผิดแผกกันโดยฐานะ โดยสภาวะ และโดยกิจ (หน้าที่) เป็นต้นก็มี ที่ไม่