ว่าด้วยปุญญาภิสังขารเป็นปัจจัย
บรรดาสังขารเหล่านั้น พึงทราบวินิจฉัยในปุญญาภิสังขารก่อน
ว่าโดยไม่ต่างกัน ปุญญาภิสังขารจำแนกด้วยเจตนา ๘ ดวง นี้ กามาพจรได้ปัจจัย ๒ อย่าง คือ ด้วยกรรมปัจจัยที่เกิดต่างขณะกัน และด้วย อุปนิสสยปัจจัยในปฏิสนธิ แก่วิปากวิญญาณ ๙ ดวง ในปฏิสนธิกามภพสุคติภูมิ ปุญญาภิสังขารที่จำแนกด้วยกุศลเจตนา ๕ ดวง ในรูปาวจรก็เป็นปัจจัยแก่ วิปากวิญาณ ๕ ดวง ในปฏิสนธิกาลรูปภพเหมือนกัน แต่กามาพรประเภท ตามที่กล่าวเป็นปัจจัย ๒ อย่าง ในปวัตติกาล มิใช่ปฏิสนธิกาลแก่ปริตตวิปาก- วิญญาณ ๗ ดวง เว้นมโนวิญญาณธาตุอเหตุกะที่สหรคด้วยอุเบกขา ในกาม ภพสุคติโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ ปุญญาภิสังขารนั้นแหละเป็นปัจจัยใน ปวัตติกาล มิใช่ในปฏิสนธิกาล. แก่วิปากวิญญาณ ๕ ดวง ในรูปภพ อย่าง นั้น เหมือนกัน.
ก็ในกามภพทุคติภูมิ ก็เป็นปัจจัยแก่ปริตตวิปากวิญญาณทั้ง ๘ ใน ปวัตติกาล มิใช่ในปฏิสนธิกาล อย่างนั้นเหมือนกัน ในกามภพทุคติภูมินั้น ปุญญาภิสังขารนั้น เป็นปัจจัย ด้วยการประสบอิฏฐารมณ์ในนรก ในคราวเที่ยว
ไปในนรกเป็นต้นของพระมหาโมคคัลลานเถระ. แต่อิฏฐารมร์ย่อมได้ในพวก
สัตว์เดรัจฉาน และในพวกนาค สุบรรณ และเปรตผู้มีฤทธิ์มากทีเดียว ปุญญาภิสังขารนั้นแหละ เป็นปัจจัยในปวัตติกาล และในปฏิสนธิกาล แก่กุศล วิปากวิญญาณทั้ง ๑๖ ดวง ในกามภพสุคติภูมิ ว่าโดยไม่แปลกกัน ปุญญา- ภิสังขาร เป็นปัจจัยในปวัตติกาล และปฏิสนธิกาล แก่วิปากวิญญาณ ๑๐ ดวง ในรูปภพอย่างนั้นเหมือนกัน.