ในคำว่า ตํ ตํ วา ปน (ได้แก่ตังตังวาปนกนัย)๑ นี้บัณฑิตไม่พึงแล
ดูนัยที่กล่าวไว้ในหนหลัง. เพราะในที่นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงแยกอรรถให้
เข้าใจด้วยสมมติ๒ ทรงแยกให้เข้าใจ ด้วยบุคคล เพราะฉะนั้นด้วยอำนาจตังตัง
วาปนกนัยนั่นแหละ. พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสความที่รูปทราม และรูป
ประณีต เพราะอาศัยการเปรียบเทียบ โดยเฉพาะบุคคล.
จริงอยู่ รูปของพวกสัตว์นรก ชื่อว่า รูปทรามถึงที่สุด เพราะเทียบ กับรูปของพวกสัตว์นรกนั้น รูปของนาคและสุบรรณในสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย ชื่อว่า ประณีต. รูปของนาคและสุบรรณเหล่านั้นยังเป็นรูปทราม เพราะเทียบ กับรูปเปรต รูปเปรตทั้งหลาย จึงชื่อว่า ประณีต. รูปแม้ของเปรตเหล่านั้น ก็ยังเป็นรูปทรามเพราะเทียบกับรูปชาวชนบทนั้น รูปของชนชาวชนบทจึงชื่อ
ว่าประณีต. รูปแม้ของชนชาวชนบทเหล่านั้น ก็ยังเป็นรูปทรามเพราะเทียบกับ
รูปนายบ้าน รูปของนายบ้านทั้งหลาย จึงชื่อว่าประณีต. รูปแม้ของพวกนาย บ้านเหล่านั้น ก็ยังเป็นรูปทรามเพราะเทียบกับรูปของเจ้าประเทศราช รูปของ
เจ้าประเทศราชทั้งหลายจึงชื่อว่าประณีต. รูปแม้ของเจ้าประเทศราชเหล่านั้น
ก็ยังเป็นรูปทรามเพราะเทียบกับรูปพระเจ้าจักรพรรดิ รูปของพระเจ้าจักรพรรดิ จึงชื่อว่า ประณีต. รูปแม้ของพระเจ้าจักรพรรดิแม้นั้นก็ยังเป็นรูปทรามเพราะ เทียบกับรูปของภุมเทวดา รูปของพวกภุมเทวดา จึงชื่อว่า ประณีต. รูปแม้ ของพวกภุมเทวดาเหล่านั้นยังเป็นรูปทราม เพราะเทียบกับรูปท้าวจาตุมหา- ราช รูปของท้าวจาตุมหาราช จึงชื่อว่า ประณีต. รูปแม้ของท้าวจาตุมหาราช เหล่านั้นก็ยังเป็นรูปทรามเพราะเทียบกับรูปของพวกเทพชั้น ดาวดึงส์ รูปของ
๑. หมายถึงนัยที่กล่าวสรุปเนื้อความเฉพาะเรื่องนั้น ๆ
๒. คำว่าสมมติก็คือปัญญัติแต่กว้างมาก ส่วนบุคคลเป็นเฉพาะอุปาทาบัญญัติ ในพระอภิธรรม
คำว่า บุคคล กับคำว่า สัตว์ เป็นไวพจน์กัน.