บัณฑิตทั้งหลายกล่าวภาวะอันแท้ไม่
แปรผัน เป็นของจริงในสัจจะทั้ง ๔ มีทุกข์
เป็นต้น โดยไม่แปลกกันว่า เป็นอรรถแห่ง
สัจจะ ด้วยประการฉะนี้แล.
พึงทราบวินิจฉัยสัจจะโดยอรรถ ดังพรรณนามาฉะนี้.
ว่าด้วยวินิจฉัยโดยถอดความ
พึงทราบวินิจฉัย โดยถอดเอาความ อย่างไร ? สัจจศัพท์ใน อธิการนี้ ย่อมปรากฏในอรรถมิใช่น้อย อย่างไร คือสัจจศัพท์ ย่อมปรากฏ ในวาจาสัจจะ(พูดจริง)เหมือนในประโยคมีอาทิว่า สจฺจํ ภเณ น กุชฺเฌยฺย บุคคลพึงกล่าวคำสัตย์ ไม่พึงโกรธ. ที่ปรากฏในวิรติสัจจะ (มุสาวาทวิรัติ) เหมือนในประโยคมีอาทิว่า สจฺเจ ิตา สมณพฺราหฺมณา สมณพราหมณ์
ผู้ตั้งอยู่ในสัจจะ. ที่ปรากฏใน ทิฏิสัจจะ (จริงโดยทิฏฐิ) เหมือนในประโยค
มีอาทิว่า กสฺมา นุ สจฺจานิ วทนฺติ นานาปวาทิยาเส กุสลาวทานา เพราะเหตุไรหนอ พวกสมณพราหมณ์จึงกล่าวสัจจะไปต่าง ๆ คือเป็นผู้อ้างตน
ว่าเป็นผู้ฉลาดกล่าวยืนยันสัจจะหลายอย่าง. ที่ปรากฏใน ปรมัตถสัจจะ คือ
นิพพานและมรรค เหมือนในประโยคมีอาทิว่า เอกํ หิ สจฺจํ น ทุติยมตฺถิ
สัจจะมีอย่างเดียวไม่มีอย่างที่สอง. ที่ปรากฏใน อริยสัจจะ เหมือนในประโยค
มีอาทิว่า จตุนฺนํ สจฺจานํ กติ กุสลา บรรดาสัจจะ ๔ สัจจะที่เป็นกุศลมี
เท่าไร. แม้ในที่นี้ สัจจศัพท์นี้นั้นย่อมเป็นไปในอริยสัจจะ (สัจจะอันประเสริฐ)
ดังนี้.
พึงทราบวินิจฉัยโดยถอดความในสัจจะนี้ ฉะนี้.