ว่าโดยเกิดขณะเดียวกันแต่ดับต่างขณะกัน
คำนี้ว่า การเกิดขณะเดียวกัน แต่ดับต่างขณะกัน (ของขันธ์ ๕) นี้ บัณฑิตพึงแสดงเว้นกรรมชรูปดวงสุดท้าย* จริงอยู่ปฏิสนธิเป็นจิตดวงที่ หนึ่ง จิตดวงที่ ๒ เป็นภวังค์ ดวงที่ ๓ ก็เป็นภวังค์ ฯลฯ ดวงที่ ๑๖ ก็เป็น
ภวังค์. ในบรรดาจิต ๑๖ ดวงเหล่านั้น แต่ละดวงมี ๓ ขณะด้วยอำนาจอุปาทขณะ
ฐีติขณะ และภังคขณะ ในขณะแห่งจิตทั้ง ๓ เหล่านั้น จิตแต่ละดวงมีกรรมชรูป เกิดขึ้นขณะละ ๓๐ รูปถ้วน บรรดากรรมชรูปเหล่านั้น กรรมชรูปตั้งขึ้นใน อุปาทขณะของปฏิสนธิจิตย่อมดับในอุปาทขณะของภวังคจิตดวงที่ ๑๗ ทีเดียว. กรรมชรูปทั้งขึ้นในฐีติขณะของปฏิสนธิจิตจะดับในฐีติขณะของภวังคจิตดวงที่ ๑๗ นั่นแหละ. กรรมชรูปที่ตั้งขึ้นในภังคขณะของปฏิสนธิจิตจะดับในภังคขณะ ของภวังคจิตดวงที่ ๑๗ นั่นแหละ.
ด้วยอาการอย่างนี้ พึงทำภวังคจิตดวงที่ ๒ (ปฏิสนธิจิตเป็นที่ ๑) ประกอบกับจิตดวงที่ ๑๗ ของตน ๆ นั่นแหละแล้วขยายนัยไป. จิต ๑๖ ดวง มีกรรมชรูปดวงละ ๓ รวมกรรมชรูป ๔๘ รูป ด้วยประการฉะนี้. นี้ชื่อว่า ประเพณี คือ เชื้อสายของกรรมชรูป ๔๘ รูป. ก็ประเพณี คือ เชื้อสายของ กรรมชรูป ๔๘ รูปนี้นั้นย่อมเป็นไปแม้แก่ผู้กำลังเคี้ยวกิน แม้แก่ผู้บริโภค แม้แก่ผู้หลับ แม้แก่ผู้ประมาททั้งกลางคืนและกลางวัน เหมือนกระแสแห่ง แม่น้ำกำลังเป็นไปอยู่ฉะนั้นแล.
พึงทราบความที่ขันธ์ ๕ มีการเกิดขณะเดียวกัน ดับต่างขณะกันอย่างนี้. * กรรมชรูปดวงสุดท้ายนั้น คือ นับกรรมชรูปตั้งแต่ปฏิสนธิจิตไป ๑๗ ขณะจิตภังคขณะของจิต ดวงนี้ดับพร้อมกับกรรมชรูป (ดูปริเฉท ๔ นามวิถีและรูปวิถี)