(อัชฌัตตะจริง ๆ). แม้ในที่นี้ ก็ทรงประสงค์เอาอัชฌัตตะข้อนี้เท่านั้น. เพราะ ฉะนั้นท่านจึงกล่าวไว้ว่า อัชฌัตตะนั้นเอง ชื่อว่า อัชฌัตติกะ. อีกอย่างหนึ่ง อายตนะทั้งหลายมีจักษุเป็นต้น ที่มีอยู่ในภายในเหล่านั้น เหมือนในประโยค ทั้งหลายมีอาทิว่า ธรรมภายใน ธรรมภายนอก ชื่อว่าอัชฌัตติกะ เพราะอรรถ
ตามที่กล่าวมาแล้วนั่นแหละ. คำว่าอายตนานํ นั่นเป็นชื่อของอายตนะที่เป็นไป
ภายในเหล่านั้น.
ในคำว่า อายตนานํ นี้ มีอธิบายว่า ธรรมชาติทั้งหลาย ชื่อว่า อายตนะ เพราะเป็นที่เกิด ๑ เพราะเป็นที่ขยายไปแห่งสิ่งน่าชื่นใจ เพราะนำไป สู่วัฏฏะที่ยาวยืด ๑. เพราะว่า ธรรมทั้งหลายคือจริง และเจตสิกที่มีทวารนั้น ๆ บรรดาจักขุทวารเป็นต้น เป็นที่ตั้งย่อมเกิดขึ้น คือตั้งขึ้น ได้แก่สืบต่อ หมาย- ความว่าพยายามไป ตามหน้าที่ของตน ๆ มีการเสวยอารมณ์เป็นต้น และ อายตนะเหล่านี้ ย่อมต่อคือขยายธรรมเหล่านั้นที่เป็นสิ่งน่าชื่นใจ อนึ่ง วัฏทุกข์ใด ที่หมุนไปในสงสารที่ไม่มีใครตามพบที่สุด คือยาวยืดเหลือเกิน อายตนะทั้งหลายจะนำไป คือหมุนไปสู่วัฏทุกข์นั้น ดังนั้น ธรรมเหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่าอายตนะ โดยประการทั้งปวง เพราะเป็น ที่เกิด เพราะขยายสิ่งที่น่าชื่นใจ และเพราะนำไปสู่วัฏฏะที่ยาวยืด. อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่า ชื่อว่าอายตนะ เพราะหมายความว่า เป็นสถานที่อยู่อาศัย ๑ เพราะหมายความว่า เป็นบ่อเกิด ๑ เพราะหมายความว่า เป็นสถานที่ชุมนุม กัน ๑ เพราะหมายความว่า เป็นถิ่นกำเนิด ๑ และเพราะหมายความว่า เป็นเหตุ ๑. จริงอย่างนั้น ในทางโลก สถานที่เป็นที่อยู่อาศัย เรียกกันว่า อายตนะ (ถิ่นที่อยู่) เช่นในประโยคทั้งหลายมีอาทิว่า อิสสรายตนะ (ถิ่นของ พระอิศวร) เทวายตนะ (ถิ่นของเทวดา). บ่อเกิด เรียกว่า อายตนะ เช่นใน ประโยคทั้งหลายว่า บ่อทอง สุวณฺณายตนํ บ่อแก้ว รตนายตนํ.