ป. ในหมู่เทวดานั้นแล
ส. หากว่าบุคคลผู้อนาคามี ละสัญโญชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ ได้แล้ว
แต่ยังละสัญโญชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องบน ๕ ไม่ได้ เมื่อท่านเคลื่อน
จากโลกนี้ บังเกิดในหมู่เทวดานั้นแล้ว ผลก็บังเกิดขึ้นในหมู่เทวดานั้น
ก็ต้องไม่กล่าวว่า การประพฤติพรหมจรรย์ไม่มีในหมู่เทวดา
ส. บุคคลผู้อนาคามี ละสัญโญชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ ได้แล้ว
แต่ยังละสัญโญชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องบน ๕ ไม่ได้ เมื่อท่านเคลื่อน
จากโลกนี้ บังเกิดในหมู่เทวดานั้นแล้ว มีการปลงภาระ ณ ที่ไหน ... มี
การกำหนดรู้ทุกข์ ณ ที่ไหน ... มีการละกิเลส ณ ที่ไหน ... มีการกระทำให้
แจ้งซึ่งนิโรธ ณ ที่ไหน ... มีการแทงตลอดซึ่งอกุปปธรรม ณ ที่ไหน
ป. ในหมู่เทวดานั้นแล
ส. หากว่าบุคคลผู้อนาคามี ละสัญโญชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ ได้แล้ว
แต่ยังละสัญโญชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องบน ๕ ไม่ได้ เมื่อท่านเคลื่อน
จากโลกนี้ บังเกิดในหมู่เทวดานั้นแล้ว มีการแทงตลอดซึ่งอกุปปธรรม
ในหมู่เทวดานั้น ก็ต้องไม่กล่าวว่า การประพฤติพรหมจรรย์ไม่มีในหมู่
เทวดา
ส. บุคคลผู้อนาคามี ละสัญโญชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ ได้แล้ว
แต่ยังละสัญโญชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องบน ๕ ไม่ได้ เมื่อท่านเคลื่อน
จากโลกนี้ บังเกิดในหมู่เทวดานั้นแล้ว ผลก็บังเกิดในหมู่เทวดานั้น
การปลงภาระก็ในหมู่เทวดานั้น การกำหนดรู้ก็ในหมู่เทวดานั้น การละ
กิเลสก็ในหมู่เทวดานั้น การทำให้แจ้งซึ่งนิโรธก็ในหมู่เทวดานั้น การแทง
ตลอดซึ่งอกุปปธรรมก็ในหมู่เทวดานั้น ก็โดยอรรถเป็นไฉนเล่า ท่านจึง
กล่าวว่า การประพฤติพรหมจรรย์ไม่มีในหมู่เทวดา
ป. ก็เพราะบุคคลผู้อนาคามีกระทำให้แจ้งซึ่งผล ในหมู่เทวดานั้น ด้วยมรรคที่
ท่านให้เกิดแล้วในโลกนี้นั่นแล
[๒๗๒] ส. บุคคลผู้อนาคามี ทำให้แจ้งซึ่งผลในหมู่เทวดานั้นด้วยมรรคอันท่านให้